โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้ชีวิต...ด้วยดวงดาว / "ศ. ดุสิต"/เรื่องเล็กที่ต้องรู้ในวิชาพยากรณ์ วิธีใช้ "จักรพยุหะ-คู่กาลี" ในเลข ๗ ตัว ระบบเลข ๗ ตัว

มติชนสุดสัปดาห์

เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2561 เวลา 06.30 น.

รู้ชีวิต…ด้วยดวงดาว / “ศ. ดุสิต”

อ่านอนาคตของคุณไม่ยากหรอก…แค่รู้จักดาว 10 ดวงเท่านั้น!

เรื่องลึกในโหราศาสตร์ไทยชุด ‘คลังโหร’

 

เรื่องเล็กที่ต้องรู้ในวิชาพยากรณ์ (ต่อ)

วิธีใช้ “จักรพยุหะ-คู่กาลี” ในเลข ๗ ตัว

ระบบเลข ๗ ตัว

 

เราสามารถที่จะนำเอาสูตรจักรพยุหะและคู่กาลีนี้ไปใช้ในระบบวิชาเลข ๗ ตัวได้ด้วย แต่จะต้องใช้ตามกฎที่ท่านได้วางไว้แล้ว

คือในเลข ๗  ตัวนี้จะใช้ดาวจักรพยุหะกับคู่กาลีนี้เพียงอย่างละสามคู่เท่านั้น เนื่องจากเลข ๗ ตัวนี้ไม่มีเลข ๘ จึงต้องตัดคู่ ๖๘ ออกไป

จึงเหลือเพียงคู่ ๑๒ – ๓๔ – ๕๗ ของจักรพยุหะกับ ๑๖ ๓๒ – ๗๔ ของคู่กาลีเท่านั้น

ในการที่จะรู้ว่า ดวงใดต้องเกณฑ์จักรพยุหะหรือไม่ ท่านมีกฎอยู่ว่า ดาวที่เป็นจักรพยุหะนั้นจะต้องวางเรียงกันตามฐานของเลข ๗ ตัวตามลำดับกัน จะผิดฐานไม่ได้

และดาวที่เป็นจักรพยุหะนั้นจะต้องอยู่ในหลักเดียวกัน ซึ่งท่านได้กำหนดไว้ว่า จักรพยุหะ-คู่กาลีนี้จะมีฤทธิ์แรงก็ต่อเมื่อสถิตอยู่ในหลักที่ ๑-๓-๖ หรือ ๑ – ๔ – ๗ ถ้าไปสถิตที่หลัก ๒ – ๕ จะมีพิษสงเท่ากับกาลกิณีธรรมดาเท่านั้นเอง

และในกรณีที่ดาวต้องเรียงตัวกันตามฐานนั้นก็คือ ให้ดาวตัวแรกของเกณฑ์วางอยู่ที่ฐานบน และตัวที่สองอยู่ฐานล่าง ดาวใดถูกกำหนดให้เป็นจักรพยุหะหรือคู่กาลีก็เป็นไปตามฐานนั้น

 

จากตัวอย่างนี้ คุณจะเห็นได้ว่าที่ผมได้วงรูปสี่เหลี่ยมไว้ ซึ่งตัวเลขในวงนั้นคือตัวเลขจักรพยุหะสองตำแหน่ง คือในหลักแรก และหลักที่สาม และยังมีในหลักที่หก อีกตัวหนึ่ง

แต่ตัวนี้ เป็นเลขคู่กาลี ซึ่งตัวคู่กาลกิณี อีกตัวหนึ่ง อยู่ในฐานที่สาม หลักที่หก เช่นเดียวกัน

ดังนั้น เราจึงเห็นได้ว่า ดวงนี้เป็นดวงที่มีดาวจักรพยุหะ และคู่กาลีอยู่ในชาตา

 

เมื่อรู้แล้วว่าเราจะจับดวงจักรพยุหะได้อย่างไร ต่อไปก็คือ การอ่าน เพื่อให้รู้ว่าดาวจักรพยุหะ-คู่กาลี ให้โทษแก่ดวงชะตาอย่างไรบ้าง

