โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยาบำรุงเลือดชนิดต่างๆ ประโยชน์ และวิธีใช้

HonestDocs

อัพเดต 21 ก.ย 2562 เวลา 21.32 น. • เผยแพร่ 21 ก.ย 2562 เวลา 21.32 น. • HonestDocs
ยาบํารุงเลือด เม็ดสีเหลือง เม็ดสีแดง ควรกินตอนไหน? คนท้องกินได้ไหม? ยาบํารุงเลือด หลังบริจาคเลือด สภากาชาด ช่วยอะไรได้บ้าง? ห้ามกินยาร่วมกับอะไรบ้าง?

“ยาบำรุงเลือด” ตามที่เราเรียกกันจนชินปาก จริงๆ แล้วเป็นยาที่ช่วยเสริมธาตุเหล็กในร่างกาย ซึ่งโดยทั่วไปแพทย์มักให้รับประทานยาบำรุงเลือดเพื่อรักษาภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก หรือภาวะที่ร่างกายเสียเลือดมาก เช่น หลังบริจาคโลหิต ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมามากผิดปกติ นอกจากนี้ยังใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อให้คุณแม่ไม่หน้ามืดเป็นลมเนื่องจากภาวะโลหิตจาง ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองของทารกอีกด้วย

ยาบำรุงเลือดมีกี่ประเภท?

ยาบำรุงเลือด สามารถแบ่งประเภทตามกลุ่มยาได้ดังต่อไปนี้

  • ยากลุ่มที่เป็นสารประกอบของธาตุเหล็ก (Ferrous Compound) เช่น เฟอร์รัสซัลเฟต (Ferrous Sulfate) เฟอร์รัสกลูโคเนต (Ferrous Gluconate) เฟอร์รัสฟิวมาเรต (Ferrous Fumarate) เป็นต้น
  • วิตามินบี 12 (Vitamin B12) หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า ไซยาโนโคบาลามีน (Cyanocobalamine) เช่น ไซยาโนโคบาลามีน (Cyanocobalamin) และไฮดรอกโซโคบาลามิน (Hydroxocobalamin)
  • กรดโฟลิก (Folic acid) หรือนิยมเรียกว่าโฟเลต (Folate)
  • ยากระตุ้นการแบ่งตัวและการเจริญเติบโตของเซลล์เม็ดเลือดแดง (Erythropoiesis-Stimulating Agent : ESAs) เช่นยาอิโพอิติน (Epoetin) หรืออีพีโอ (EPO)
  • ยากระตุ้นให้มีการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดแกรนูโลไซต์ (Granulocyte Colony-Stimulating Factor : G-CSF) เช่น ยาฟิลกราสทิม (Filgrastim) เพกฟิลกราสทิม (Pegfilgrastim) ลีโนกราสทิม (Lenograstim)
  • ยากระตุ้นให้มีการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดแกรนูโลไซต์และเซลล์มาโครฟาจ (Granulocyte-Macrophage Colony-Stimulating factor : GM-CSF) เช่น ยาซาร์กรามอสทิม (Sargramostim)

พบว่ายาในกลุ่ม 1-3 มีจำหน่ายทั้งชนิดเป็นยาเดี่ยวๆ และในรูปแบบยาบำรุงเลือดหลายชนิดผสมเป็นวิตามินรวมในเม็ดเดียว เนื่องจากการสร้างเม็ดเลือดแดงต้องอาศัยสารอาหารหลายชนิดร่วมกัน ได้แก่ ธาตุเหล็ก วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และโฟเลต เพื่อช่วยให้การสร้างเม็ดเลือดแดงมีประสิทธิภาพ ส่วนยาในกลุ่ม 4-6 เป็นยาเฉพาะ แพทย์จะสั่งจ่ายเฉพาะในผู้ป่วยบางรายที่มีความผิดปกติของระบบเลือด กล่าวคือผู้ป่วยเป็นโรคโลหิตจาง แต่ร่างกายยังสามารถสร้างเม็ดเลือดเองได้

วิธีรับประทานยาบำรุงเลือด

ควรรับประทานยาบำรุงเลือดเมื่อท้องว่าง เพื่อให้ยาดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ดี อย่างไรก็ตาม การรับประทานยาบำรุงเลือดอาจทำให้รู้สึกไม่สบายท้องหรือคลื่นไส้อาเจียนได้ ดังนั้นในทางปฏิบัติ แพทย์หรือเภสัชกรส่วนใหญ่จึงแนะนำให้รับประทานยาหลังมื้ออาหารทันทีหรือก่อนนอน เพราะจะช่วยลดอาการเหล่านั้น ในผู้ป่วยบางรายที่มีการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาบำรุงเลือดในเวลาก่อนนอน เพื่อหลีกเลี่ยงการรับประทานพร้อมกับยาบางตัว จะได้ไม่เกิดปัญหายาตีกัน

