โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เสียงจากแพทย์จบใหม่ คิดอย่างไรกับการใช้ทุนและแนวคิดส่งไปประจำ รพ.สต.

Khaosod

อัพเดต 27 ก.ย 2562 เวลา 15.08 น. • เผยแพร่ 27 ก.ย 2562 เวลา 15.08 น.

เสียงจากแพทย์จบใหม่ คิดอย่างไรกับการใช้ทุนและแนวคิดส่งไปประจำ รพ.สต. – BBCไทย

แม้นโยบายเรื่องการบรรจุแพทย์จบใหม่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวไว้ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมาจะยังไม่มีความคืบหน้านัก แต่แนวคิดนี้ก็ยังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งนักศึกษาแพทย์ที่กำลังจะจบการศึกษา

การแถลงนโยบายในวันนั้น นายอนุทินกล่าวว่า “การที่มี รพ.สต.เกือบ 8,000 แห่งทั่วประเทศ ทำให้เราสามารถเพิ่มการจ้างแพทย์จบใหม่ไปประจำที่แห่งนั้น ก็จะเป็นการลดภาระพี่น้องประชาชนที่ต้องไปรับการบริการตามโรงพยาบาลใหญ่ ๆ”

แนวคิดนี้ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า เป็นการแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์ที่ตรงจุดหรือไม่ และหากบังคับใช้จริงขึ้นมา จะมีผลกระทบต่อบรรดา “แพทย์จบใหม่” ซึ่งกำลังนับถอยหลังสู่การออกไปปฏิบัติหน้าที่คุณหมอในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าอย่างไร

บีบีซีไทยคุยกับแพทย์หญิงจบใหม่ 2 คน ที่มาบอกเล่าถึงสิ่งที่แพทย์จบใหม่ต้องเจอ และความเห็นของพวกเธอต่อแนวคิดเรื่องการส่งแพทย์จบใหม่ไปประจำ รพ.สต.

*“หมออีฟ” และ “หมอเอม” *

ธนาภา ขวัญนุ้ย หรือ อีฟ และ อิชยา ดวงสุวรรณ หรือ เอม วัย 26 ปี เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ชั้นมัธยม ทั้งคู่มีความฝันเดียวกันคืออยากเป็นหมอรักษาคนป่วย และเรียนจบจากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พร้อมกันเมื่อ 2 ปีก่อน

การเรียนแพทย์นั้นใช้ระยะเวลากว่า 6 ปี โดย 3 ปีแรกจะเรียนในห้องเรียนเป็นหลัก พอขึ้นชั้นปีที่ 4 จึงได้เริ่มขึ้นวอร์ดดูแลผู้ป่วยใน เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 5 นักศึกษาแพทย์จะถูกส่งไปสังเกตการณ์ทำงานของทีมแพทย์และพยาบาลในโรงพยาบาลชุมชน รวมทั้งช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นล้างแผล ซักประวัติผู้ป่วยในช่วงที่เข้าเวร

เมื่ออยู่ชั้นปีที่ 6 นักศึกษาแพทย์จะต้องฝึกงานหรือที่เรียกว่า “เอ็กซ์เทิร์น” ซึ่งอีฟและเอมได้ไปประจำที่โรงพยาบาลมหาราช จ.นครศรีธรรมราช อีฟยังจำได้ดีถึงความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ทำหน้าที่หมอจริง ๆ เป็นครั้งแรก แต่จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์แพทย์

แม้จะเรียนมาแล้ว 6 ปี แต่สำหรับนักศึกษาแพทย์ การจบปี 6 นั้นถือว่าการเรียนรู้เพิ่งเริ่มต้น เพราะเขาและเธอยังต้อง “ใช้ทุน” ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่แพทย์จบใหม่ต้องปฏิบัติตาม นั่นคือการไปประจำยังโรงพยาบาลต่าง ๆ เป็นเวลา 3 ปี

เป็นที่รู้กันในหมู่นักศึกษาแพทย์ว่า การเลือกโรงพยาบาลที่จะไป “ใช้ทุน” นั้นแทบไม่ต่างจากการซื้อลอตเตอรี่ ที่ไม่รู้ว่าจะต้องขึ้นเหนือหรือลงใต้ เมื่อฤดูกาลเลือกโรงพยาบาลใช้ทุนมาถึง ซึ่งตรงกับเดือน พ.ค. ของทุกปี แพทย์จบใหม่จากทั่วประเทศต้องเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อจับฉลากพร้อมกันว่าจะได้ไปประจำยังโรงพยาบาลใด