ซึ่งวิธีอ่านนี้ ก็ไม่ยากอะไรเลย คือใช้หลักของเลข ๗ ตัวนี้แหละ เป็นตัวบอก ว่าโทษนั้น จะเกิดในสถานใดบ้าง

และผมก็ได้บอกคุณแล้วว่า ตัวหลักสำคัญก็คือหลักที่ ๑ – ๓ – ๖ ซึ่งเป็นจุดที่พยากรณ์ถึงชาตาชีวิต กับหลักที่ ๑ – ๔ – ๗ ชุดนี้ มีความหมายว่า ผลที่เกิดที่ในสามหลักนี้ จะเกิดกับตัวตน อันเป็นตัวเจ้าชาตานั้นเอง

และในตัวอย่างนี้ จะพออ่านในชุดแรก คือ หลัก ๑ – ๓ – ๖ ได้ว่า ชาตาชีวิตของเจ้าชาตานี้จะประสบกับอุปสรรคเดือดร้อนในช่วงปลายของชีวิต

แต่ความเดือดร้อนที่ได้รับนั้นไม่ใช่เรื่องที่รุนแรงหนักหนา เพราะสาเหตุเกิดจากดาวแยกฐานกัน คือ ตัวรับอยู่ฐานวัน ตัวส่งโทษอยู่ฐานปี จึงมีฐานเดือนคั่นอยู่ ทำให้ลดความรุนแรงลง ผิดกับสองหลักแรก คือ หลักที่ ๑ – ๓ นั้น ดาวจักรพยุหะทั้งคู่อยู่ในฐานที่ติดต่อกัน

โทษที่ส่งให้ จึงมีน้ำหนักที่รุนแรงกว่า หลัก ๑ นั้น หมายถึง รากฐานชีวิต ซึ่งก็คือสิ่งที่ชีวิตจะต้องประสบนั้นเอง

หลักที่ ๓ นั้นหมายถึงประตูชีวิต คือเป็นส่วนที่ชีวิตจะก้าวออกไปพบกับสิ่งนั้นในช่วงใดช่วงหนึ่ง

ส่วนจะพบกับอะไรนั้น ก็พิจารณาได้จากความหมายของจักรพยุหะนั้นเอง

เช่น หลักที่ ๑ นั้น เป็นเลข ๑๒ อันมีความหมายว่า คู่ครัวเรือน แปลว่า ผู้ใกล้ชิดสนิทสนมของเจ้าชาตา เมื่อมีความหมายว่าเป็นจักรพยุหะ ก็แปลว่า ความเดือดร้อนที่เจ้าชาตาจะได้รับนั้น มาจากผู้ที่ใกล้ชิดสนิทสนม นี้เป็นตัวอย่างในการอ่านความหมายของดาวกับความหมายของหลัก

เพราะเมื่อปรากฏในหลักแรกของดวงชะตาเช่นนี้ ก็หมายความว่า มันเป็นเหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่ในฐานชีวิตของชะตานี้

พูดง่ายๆ ก็คือ เขาจะต้องประสบกับเหตุการณ์นี้อย่างแน่นอน เลี่ยงไม่พ้น

นี้แหละ คือการอ่านดวง ซึ่งจะทำให้เรารู้ถึงชาตาชีวิตของแต่ละคนได้ อย่างที่วิชาอื่นไม่อาจจะให้ได้ดีเท่ากับวิชานี้

 

ในการจับเกณฑ์จักรพยุหะนี้ เราสามารถทำได้จาก ๔ ฐานนะครับ คือฐานวันเดือนปีอย่างที่เรารู้กันแล้ว แต่ฐานที่สี่นั้นเราจะต้องยกเอาฐานที่หนึ่งหรือฐานวันนั่นแหละมาวางใต้ฐานปีแล้วเราก็จะจับเกณฑ์นี้ได้ครบถ้วน โดยนำดาวในฐานสามหรือฐานปีมาจับกับดาวในฐานวันที่วางลงใหม่

ถ้าดาวจับคู่กันได้ก็ถือว่าหลักนั้นต้องเกณฑ์นี้ เช่นในตัวอย่างนี้คุณจะเห็นได้ว่าในหลักที่หกของฐานปีกับฐานวันจะได้ดาวคู่ ๑-๖ ซึ่งเป็นคู่กาลี