ปริมาณยาบำรุงเลือดที่ต้องรับประทานอาจแตกต่างกันได้ตั้งแต่ 1-3 มื้อ โดยจะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการใช้หรือตามความรุนแรงของโรคโลหิตจางที่เป็น การรับประทานยาบำรุงเลือดให้มีประสิทธิภาพ ต้องรับประทานยาหรือฉีดยาอย่างต่อเนื่อง จนกว่าแพทย์จะพิจารณาว่าให้หยุดยาได้

ควรซื้อยาบำรุงเลือดรับประทานเองหรือไม่?

ภาวะโลหิตจางสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ และยาบำรุงเลือดมีหลายชนิด แต่ละชนิดใช้รักษาภาวะที่แตกต่างกัน หากคุณสงสัยว่าตนเองมีภาวะโลหิตจางหรือมีอาการผิดปกติ เช่น หน้ามืดเป็นลมบ่อย เหนื่อยง่าย เมื่อยล้า ตัวซีด มือเท้าซีด หนาวเย็นง่าย เล็บเปราะหักง่าย ป่วยบ่อย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อให้ตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ควรซื้อยาบำรุงเลือดหรือวิตามินใดๆ มารับประทานเอง เพื่อที่จะได้ใช้ยารักษาโดยตรงกับสาเหตุของโรค และช่วยหลีกเลี่ยงภาวะเหล็กเกิน หรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากยา

คนท้องรับประทานยาบำรุงเลือดได้หรือไม่ มีข้อควรระวังอะไรบ้าง?

สูตินรีแพทย์ส่วนใหญ่จะแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ใช้ยาบำรุงเลือดร่วมด้วย เนื่องจากธาตุเหล็กจำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือด สร้างอวัยวะต่างๆ รวมถึงสมองของทารก นอกจากนี้ยังจำเป็นสำหรับตัวคุณแม่เอง เนื่องจากเด็กทารกในครรภ์จะดูดซึมธาตุเหล็กจากแม่ไปใช้ หากร่างกายแม่ได้รับปริมาณธาตุเหล็กเท่าเดิมตามที่ร่างกายเคยได้รับ ร่างกายอาจเกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก ทำให้มีอาการหน้ามืด เป็นลม และเกิดอันตรายได้

อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์และฝากครรภ์เมื่อตั้งครรภ์ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เนื่องจากชนิดและปริมาณยาที่ได้รับอาจมากหรือน้อยเกินไป อาจทำให้มีผลกระทบต่อแม่และลูกในครรภ์ได้

ยาบํารุงเลือดที่ได้รับหลังบริจาคเลือดช่วยอะไรได้บ้าง จำเป็นต้องรับประทานหรือไม่?

ผู้ที่เคยไปบริจาคเลือดที่สภากาชาดไทย คงจะเคยได้รับซองบรรจุยาเม็ดยาสีแดงให้นำกลับไปกินที่บ้าน จริงๆ แล้วยาตัวนี้คือยาเสริมธาตุเหล็กชนิดวิตามินรวม ประกอบไปด้วยเฟอร์รัสฟิวมาเรต (Ferrous Fumarate) 200 มิลลิกรัม วิตามิน B1, B12, วิตามิน C และเกลือแร่ รวมอยู่ในเม็ดเดียวกัน เพื่อช่วยในการดูดซึมและกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยาบำรุงเลือดที่ได้จากการบริจาคเลือดบางแห่งอาจแตกต่างจากนี้ได้ แต่โดยรวมแล้วก็คือยาที่ให้สำหรับเสริมธาตุเหล็กเหมือนกัน จากข้อมูลของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย พบว่าการบริจาคเลือดแต่ละครั้งคนเราจะเสียธาตุเหล็กไปประมาณ 350-450 มิลลิลิตร ปริมาณเท่านี้ แม้ว่าจะไม่ได้ทำให้ร่างกายเกิดอันตราย แต่ก็ควรจะได้รับธาตุเหล็กชดเชยส่วนที่สูญเสียไป

นอกจากนี้ การบริจาคเลือดต้องไม่ทำบ่อยเกินกว่า 3 เดือนครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะโลหิตจาง โดยเฉพาะผู้หญิงจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะซีดหรือโลหิตจางได้ง่ายกว่าผู้ชาย เนื่องจากการมีประจำเดือนทุกเดือนด้วย

นอกจากกินยาบำรุงเลือดแล้ว ผู้บริจาคเลือดควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงร่วมด้วย เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง ผักใบเขียว ธัญพืช และอาหารทะเล เป็นต้น

ยาบํารุงเลือดเม็ดสีแดงกับเม็ดสีเหลืองแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร?

