ยาบำรุงเลือดชนิดต่างๆ ประโยชน์ และวิธีใช้
“ยาบำรุงเลือด” ตามที่เราเรียกกันจนชินปาก จริงๆ แล้วเป็นยาที่ช่วยเสริมธาตุเหล็กในร่างกาย ซึ่งโดยทั่วไปแพทย์มักให้รับประทานยาบำรุงเลือดเพื่อรักษาภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก หรือภาวะที่ร่างกายเสียเลือดมาก เช่น หลังบริจาคโลหิต ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมามากผิดปกติ นอกจากนี้ยังใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อให้คุณแม่ไม่หน้ามืดเป็นลมเนื่องจากภาวะโลหิตจาง ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองของทารกอีกด้วย
ยาบำรุงเลือดมีกี่ประเภท?
ยาบำรุงเลือด สามารถแบ่งประเภทตามกลุ่มยาได้ดังต่อไปนี้
- ยากลุ่มที่เป็นสารประกอบของธาตุเหล็ก (Ferrous Compound) เช่น เฟอร์รัสซัลเฟต (Ferrous Sulfate) เฟอร์รัสกลูโคเนต (Ferrous Gluconate) เฟอร์รัสฟิวมาเรต (Ferrous Fumarate) เป็นต้น
- วิตามินบี 12 (Vitamin B12) หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า ไซยาโนโคบาลามีน (Cyanocobalamine) เช่น ไซยาโนโคบาลามีน (Cyanocobalamin) และไฮดรอกโซโคบาลามิน (Hydroxocobalamin)
- กรดโฟลิก (Folic acid) หรือนิยมเรียกว่าโฟเลต (Folate)
- ยากระตุ้นการแบ่งตัวและการเจริญเติบโตของเซลล์เม็ดเลือดแดง (Erythropoiesis-Stimulating Agent : ESAs) เช่นยาอิโพอิติน (Epoetin) หรืออีพีโอ (EPO)
- ยากระตุ้นให้มีการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดแกรนูโลไซต์ (Granulocyte Colony-Stimulating Factor : G-CSF) เช่น ยาฟิลกราสทิม (Filgrastim) เพกฟิลกราสทิม (Pegfilgrastim) ลีโนกราสทิม (Lenograstim)
- ยากระตุ้นให้มีการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดแกรนูโลไซต์และเซลล์มาโครฟาจ (Granulocyte-Macrophage Colony-Stimulating factor : GM-CSF) เช่น ยาซาร์กรามอสทิม (Sargramostim)
พบว่ายาในกลุ่ม 1-3 มีจำหน่ายทั้งชนิดเป็นยาเดี่ยวๆ และในรูปแบบยาบำรุงเลือดหลายชนิดผสมเป็นวิตามินรวมในเม็ดเดียว เนื่องจากการสร้างเม็ดเลือดแดงต้องอาศัยสารอาหารหลายชนิดร่วมกัน ได้แก่ ธาตุเหล็ก วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และโฟเลต เพื่อช่วยให้การสร้างเม็ดเลือดแดงมีประสิทธิภาพ ส่วนยาในกลุ่ม 4-6 เป็นยาเฉพาะ แพทย์จะสั่งจ่ายเฉพาะในผู้ป่วยบางรายที่มีความผิดปกติของระบบเลือด กล่าวคือผู้ป่วยเป็นโรคโลหิตจาง แต่ร่างกายยังสามารถสร้างเม็ดเลือดเองได้
วิธีรับประทานยาบำรุงเลือด
ควรรับประทานยาบำรุงเลือดเมื่อท้องว่าง เพื่อให้ยาดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ดี อย่างไรก็ตาม การรับประทานยาบำรุงเลือดอาจทำให้รู้สึกไม่สบายท้องหรือคลื่นไส้อาเจียนได้ ดังนั้นในทางปฏิบัติ แพทย์หรือเภสัชกรส่วนใหญ่จึงแนะนำให้รับประทานยาหลังมื้ออาหารทันทีหรือก่อนนอน เพราะจะช่วยลดอาการเหล่านั้น ในผู้ป่วยบางรายที่มีการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาบำรุงเลือดในเวลาก่อนนอน เพื่อหลีกเลี่ยงการรับประทานพร้อมกับยาบางตัว จะได้ไม่เกิดปัญหายาตีกัน
ปริมาณยาบำรุงเลือดที่ต้องรับประทานอาจแตกต่างกันได้ตั้งแต่ 1-3 มื้อ โดยจะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการใช้หรือตามความรุนแรงของโรคโลหิตจางที่เป็น การรับประทานยาบำรุงเลือดให้มีประสิทธิภาพ ต้องรับประทานยาหรือฉีดยาอย่างต่อเนื่อง จนกว่าแพทย์จะพิจารณาว่าให้หยุดยาได้
ควรซื้อยาบำรุงเลือดรับประทานเองหรือไม่?
ภาวะโลหิตจางสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ และยาบำรุงเลือดมีหลายชนิด แต่ละชนิดใช้รักษาภาวะที่แตกต่างกัน หากคุณสงสัยว่าตนเองมีภาวะโลหิตจางหรือมีอาการผิดปกติ เช่น หน้ามืดเป็นลมบ่อย เหนื่อยง่าย เมื่อยล้า ตัวซีด มือเท้าซีด หนาวเย็นง่าย เล็บเปราะหักง่าย ป่วยบ่อย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อให้ตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ควรซื้อยาบำรุงเลือดหรือวิตามินใดๆ มารับประทานเอง เพื่อที่จะได้ใช้ยารักษาโดยตรงกับสาเหตุของโรค และช่วยหลีกเลี่ยงภาวะเหล็กเกิน หรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากยา
คนท้องรับประทานยาบำรุงเลือดได้หรือไม่ มีข้อควรระวังอะไรบ้าง?
สูตินรีแพทย์ส่วนใหญ่จะแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ใช้ยาบำรุงเลือดร่วมด้วย เนื่องจากธาตุเหล็กจำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือด สร้างอวัยวะต่างๆ รวมถึงสมองของทารก นอกจากนี้ยังจำเป็นสำหรับตัวคุณแม่เอง เนื่องจากเด็กทารกในครรภ์จะดูดซึมธาตุเหล็กจากแม่ไปใช้ หากร่างกายแม่ได้รับปริมาณธาตุเหล็กเท่าเดิมตามที่ร่างกายเคยได้รับ ร่างกายอาจเกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก ทำให้มีอาการหน้ามืด เป็นลม และเกิดอันตรายได้
อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์และฝากครรภ์เมื่อตั้งครรภ์ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เนื่องจากชนิดและปริมาณยาที่ได้รับอาจมากหรือน้อยเกินไป อาจทำให้มีผลกระทบต่อแม่และลูกในครรภ์ได้
ยาบํารุงเลือดที่ได้รับหลังบริจาคเลือดช่วยอะไรได้บ้าง จำเป็นต้องรับประทานหรือไม่?
ผู้ที่เคยไปบริจาคเลือดที่สภากาชาดไทย คงจะเคยได้รับซองบรรจุยาเม็ดยาสีแดงให้นำกลับไปกินที่บ้าน จริงๆ แล้วยาตัวนี้คือยาเสริมธาตุเหล็กชนิดวิตามินรวม ประกอบไปด้วยเฟอร์รัสฟิวมาเรต (Ferrous Fumarate) 200 มิลลิกรัม วิตามิน B1, B12, วิตามิน C และเกลือแร่ รวมอยู่ในเม็ดเดียวกัน เพื่อช่วยในการดูดซึมและกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยาบำรุงเลือดที่ได้จากการบริจาคเลือดบางแห่งอาจแตกต่างจากนี้ได้ แต่โดยรวมแล้วก็คือยาที่ให้สำหรับเสริมธาตุเหล็กเหมือนกัน จากข้อมูลของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย พบว่าการบริจาคเลือดแต่ละครั้งคนเราจะเสียธาตุเหล็กไปประมาณ 350-450 มิลลิลิตร ปริมาณเท่านี้ แม้ว่าจะไม่ได้ทำให้ร่างกายเกิดอันตราย แต่ก็ควรจะได้รับธาตุเหล็กชดเชยส่วนที่สูญเสียไป
นอกจากนี้ การบริจาคเลือดต้องไม่ทำบ่อยเกินกว่า 3 เดือนครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะโลหิตจาง โดยเฉพาะผู้หญิงจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะซีดหรือโลหิตจางได้ง่ายกว่าผู้ชาย เนื่องจากการมีประจำเดือนทุกเดือนด้วย
นอกจากกินยาบำรุงเลือดแล้ว ผู้บริจาคเลือดควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงร่วมด้วย เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง ผักใบเขียว ธัญพืช และอาหารทะเล เป็นต้น
ยาบํารุงเลือดเม็ดสีแดงกับเม็ดสีเหลืองแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร?