เราก็อ่านได้ว่าเจ้าชาตานี้จะต้องประสบกับอุปสรรคที่จะนำความเสื่อมถอยมาสู่ในช่วงปลายของชีวิตนั่นเอง

เมื่อเราอ่านเป็นแล้ว หลักอื่นๆ ก็ใช้วิธีเดียวกันนี้แหละในการอ่าน แต่วิธีอ่านนี้ก็ยังมีรายละเอียดที่จะต้องรู้กันต่อไปอีกเล็กน้อย นั้นคือ เลข ๗ ตัวนี้ มีอยู่ ๗ หลัก เมื่อถูกกำหนดให้เป็นจุดพยากรณ์ ๕ หลัก คือ หลักที่ ๑-๓-๔-๖-๗ แล้ว จึงมีเหลืออยู่อีก ๒ หลักคือ หลักที่ ๒ – ๕

ทั้งสองหลักนี้ ถือเป็นหลักปลอด อันมีความหมายว่า เป็นเสมือนหลักปกติทั่วไป

แม้จะมีดาวจักรพยุหะ-คู่กาลีเข้ามาสถิตอยู่ในสองหลักนี้ก็ตาม ความเป็นโทษก็จะเป็นเพียงเท่ากับว่า มีดาวกาลกิณีมาสถิตอยู่เท่านั้นเอง ไม่ได้รุนแรงหนักหนาเหมือนกับเป็นดาวจักรพยุหะ-คู่กาลี

ถ้าเราเข้าใจวิธีใช้ตามนี้แล้ว การอ่านเลข ๗ ตัวของคุณก็จะสมบูรณ์ขึ้นอีกอย่างแน่นอน

แต่เรื่องของกาลกิณีนี้ยังไม่จบ ติดตามกันต่อไปก็จะได้ความรู้ที่หายากเพิ่มขึ้นอีกแน่

 

กาลีแฝง

 

“กาลี” หมายถึง ความชั่วร้าย, เสนียดจัญไร

“แฝง” หมายถึง การซ่อนตัวอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

กาลีแฝง คือความชั่วร้าย ที่ซ่อนตัวเข้ามาอยู่ในดาวใดดาวหนึ่ง ซึ่งในบทความนี้ จะหมายถึงดาวกาลกิณี การแฝงตัวของดาวกาลกิณี จะไปสถิตอยู่ใน ณ ภพใดก็ได้ ซึ่งบางครั้งดาวนั้นก็เป็นดาวที่ดี ให้คุณแก่ชาตา แต่เมื่อมีกาลกิณีแฝงมา จึงเกิดการลดทอนคุณความดีของดาวนั้นลงไปบางส่วน จะมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับตัวเรื่องของเรื่องนั้นเอง

สูตรกาลีแฝงนี้จะให้ประโยชน์แก่นักพยากรณ์ทั้งหลายในการดูดวง เพื่อที่จะให้รู้ว่า ในดวงนั้นให้คุณหรือโทษมากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็มีวิธีในการอ่านสูตรได้ดังนี้

อิทธิพลกาลีแฝง

การแฝงของกาลีนั้นสามารถแฝงได้หลายทาง แต่จุดที่พบมากที่สุด คือ

  1. แฝงดาว

จุดนี้ก็คือดาวนั้นก็เป็นดาวกาลกิณีนั่นเอง เรารู้อยู่แล้วว่าดาวกาลีไปสถิตอยู่ที่ไหนก็จะส่งโทษให้ที่นั้น

  1. แฝงเรือน

เรือนนั้นหรือภพนั้นเป็นเรือนอะไร ถ้าดาวเจ้าเรือนนั้นเป็นดาวกาลี  ผลที่กาลีจะส่งออกมาจะมีขอบเขตอยู่เฉพาะภพนั้นหรือราศีนั้น จะไม่ไปรบกวนภพอื่น (เว้นแต่ว่าดาวนั้นเป็นเกษตรสองเรือนจึงจะส่งผลไปอีกเรือนหนึ่งได้)

