โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สืบร่องรอย "ประตูเมือง" 2 ชั้นบนแนวกำแพงนครเชียงใหม่ อิทธิพลจากมัณฑะเลย์หรือสุโขทัย?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 26 ก.ย 2565 เวลา 07.11 น. • เผยแพร่ 26 ก.ย 2565 เวลา 00.14 น.
ประตูเมืองเชียงใหม่ถ่ายจากด้านนอกคูเวียง แสดงให้เห็นช่องประตูเมืองเป็นสองชั้น

นอกจากกำแพงเมืองทั้งชั้นนอกและชั้นใน อันเป็นปราการสำคัญในการป้องกันเมืองนครเชียงใหม่แล้วในบริเวณกำแพงเมืองนั้นยังมีประตูเมืองซึ่งเป็นช่องทางเชื่อมต่อภายในและภายนอกกำแพงเมืองทั้งชั้นในและชั้นนอก กระจายกันอยู่ตลอดแนวกำแพงเมืองทุกด้าน

รูปแบบของประตูเมืองนครเชียงใหม่จะเป็นเช่นไร ในปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยให้พบเห็นเลย แต่พบความตอนหนึ่งในโคลงนิราศหริภุญชัยที่กล่าวถึงประตูเมืองเชียงใหม่ไว้ว่า

“(ฉบับเชียงใหม่)

ลุถึงเชียงใหม่หม้า ทวารทอง

เอียงอาศประการสอง เขื่อนขั้ง

เหราเฟือดฟัดฟอง คือคร่าย งามเอ่

หอเลิศเลยต้ายตั้ง ข่ามข้าเสิกแสลง

(ฉบับหอสมุดฯ)

ลุถึงเชียงใหม่หม้า ทวารทอง

เวียงวาสปราการสอง เขื่อนขั้ง

เหราเฟือดฟัดฟอง คือค่าย งามเอย

หอเลิศเลยต้ายตั้ง ข่ามข้าศึกแสลง…”[1]

ความในโคลงนิราศหริภุญชัยที่ว่า“เวียงวาสปราการสอง เขื่อนขั้ง” นั้น เป็นหลักฐานเพียงชิ้นเดียวที่ยืนยันว่า ประตูเมืองเชียงใหม่เป็นประตู2 ชั้น แต่ประตูเมือง2 ชั้นที่ว่านั้นมีรูปลักษณะอย่างไร เป็นปัญหาที่นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ได้พยายามค้นคว้าหาคำตอบกันมานาน

ในชั้นแรกคงพบแต่หลักฐานในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับต่างๆ ว่า“…เมืองเชียงใหม่เมื่อแรกสร้างนั้นคงมีประตูอยู่เพียง4 ประตู คือ ประตูหัวเวียง ประตูเชียงใหม่ ประตูเชียงเรือก และประตูสวนดอก ต่อมาได้มีการเจาะเพิ่มเติมอีกหลายประตู…”[2] คือ ประตูสวนแห และประตูศรีภูมิ ซึ่งไม่พบหลักฐานว่าประตูทั้งสองนี้อยู่ที่บริเวณใดของเมืองนครเชียงใหม่ ส่วนประตูเมืองชั้นในที่สร้างขึ้นใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิละและคงปรากฏชื่อพร้อมที่ตั้งมาจนถึงปัจจุบันนี้ มีอยู่5 ประตู คือ

ประตูหัวเวียง หรือประตูช้างเผือก เป็นประตูเมืองด้านทิศเหนือ ถือกันมาแต่โบราณว่า เป็นประตูมงคล ในพิธีราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี กษัตริย์ผู้ปกครองเมืองเชียงใหม่จะเสด็จเข้าเมืองทางประตูนี้ ธรรมเนียมนี้ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงสมัยที่เจ้าแก้วนวรัฐฯ ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นเจ้านครเชียงใหม่องค์สุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2454

ประตูท่าแพชั้นใน หรือประตูเชียงเรือก เป็นประตูเมืองด้านทิศตะวันออก

ประตูเชียงใหม่ หรือประตูท้ายเวียง เป็นประตูเมืองด้านทิศใต้

ประตูสวนดอก เป็นประตูเมืองด้านทิศตะวันตก

นอกจากนั้นยังมีประตูเมืองทางด้านทิศใต้อีกประตูหนึ่งชื่อ ประตูแสงปุง หรือประตูสวนปรุง อยู่ถัดจากประตูเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตก จัดเป็น“ประตูผี” ของเมืองนครเชียงใหม่ ซึ่งแต่เดิม“…เมื่อมีคนตายภายในตัวเมืองจะนำศพออกทางประตูสวนปรุง เพื่อนำไปประกอบพิธีกรรมนอกเมือง…” [3] แม้ในปัจจุบันนี้ก็ยังถือปฏิบัติกันอยู่