ยาบำรุงเลือดเม็ดสีแดง ประกอบไปด้วยเฟอร์รัสฟิวมาเรต (Ferrous Fumarate) 200 มิลลิกรัม วิตามิน B1 B12 วิตามิน C และเกลือแร่ รวมอยู่ในเม็ดเดียวกัน ในขณะที่ยาบำรุงเลือดเม็ดสีเหลืองกลม ผิวด้าน ขนาดเล็กเป็นกรดโฟลิก หรือที่เรียกว่าโฟเลต เป็นตัวยาคนละตัวกัน อย่างไรก็ตามวิตามินทุกตัวตามที่กล่าวมาล้วนมีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดทั้งสิ้น แพทย์หรือเภสัชกรส่วนใหญ่อาจพิจารณาจ่ายตัวใดตัวหนึ่ง หรือจ่ายควบคู่กันทั้ง 2 ตัว ขึ้นอยู่กับภาวะโรคที่ผู้ป่วยเป็น
นอกจากนี้ยังมียาเม็ดสีเหลืองมันวาวเคลือบน้ำตาล ที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นยาบำรุงเลือด แต่แท้จริงแล้วเป็นวิตามินบีรวม ที่ใน 1 เม็ดจะมีปริมาณวิตามินใกล้เคียงกับปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับต่อวัน ประกอบด้วย วิตามินบี 1 (Thiamine) วิตามินบี 2 (Riboflavin) วิตามินบี 2 (Niacin) วิตามินบี 5 (Pantothenic acid) วิตามินบี 6 (Pyridoxine) วิตามินบี 7 (Biotin) วิตามินบี 9 (Folic Acid) และวิตามินบี 12 (Cobalamin) โดยไม่ได้มีส่วนประกอบของธาตุเหล็กตามที่เข้าใจกัน แต่ก็เป็นวิตามินรวมที่ร่างกายต้องการ และมีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดอีกด้วย
ข้อควรระวังในการรับประทานยาบำรุงเลือด
- การใช้ยาบำรุงโลหิตในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจาการได้รับยาเกินขนาดอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาลีโวไทโรซีน (Levothyroxine) ภายใน 4 ชั่วโมง ภายหลังการให้ยาบำรุงเลือด
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาบำรุงเลือดในผู้ป่วยโรคฮีมาโครมาโทซิส (Hemachromatosis) เนื่องจากอาจทำให้เกิดร่างกายเป็นพิษจากภาวะธาตุเหล็กเกิน
- ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรให้ทราบถึงยาอื่นๆ ที่กำลังใช้อยู่ เนื่องจากยาบางชนิดอาจมีผลเพิ่มหรือลดระดับของธาตุเหล็กในร่างกาย หรือเกิดการตีกันของยาได้
- ไม่ควรซื้อยาบำรุงเลือดรับประทานเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง
👨⚕️⚕️👩⚕️⚕️ ค้นหาโรค อาการ ยา โรงพยาบาล คลินิก และอ่านบทความสุขภาพ เขียนโดยคุณหมอหรือผ่านการรีวิวจากคุณหมอแล้ว ที่ www.honestdocs.co และ www.honestdocs.id
💪❤️ ไม่พลาดข้อมูลดีๆ ที่จะทำให้คุณแข็งแรงขึ้นทั้งกายและใจ คลิกที่นี่เพื่อแอดไลน์ @honestdocs หรือแสกน QR Code ด้านล่างนี้ และยังติดตามเราได้ที่ Facebook และ Twitter วันนี้
📱📰 โหลดแอป HonestDocs สำหรับ iPhone หรือ Android ได้แล้ววันนี้! จะอ่านบทความ จะเก็บบทความไว้อ่านทีหลัง หรือจะแชร์บทความให้คนที่เราเป็นห่วง ก็ง่ายกว่าเดิมเยอะ
เปรียบเทียบดีลสุขภาพ ทำฟัน และความงาม จาก รพ. และคลินิกกว่า 100 แห่ง พร้อมจองคิวผ่าน HonestDocs คุณหมอมือถือได้เลยวันนี้ ถูกกว่าไปเอง
ขอบคุณที่วางใจ ทุกเรื่องสุขภาพอุ่นใจ ให้ HonestDocs (ออเนสด็อกส์) คุณหมอมือถือ ดูแลคุณ ❤️