ช่วงการเป็น “หมออินเทิร์น” หรือแพทย์ใช้ทุนนี่เองที่ทำให้อีฟและเอมต้องแยกทางกันเดิน เนื่องจากอีฟเลือกสอบชิงทุนเรียนต่อเฉพาะทาง ทำให้เธอไม่ต้องจับฉลากเลือกโรงพยาบาลใช้ทุน ส่วนเอมจับฉลากได้ไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง

แพทย์จบใหม่ในโรงพยาบาลใหญ่

หมออีฟเล่าถึงเหตุผลที่เธอเลือกสอบชิงทุนเรียนต่อเป็นแพทย์เฉพาะทางว่า “อยากเรียนต่อเลยโดยไม่ออกไปใช้ทุน เพราะมันต้องจับฉลากว่าเราจะได้ไปอยู่ที่ไหน ถ้าจับฉลากแล้วต้องไปอยู่ไกล ๆ เราก็ไม่อยากไปอยู่ อยากอยู่ใกล้บ้าน อย่างน้อยก็ได้ดูแลครอบครัว”

อีฟสอบชิงทุนเรียนต่อเฉพาะทางด้านหู คอ จมูก ได้ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเธออธิบายว่าการเรียนต่อเฉพาะทางของนักศึกษาแพทย์นี้ ต้องทำงานที่โรงพยาบาลเช่นเดียวกับเพื่อนที่ใช้ทุน เพียงแต่เธอต้องเรียนต่อไปด้วยและได้ทำงานในโรงพยาบาลที่สอบชิงทุนได้ ซึ่งก็คือโรงพยาบาลสงขลานครินทร์

กิจวัตรของหมออีฟเริ่มตั้งแต่ 6 โมงเช้าด้วยการขึ้นวอร์ดตรวจอาการผู้ป่วยในความรับผิดชอบ 8 โมงเช้าเข้าชั้นเรียน เพื่อนำเสนองานตามที่อาจารย์มอบหมายให้เพื่อนร่วมชั้นฟัง ต่อด้วยการเข้าไปประจำห้องผ่าตัด (OR) และแผนกผู้ป่วยนอก (OPD)

เจอเรื่องยากจนไม่รู้จักเรื่องง่าย

“การอยู่โรงพยาบาลใหญ่มีข้อดีตรงที่ได้เจอเคสที่ยาก ๆ แปลก ๆ ที่ถูกส่งต่อมาจากโรงพยาบาลอื่น ถ้าไม่ได้อยู่ที่นี่ เราก็จะไม่ได้เจอเคสแบบนี้” หมออีฟให้ความเห็น

นอกจากนี้ โรงพยาบาลใหญ่อย่าง รพ.สงขลานครินทร์ยังมีทีมแพทย์รุ่นพี่ที่มีประสบการณ์สูงคอยเป็นทีมสนับสนุน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการทำงานผิดพลาดของเหล่าแพทย์จบใหม่

ข้อเสียของการเป็นแพทย์จบใหม่ในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ในมุมมองของหมออีฟคือ ด้วยความที่มีหมอใหญ่คอยช่วยเหลืออยู่เยอะ แพทย์จบใหม่จึงอาจจะไม่ได้เผชิญหน้ากับสถานการณ์ยาก ๆ ด้วยตัวเองมากเท่ากับแพทย์จบใหม่ในโรงพยาบาลขนาดเล็กที่ขาดแคลนบุคลากร

แพทย์จบใหม่ในโรงพยาบาลเล็ก

ขณะที่อีฟเป็นหมอจบใหม่อยู่ที่โรงพยาบาลใหญ่ใน จ.สงขลา เอมเลือกจับฉลากมาเป็นแพทย์ใช้ทุนที่โรงพยาบาลวังวิเศษ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กขนาด 30 เตียงใน อ.วังวิเศษ จ.ตรัง

“ที่โรงพยาบาลวังวิเศษเหมือนเราเป็นหมอใหญ่ เพราะที่นี่ไม่มีหมอเฉพาะทางอะไรเลย เรากลายเป็นหมอใหญ่ที่ต้องทำทุกอย่างเองหมดเลย แต่ถ้ามีเคสที่หนักเกินความสามารถของโรงพยาบาลชุมชน ก็ต้องส่งต่อโรงพยาบาลประจำจังหวัด”

ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือร้าย ปีที่เธอมาเป็นแพทย์ใช้ทุนที่นี่ รพ.วังวิเศษเหลือหมอประจำอยู่แค่คนเดียว แม้แต่ ผอ.โรงพยาบาลก็เพิ่งจะย้ายไป เธอและเพื่อนหมออีกคนจึงต้องรับภาระใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่นี่กลับเป็นพลังให้เธออยากพัฒนาตัวเอง

“เราไม่มีหมอที่มีประสบการณ์มากกว่าหรือหมอเฉพาะทางที่จะให้คำปรึกษาได้ หัตถการทุกอย่างเราต้องทำเป็นจริง ๆ คนไข้อยู่ในมือเราเลย ถ้าเราไม่รู้จริง ๆ เราก็อยากหาข้อมูล อยากที่จะมีความรู้เพื่อที่จะมารักษาเขา เราก็ไม่อยากให้คนไข้เป็นอะไร”

หมอเอมเริ่มทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้า ตรวจผู้ป่วยใน 2 ชั่วโมงครึ่ง แล้วย้ายไปตรวจผู้ป่วยนอกซึ่งเป็นหน้าที่หลักของโรงพยาบาลชุมชน มีเวลาพักเที่ยงไม่นาน ก็ต้องเข้าประจำห้องตรวจเพื่อตรวจผู้ป่วยนอกต่อไปจนถึง 4 โมงเย็น นอกจากนั้นหมอเอมยังต้องผลัดเวรประจำห้องฉุกเฉินหรือห้องคลอด รวมถึงการเข้าเวรดึก

มุมมองต่อนโยบายส่งแพทย์จบใหม่ไปประจำ รพ.สต.

หมออีฟแสดงความเห็นว่า นโยบายดังกล่าวใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ แต่หากจะบังคับใช้จริงจะต้องมีการเตรียมความพร้อมอีกมาก

“ถ้าให้แพทย์จบใหม่ไปอยู่ รพ.สต. ก็พอได้อยู่ แต่ถามว่าการที่มีหมอมาอยู่ รพ.สต. แล้วจะยกระดับการให้บริการของ รพ.สต. ได้ทันทีคงไม่ใช่ เพราะนอกจากหมอแล้ว ยังต้องมีทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ที่พร้อม”

อีกทั้งต้องยอมรับว่า “หมอจบใหม่” ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดข้อผิดพลาดในการรักษา ซึ่งเป็นความเสี่ยงทั้งสำหรับแพทย์และผู้ใช้บริการ

ด้านหมอเอมมองว่า เป็นไปได้ยากที่จะส่งแพทย์จบใหม่ไปประจำที่ รพ.สต. เพราะแพทย์จบใหม่เป็นที่ต้องการและถือเป็นกำลังสำคัญของโรงพยาบาล โดยเฉพาะในต่างจังหวัด

“หมอที่จบใหม่ในแต่ละปี ส่งไปประจำอยู่โรงพยาบาลจังหวัดก็แทบจะยังไม่พอเลย เราทำงานกันแทบเป็นแทบตาย ยิ่งอินเทิร์นปีหนึ่งเป็นช่วงชีวิตที่ทำงานหนักมาก แล้วโรงพยาบาลจังหวัดต้องการแพทย์จบใหม่กลุ่มนี้มาก การที่จะให้ไปอยู่ รพ.สต.จึงน่าจะเป็นไปได้ยาก”

หมอเอมให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน รพ.สต.จะมีพยาบาลเวชปฏิบัติในการรักษาเบื้องต้นประจำอยู่ หากพบผู้ป่วยที่เป็นเคสหนักหรือยาก ก็จะมีการติดต่อขอปรึกษาหมอในโรงพยาบาลใกล้เคียง อีกทั้งโดยปกติจะมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว คอยหมุนเวียนลงไปยังพื้นที่ ซึ่งน่าจะเหมาะสมกว่าการให้หมอจบใหม่ลงไปอยู่ประจำ

นอกจากนี้ การให้แพทย์จบใหม่ไปประจำที่ รพ.สต. ยังอาจปิดโอกาสของแพทย์จบใหม่ที่จะได้เรียนรู้จากหมอที่มีประสบการณ์ในโรงพยาบาล หมอเอมให้ความเห็น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...