  1. แฝงกลุ่ม

ถ้าราศีใดมีดาวตั้งแต่สองดวงขึ้นไป และดาวดวงหนึ่งในจำนวนนั้นเป็นดาวกาลี ดาวที่ร่วมกลุ่มอยู่นั้นจะได้รับผลกาลีจากดาวกาลีนั้นด้วย หมายความว่าถ้าดาวเหล่านั้นส่งกระแสไปกระทบกับดาวอื่นในดวงชาตาก็จะส่งโทษไปถึงดาวดวงนั้นด้วย

ทีนี้เราก็รู้แล้วว่าการแฝงของกาลีนั้นอยู่ในที่ใดบ้าง และจะส่งผลกระทบกับดาวและภพต่างๆ ได้อย่างไร เมื่อดาวใดที่กาลีแฝงอยู่โคจรไปยังภพไหนราศีใดก็จะส่งกระแสกาลีที่แฝงมาด้วยนั้นให้แก่ภพนั้นดาวนั้นตามเหตุและผลที่ดาวนั้นครองอยู่

เช่น ดาวกาลีโคจรไปกระทบกับดาวลาภะก็จะส่งโทษให้แก่ดาวลาภะนั้น ทำให้ลาภผลที่เจ้าชาตาจะได้ถูกขัดขวาง อาจทำให้ได้ลาภน้อยลงหรือช้าออกไปอีก เป็นต้น

ผลโทษที่ดาวกาลีส่งออกไปนั้น ถ้าหากว่าราศีนั้นดาวกาลีมีอิทธิพลต่ำ โทษของกาลีก็จะต่ำลงด้วย

เช่น ราศีที่ทำให้ดาวกาลีนั้นเป็นประหรือนิจ แต่ถ้าราศีนั้นทำให้ดาวกาลีเข้มแข็งขึ้นเช่นเป็นเกษตรหรืออุจจ์ พิษของกาลีก็จะขยับสูงขึ้นตามดาวนั้นแหละ นี่เป็นอีกอย่างหนึ่งที่นักพยากรณ์ทุกคนควรต้องเข้าใจ เพราะบางคนไม่ทราบถึงผลของพิษสงที่กาลีแฝงเอาไปส่งให้ในภพหรือราศีนั้นๆ การเข้าใจในเรื่องนี้จะทำให้ผลพยากรณ์มีความละเอียดและถูกต้องมากขึ้น

ทำตัวอย่างให้ดูสามแบบแล้วเราก็คงเข้าใจได้ว่าพิษสงของกาลีนั้นสามารถที่จะโคจรไปรอบดวงได้ หมายถึงดาวจรเป็นดาวกาลี

แต่ถ้าดาวที่เป็นกาลีนั้นเป็นดาวเดิมซึ่งสถิตอยู่ในดวงเดิม อิทธิพลของกาลีก็จะส่งผลที่รุนแรงมากกว่าดาวที่โคจรไปเรื่อยๆ เพราะเป็นดาวที่นิ่งอยู่กับที่

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ พิษจากดาวกาลีจรนั้นย่อมเยากว่าพิษของดาวกาลีที่เป็นเกษตร ซึ่งตรงนี้นักพยากรณ์มือใหม่จะต้องทำความเข้าใจให้ดี ไม่ใช่ว่ากาลีทุกตัวจะให้ผลเท่ากันหมด ความแตกต่างก็คือขึ้นกับตัวดาวกาลีนั้นแหละว่ามีความเข้มแข็งหรืออ่อนแออย่างไร

เราจะเห็นได้ว่าสูตรนี้ใช้ดาวกาลกิณีจากทักษาพยากรณ์เป็นหลัก ซึ่งระบบโหราศาสตร์นี้เรานำเอาระบบทักษามาใช้ร่วมด้วยจนทักษากลายเป็นส่วนหนึ่งของโหราศาสตร์ไปแล้ว ไหนๆ ก็พูดกันมาถึงเรื่องกาลีแฝงแล้ว

ในตอนหน้าผมก็จะขอนำเอาสูตรอีกสูตรหนึ่งซึ่งสำคัญไม่น้อยในการใช้พยากรณ์มาลงไว้ในชุดนี้ด้วย สูตรนั้นก็คือ “เกณฑ์กาลกิณี” อย่าพลาดนะครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...