โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ซาอุ-อิหร่าน" ผุดบ่อเลี้ยงกุ้ง ส่งออกไทยเดี้ยงบาทแข็งซัพพลายท่วมโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ธ.ค. 2562 เวลา 06.02 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2562 เวลา 06.01 น.

วิกฤตส่งออกกุ้ง 10 เดือนฮวบ 5% บาทแข็งทุบราคาดิ่ง แถมคู่แข่งเพิ่มการเลี้ยงทะลุ 3.4 ล้านตัน “ซาอุฯ-อิหร่าน” ยังโผล่เลี้ยงกุ้ง เอกชนแนะรัฐกู้บาทแข็ง-ลุุยตลาด “จีน” ดันส่งออกปี”63 พลิกกลับเป็นบวก 20%

ดร.สมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยว่า การส่งออกกุ้งในปีนี้คาดว่าจะมีปริมาณ 160,000-165,000 ตัน ลดลง 5% จากปีก่อน และมีมูลค่า 50,000-55,000 ล้านบาท ลดลง 11% จากปีก่อน โดยขณะการส่งออกกุ้งเดือน ม.ค.-ต.ค.ปีนี้ ปริมาณ 135,249 ตัน ลดลง 6% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561 ที่ส่งออกปริมาณ 143,129 ตัน ด้านมูลค่า 40,185 ล้านบาท ลดลง 12% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561 ที่ส่งออกมูลค่า 45,545 ล้านบาท

สาเหตุหลักจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง 10% ในช่วง 2 ปีจาก 33.6 บาทต่อเหรียญสหรัฐในปี 2560 เป็น 30.22 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในปีนี้ทำให้แข่งขันลำบาก เพราะเทียบกับเงินรูปีอ่อนค่าจากเคย 1 ต่อ 1 ขณะนี้ 1 ต่อ 2 รูปี ส่วนค่าเงินด่องอ่อนค่า 2% จาก 18,000 เป็น 22,000 ด่องต่อเหรียญสหรัฐ และอินโดนีเซีย ลดลง 4%

อย่างไรก็ตาม สมาคมคาดการณ์ว่าปี 2563 ปริมาณส่งออกจะกลับมาเพิ่มขึ้น 20% จากปัจจัยบวกคือ ไทยสามารถเพิ่มปริมาณการเลี้ยงอีก 20% เป็น 350,000-400,000 ตัน ผลจากไทยสามารถแก้ปัญหาการระบาดของโรคกุ้งได้ รัฐดูแลค่าบาทให้กลับไปที่ 33 บาทส่งผลดีกับราคาส่งออก และราคารับซื้อกุ้งในประเทศด้วย เช่น หากค่าบาท 33 บาท ราคากุ้งในประเทศขนาด 100 ตัวต่อ กก. เพิ่มขึ้นจาก 120 เป็น 140 บาท หรือเฉลี่ยอ่อนค่า 1 บาท เกษตรกรได้เงินเพิ่ม 3 บาท

นอกจากนี้ การขยายการส่งออกไปจีนซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง จากเดิมจีนเป็นตลาดอันดับหลัง ๆ แต่ขยับขึ้นแซงตลาดอียูมาเป็นตลาดส่งออกอันดับ 3 นำเข้าจากไทย 22,000 ตัน เพราะคนจีนหันมาบริโภคทั้งกุ้งแช่แข็งและแปรรูป

ส่วนตลาดอียูหลังตัดสิทธิจีเอสพีกุ้งไทยต้องเสียภาษีกุ้ง 12% กุ้งแปรรูป 20% ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งเริ่มเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-อียู เพื่อให้ไทยได้กลับไปลดภาษีเช่นเดียวกับในช่วงที่เคยได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีหรือจีเอสพี ขณะที่ตลาดสหรัฐ มองว่าทุกอย่างจะดีขึ้น และอาหารยังเป็นปัจจัยที่ทุกคนต้องบริโภค

“การเลี้ยงกุ้งไทยมีปริมาณทรงตัวช่วงที่ผ่านมา 290,000-300,000 ตัน เทียบกับผลผลิตกุ้งทั่วโลกคาดว่าจะมี 3.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 5% จะเห็นว่าคู่แข่งพัฒนาขึ้นอย่างเวียดนามน่ากลัว ตอนนี้จีน อินเดีย และอินโดนีเซียเลี้ยงเพิ่มหมด”

เท่าที่ทราบเวียดนามมีนโยบายหลักวางโรดแมปการผลิต ควบคุมปัจจัยการผลิตตั้งแต่ต้นทางไม่ให้มีสารเคมีที่ไม่อนุญาตปลอมปน มุ่งพัฒนารูปแบบการเลี้ยงใหม่ตามมาตรฐานสากล ให้สินเชื่อเกษตรกร สวนทางกับเกษตรกรไทยที่ไม่สามารถกู้เงินเพื่อนำมาเลี้ยงกุ้งได้ เพราะ ครม.ในอดีตเคยมีมติว่าการเลี้ยงกุ้งกระทบต่อป่าชายเลน

ท.พ.สุรพล ประเทืองธรรม นายกกิตติมศักดิ์ ที่ปรึกษาสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า ปัจจุบันหลายประเทศหันมาผลิตกุ้งมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ซาอุดีอาระเบียและอิหร่านซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันยังเพิ่มการผลิต คาดว่าปี 2563 อิหร่านจะผลิตได้ 50,000 ตัน ส่วนซาอุดีอาระเบียจะผลิตได้ 60,000 ตันเพราะอนาคตกุ้งยังไปได้ มีการคาดการณ์ว่าความต้องการกุ้งโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 11.5 ล้านตัวในปี 2030 โดยเฉพาะจีน หากรับประทานกุ้งเพิ่มคนละ 1 กก.จะต้องการนำเข้า 1.4 ล้านตัน

“ไทยเคยเป็นเบอร์ 1 ในการส่งออกกุ้งไปสหรัฐเมื่อปี 2553 มีส่วนแบ่งตลาดถึง 36% แต่ลดลงมาต่อเนื่องจนถึงล่าสุดปี 2562 คาดว่าจะยังคงตำแหน่งเบอร์ 6 ที่ส่งออกไปสหรัฐมีส่วนแบ่งตลาด 3% การส่งเสริมกุ้งไทยให้แข่งขันได้จะต้องไม่ใช่เน้นแจกเงิน แต่ต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ตอนนี้พื้นที่เลี้ยงเหลือแค่ 1.7 แสนไร่ และถูกยึดคืนไปปลูกป่าบ้างในบางปี ห้องเย็นหยุดกิจการไปหลายราย”

นายบรรจง นิสภวาณิชย์ อุปนายกสมาคมกุ้งไทย และผู้ทรงคุณวุฒิ-ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ กล่าวว่า เกษตรกรยังต้องเผชิญปัญหาโรคตัวแดง ดวงขาว อาการขี้ขาว โรคตายด่วน (EMS) แต่มั่นใจว่าปีหน้าสถานการณ์จะดีขึ้น เกษตรกรเริ่มมีความรู้ความเข้าใจในปัญหา และปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยง คาดว่าจะเลี้ยงเพิ่มได้ 20% เป็น 320,000 ตัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...