ประตูเมืองนครเชียงใหม่ชั้นในทั้ง5 ประตูนี้ นอกจากจะมีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในโคลงนิราศหริภุญชัยว่า มีลักษณะเป็น“ปราการสองเขื่อนขั้ง” แล้ว ยังพบภาพถ่ายประตูเมืองนครเชียงใหม่อีกภาพหนึ่ง คือ ประตูท่าแพชั้นนอกซึ่งมีข้อมูลระบุไว้ที่หลังภาพว่า ถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2442 เป็นพยานยืนยันว่า ประตูเมืองนครเชียงใหม่นั้นมี2 ชั้นจริงแต่แนวประตู2 ชั้นนั้นจะยื่นเข้ามาหรือยื่นออกไปจากแนวกำแพงเมืองนั้นเป็นปริศนาที่นักโบราณคดีพยายามสืบค้นกันมานานและยังหาข้อยุติมิได้

ในการสืบค้นเพื่อหาหลักฐานเรื่องกำแพงและประตูเมืองนครเชียงใหม่เพิ่มเติมนั้น นอกจากจะได้พบภาพถ่ายประตูเมือง2 ชั้นแล้ว ยังพบความในพระนิพนธ์เรื่อง“เที่ยวเมืองพม่า” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้คราวเสด็จประพาสประเทศพม่า พ.ศ. 2478 ว่า

“…เมืองมัณฑเลนั้นแผนผังเอาอย่างเมืองอมรบุระมาสร้าง ตัวพระนครเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส วางแนวกำแพงให้ตรงตามทิศทั้ง4 ยาวด้านละ600 ตะ(ตะหนึ่งหย่อน8 ศอกไทยสักนิ้วหนึ่ง) รวมทั้ง4 ด้านยาว2,400 ตะ เท่าจำนวนพุทธศักราชเมื่อสร้างเมือง… มีประตูเมืองด้านละ3 ประตู ประตูเมืองก่ออิฐถือปูนเป็นป้อมมีหลังคาทำด้วยไม้ทาดินแดงเป็นทรงปราสาท7 ชั้นมีมุข2 ข้าง

หอรบก็มีหลังคาทรงปราสาททุกหอ ตรงประตูเมืองข้างนอกก่ออิฐเป็นลับแลสูงเท่ากำแพงเมือง สำหรับบังทางปืนมิให้ยิงกรอกช่องประตู ทางเข้าออกต้องเลี้ยวหลีกลับแลนั้น มีถนนรอบกำแพงข้างด้านนอก พ้นถนนถึงคูเมืองมีน้ำขัง กว้าง26 วา ลึก10 ศอก ตลอดแนวกำแพงทุกด้าน มีสะพานทางข้ามคูเมือง5 แห่งเข้าพระนครทางประตูกลางทุกด้าน มีสะพานทางข้ามคูเมือง5 แห่งเข้าพระนครทางประตูกลางทุกด้าน

แต่ด้านตะวันตกมีสะพานข้ามเข้าประตูใต้อีกสะพานหนึ่ง เป็นสะพาน‘ประตูผี’ (นครธมเมืองเขมรก็มี) ทุกสะพานกว้างราวสัก4 วา ก่ออิฐถมดินออกไปในคูเมืองข้างละสักส่วนหนึ่ง ปักเสา ปูพื้นกระดานตรงกลางคูสักส่วนหนึ่งสำหรับรื้อเปิดเป็นทางเรือเมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จเลียบพระนคร…” [4]

ครั้นนำภาพถ่ายประตูเมืองนครเชียงใหม่(ประตูท่าแพชั้นนอก) ซึ่งระบุเวลาการถ่ายภาพไว้เมื่อ พ.ศ. 2442 กับรูปประตูเมืองทั้งชั้นนอกและชั้นในที่ปรากฏในแผนที่เมืองนครเชียงใหม่ พ.ศ. 2436 มาพิจารณาประกอบกับข้อมูลเรื่องกำแพงและประตูเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวิจารณ์ไว้ว่า

“…ถ้าจะเปรียบเมืองมัณฑเลกับเมืองอื่นที่ฉันได้เคยเห็นมา ดูคล้ายกับเมืองเชียงใหม่ยิ่งกว่าเมืองอื่น เป็นแต่เมืองเชียงใหม่เล็กกว่าและมิได้รักษาเหมือนอย่างมัณฑเล แม้ดินฟ้าอากาศก็คล้ายกัน…” [5] แล้ว ก็จะเห็นได้ว่า กำแพงและประตูเมืองนครเชียงใหม่นั้นมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับกำแพงและประตูเมืองมัณฑะเลย์ซึ่งถ่ายแบบมาจากเมืองอมรปุระเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนกำหนดเปิดปิดประตูเมืองนครเชียงใหม่นั้น จะมีกำหนดเวลาปิดตั้งแต่“…เวลา21 นาฬิกา ไปจนรุ่งสางทุกวัน…” [6] และปิดเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ คือ“…ก) เวลาเสด็จออกมหาสมาคม ข) ไฟไหม้ ค) เกิดจลาจลในพระนคร หรือใกล้พระนคร ฆ) เวลาเมื่อสำเร็จโทษเจ้านายหรือข้าราชการผู้ใหญ่…” [7]

