โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผวา "น้ำมัน" 100 เหรียญ ทุบซ้ำ "เศรษฐกิจโลก" ถดถอย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 ก.ย 2562 เวลา 07.59 น. • เผยแพร่ 18 ก.ย 2562 เวลา 06.24 น.

เหตุการณ์โจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ 2 แห่งของซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา กำลังสร้างความวิตกต่อเสถียรภาพของราคาน้ำมันไปทั่วโลก เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 2 แห่ง นับว่าเป็นแหล่งแปรรูปน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก นักวิเคราะห์มองว่า ผลกระทบจากการโจมตีครั้งนี้อาจจะทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ “สหรัฐอเมริกา” อาจก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน แทนที่ซาอุดีอาระเบีย

“ซีเอ็นเอ็น” รายงานว่า โรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่งของบริษัท “ซาอุดี อารัมโก” (Saudi Aramco) ในแหล่งผลิตน้ำมันอับคิคและคูไรส์ทางทิศตะวันออกของซาอุดีอาระเบีย ถูกโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนราว 10 ลำ ส่งผลให้เพลิงลุกไหม้สร้างความเสียหายต่อโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 2 แห่งอย่างมาก โดยกลุ่มกบฏฮูษี (Houthi) ซึ่งมีฐานอยู่ใน “เยเมน” ออกมาอ้างว่า เป็นผู้กระทำการครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม นายไมก์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ กลับพุ่งเป้าไปที่“อิหร่าน” ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังที่แท้จริง ให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏฮูษี เพื่อก่อเหตุดังกล่าว ขณะที่ “เซย์ยิด อับบาส มูซาวี” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

ด้าน เจ้าชายอับดุลลาซิส บิน ซัลมาน รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของซาอุฯ ระบุว่า บริษัทซาอุดี อารัมโก กำลังดำเนินการกอบกู้กำลังการผลิตน้ำมันที่สูญเสียไปจากการโจมตีครั้งนี้อย่างเร่งด่วน แต่ไม่สามารถระบุระยะเวลาที่แน่ชัดได้ ซึ่งการโจมตีครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายต่อกำลังการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือมากกว่า 50% ของกำลังการผลิตน้ำมันทั้งหมดของซาอุฯ ประมาณ 9.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน

“การโจมตีครั้งนี้ไม่ได้มุ่งทำลายแหล่งน้ำมันสำคัญของซาอุฯเท่านั้น แต่ยังต้องการโจมตีอุปทานและความมั่นคงของน้ำมันโลก ซึ่งนับว่าเป็นการคุกคามเศรษฐกิจโลกอีกด้วย” เจ้าชายอับดุลลาซิส บิน ซัลมาน กล่าว

รายงานระบุด้วยว่า กำลังการผลิตน้ำมันที่ลดลงของซาอุฯจะกระทบต่อซัพพลายน้ำมันทั่วโลกราว 5-6% เนื่องจากซาอุฯเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก มีกำลังการผลิตราว 10% ของการผลิตน้ำมันจากทั่วโลก ประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน

โดยราคาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันเบรนต์ เมื่อ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเปิดตลาดครั้งแรกหลังการโจมตีทะยานขึ้นกว่า 19% สู่ระดับสูงสุดที่ 71.95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงเปิดตลาด สูงสุดนับแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ราคาเวสต์เทกซัส เพิ่มขึ้น 15% มาอยู่ที่ 63.34 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนที่จะปรับตัวลงเล็กน้อย หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศจะปล่อยน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของประเทศเข้าสู่ตลาดน้ำมันโลก

สอดคล้องกับรายงานของรอยเตอร์ส ที่อ้างการประเมินของนักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมน้ำมันว่า ราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นอีก 5-10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า และเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันจะแตะสูงสุดที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หากซาอุฯใช้เวลาในการพลิกฟื้นสถานการณ์นานเกิน 1 เดือน

ขณะที่ซาอุฯส่งออกน้ำมันมายังตลาดเอเชียตะวันออกถึง 80% ของการส่งออกน้ำมันทั้งหมด ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า ประเทศเอเชียจะเป็นด่านแรกที่ได้รับผลกระทบปริมาณน้ำมันที่หายไป แม้ว่ากระทรวงพลังงานของสหรัฐประกาศว่า พร้อมที่จะนำน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองทางยุทธศาสตร์ของประเทศเข้าสู่ตลาดน้ำมันโลก ซึ่งขณะนี้สหรัฐมีปริมาณน้ำมันสำรองสูงถึง 644 ล้านบาร์เรล

ด้าน นายแซนดี้ ฟิลเดน นักวิเคราะห์จาก Morningstar ที่ปรึกษาการเงินระดับโลกมองว่า การที่สหรัฐผลักดันให้คลังน้ำมันสำรองของตนเองเข้าสู่ตลาดน้ำมันโลก อาจไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์น้ำมันในประเทศเอเชียดีขึ้น เนื่องจากระยะเวลาการจัดส่งน้ำมันจากซาอุฯไปสิงคโปร์ ใช้เวลาราว 19-20 วัน แต่หากขนส่งมาจากสหรัฐจะใช้เวลามากถึง 54 วัน ซึ่งทำให้มีต้นทุนค่าใช้จ่ายการขนส่งเพิ่มขึ้นตามมา

“เจสัน บอร์ดอฟฟ์” ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายพลังงานโลกแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเมินว่า หากซาอุฯไม่สามารถฟื้นกำลังการผลิตได้เร็ว ๆ นี้ ขณะที่อิหร่านและเวเนซุเอลายังถูกแซงก์ชั่นโดยสหรัฐ ทำให้โอกาสที่สหรัฐจะกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันหลักแทนที่ซาอุฯยังมีอยู่สูง

ปัจจุบันสหรัฐมีกำลังการผลิตน้ำมันมากกว่า 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 15% ของอุปทานน้ำมันโลก ขณะที่มีการส่งออกน้ำมันมากกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้สหรัฐสามารถที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั่วโลก แทนที่ซาอุดีฯ จากการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันของตนเอง และการใช้มาตรการแซงก์ชั่นต่อประเทศอื่น

ทั้งนี้ “Energy Aspects” บริษัทที่ปรึกษาด้านตลาดพลังงาน ได้คาดการณ์ว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้กำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มประเทศโอเปกในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะลดลงเหลือไม่ถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จาก 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2

ด้าน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ปริมาณน้ำมันในตลาดยังคงเพียงพอ แม้ว่าซาอุฯจะไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เต็มกำลังการผลิตชั่วคราว แต่ดีมานด์ความต้องการน้ำมันทั่วโลกที่ลดลงจากเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ จะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกเพิ่มขึ้น

สิ่งที่น่ากังวลก็คือ เสถียรภาพของราคาน้ำมันโลกต่อจากนี้ บลูมเบิร์กระบุว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จากเหตุโจมตีโรงกลั่นในซาอุฯ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางจากสงครามการค้า ราคาน้ำมันกลายเป็นปัจจัยใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกให้เลวร้ายมากขึ้น และระดับความรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาและราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นนับจากนี้ไป ขณะที่เหตุการณ์โจมตีโรงกลั่นครั้งนี้ก็ทำให้ปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของโลกที่สูงขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...