ยาบำรุงเลือดเม็ดสีแดง ประกอบไปด้วยเฟอร์รัสฟิวมาเรต (Ferrous Fumarate) 200 มิลลิกรัม วิตามิน B1 B12 วิตามิน C และเกลือแร่ รวมอยู่ในเม็ดเดียวกัน ในขณะที่ยาบำรุงเลือดเม็ดสีเหลืองกลม ผิวด้าน ขนาดเล็กเป็นกรดโฟลิก หรือที่เรียกว่าโฟเลต เป็นตัวยาคนละตัวกัน อย่างไรก็ตามวิตามินทุกตัวตามที่กล่าวมาล้วนมีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดทั้งสิ้น แพทย์หรือเภสัชกรส่วนใหญ่อาจพิจารณาจ่ายตัวใดตัวหนึ่ง หรือจ่ายควบคู่กันทั้ง 2 ตัว ขึ้นอยู่กับภาวะโรคที่ผู้ป่วยเป็น

นอกจากนี้ยังมียาเม็ดสีเหลืองมันวาวเคลือบน้ำตาล ที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นยาบำรุงเลือด แต่แท้จริงแล้วเป็นวิตามินบีรวม ที่ใน 1 เม็ดจะมีปริมาณวิตามินใกล้เคียงกับปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับต่อวัน ประกอบด้วย วิตามินบี 1 (Thiamine) วิตามินบี 2 (Riboflavin) วิตามินบี 2 (Niacin) วิตามินบี 5 (Pantothenic acid) วิตามินบี 6 (Pyridoxine) วิตามินบี 7 (Biotin) วิตามินบี 9 (Folic Acid) และวิตามินบี 12 (Cobalamin) โดยไม่ได้มีส่วนประกอบของธาตุเหล็กตามที่เข้าใจกัน แต่ก็เป็นวิตามินรวมที่ร่างกายต้องการ และมีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดอีกด้วย

ข้อควรระวังในการรับประทานยาบำรุงเลือด

  • การใช้ยาบำรุงโลหิตในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจาการได้รับยาเกินขนาดอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาลีโวไทโรซีน (Levothyroxine) ภายใน 4 ชั่วโมง ภายหลังการให้ยาบำรุงเลือด
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาบำรุงเลือดในผู้ป่วยโรคฮีมาโครมาโทซิส (Hemachromatosis) เนื่องจากอาจทำให้เกิดร่างกายเป็นพิษจากภาวะธาตุเหล็กเกิน
  • ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรให้ทราบถึงยาอื่นๆ ที่กำลังใช้อยู่ เนื่องจากยาบางชนิดอาจมีผลเพิ่มหรือลดระดับของธาตุเหล็กในร่างกาย หรือเกิดการตีกันของยาได้
  • ไม่ควรซื้อยาบำรุงเลือดรับประทานเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง

👨‍⚕️⚕️👩‍⚕️⚕️ ค้นหาโรค อาการ ยา โรงพยาบาล คลินิก และอ่านบทความสุขภาพ เขียนโดยคุณหมอหรือผ่านการรีวิวจากคุณหมอแล้ว ที่ www.honestdocs.co และ www.honestdocs.id 

💪❤️ ไม่พลาดข้อมูลดีๆ ที่จะทำให้คุณแข็งแรงขึ้นทั้งกายและใจ คลิกที่นี่เพื่อแอดไลน์ @honestdocs หรือแสกน QR Code ด้านล่างนี้ และยังติดตามเราได้ที่ Facebook และ Twitter วันนี้

📱📰 โหลดแอป HonestDocs สำหรับ iPhone หรือ Android ได้แล้ววันนี้! จะอ่านบทความ จะเก็บบทความไว้อ่านทีหลัง หรือจะแชร์บทความให้คนที่เราเป็นห่วง ก็ง่ายกว่าเดิมเยอะ

เปรียบเทียบดีลสุขภาพ ทำฟัน และความงาม จาก รพ. และคลินิกกว่า 100 แห่ง พร้อมจองคิวผ่าน HonestDocs คุณหมอมือถือได้เลยวันนี้ ถูกกว่าไปเอง

ขอบคุณที่วางใจ ทุกเรื่องสุขภาพอุ่นใจ ให้ HonestDocs (ออเนสด็อกส์) คุณหมอมือถือ ดูแลคุณ ❤️

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...