เช่นเดียวกับการเปิดปิดประตูเมืองมัณฑะเลย์ หรือจะปิดและเปิด“…ตามกำหนดเวลา คือ ปิดเวลา22.00 น. และเปิดในเวลา05.00 น.” [8] ดังเช่นที่นครน่านหรือไม่ ในชั้นนี้ยังไม่พบหลักฐานที่แน่ชัด คงพบแค่รูปลักษณะประตูเมืองในแนวกำแพงเมืองชั้นใน ทั้งประตูหัวเวียง ประตูเชียงเรือก(ประตูท่าแพชั้นใน) และประตูสวนดอก ที่ไม่มีกำแพงเมืองชั้นนอกโอบล้อมไว้

แต่ในแผนที่เมืองนครเชียงใหม่ พ.ศ. 2436 แสดงให้เห็นว่า ประตูเมืองทั้งสามนั้นนอกจากจะมีประตูเมืองที่แนวกำแพงเมืองริมคูเวียงชั้นในแล้ว ที่ริมคูเวียงฝั่งตรงข้ามกันนั้นยังมีประตูเมืองพร้อมกำแพงอิฐก่อสูงเทียมกำแพงเมืองด้านในคูเวียงกั้นขวางไว้อีกชั้นหนึ่ง แต่ประตูเมืองที่ด้านนอกและด้านในคูเวียงนั้นวางเหลื่อมกันเป็นลับแล โดยมีหอรบอยู่ที่ด้านซ้ายของประตูเมืองฝั่งคูเวียงชั้นนอก

อนึ่ง เมื่อนำรูปลักษณะของประตูเมืองเชียงใหม่ที่ทำเป็นลับแล2 ชั้นไปพิจารณาเปรียบเทียบลักษณะประตูเมืองสุโขทัยเก่า ดังที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ไว้ใน“เที่ยวเมืองพระร่วง” ว่า

“ตรวจดูในคำจารึกหลักศิลาของพระเจ้ารามคำแหงได้ความว่า… ประตูเมืองซึ่งกล่าวไว้ในหลักศิลาว่ามีสี่ช่องนั้น ก็ค้นพบทั้งสี่ช่อง แต่หน้าประตูออกไปที่แนวกำแพงชั้นกลาง มีป้อมบังประตูอยู่ทั้งสี่ด้าน ซึ่งทำให้เข้าใจว่า… น่าจะได้ทำขึ้นเมื่อครั้งตั้งใจรับศึกคราวใดคราวหนึ่ง แล้วเห็นว่าเป็นการมั่นคงดีจึงเลยทิ้งไว้เช่นนั้น ถ้ามิฉะนั้นคงจะไม่ทำป้อมบังประตู ซึ่งไม่ทำให้เมืองงามขึ้นเลย แต่จะทำให้มั่นขึ้นนั้นเป็นแน่ ถึงแม้ว่าในสมัยนี้ถ้าจะต้องตีเมืองเช่นนี้ก็จะไม่ใช่ตีได้ง่ายนัก” [9]

ในชั้นนี้จึงอาจจะกล่าวได้ว่า ประตูเมืองนครเชียงใหม่ในแนวกำแพงเมืองชั้นในทั้ง4 ประตู เว้นเฉพาะประตูแสงปุงนั้น คงจะเป็นประตูเมืองที่สร้างขึ้นพร้อมการสร้างกำแพงเมืองนครเชียงใหม่ในสมัยพระเจ้ามังราย โดยได้รับแบบอย่างมาจากกำแพงและประตูเมืองสุโขทัยเก่า มากกว่าที่จะได้แบบอย่างจากเมืองอมรปุระเป็นแน่

ส่วนประตูในแนวกำแพงเมืองชั้นนอกนั้นคงจะสามารถแบ่งออกได้เป็น2 ส่วน คือ ส่วนแรกได้แก่ ประตูในแนวกำแพงดิน อันประกอบด้วย ประตูหายยา หรือประตูไร่ยา ในแนวกำแพงดินด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ประตูหัวกอมทางทิศใต้ และประตูละแกง หรือประตูหล่ายแกง ที่มุมกำแพงดินด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในแผนที่เมืองนครเชียงใหม่ พ.ศ. 2436 นอกจากจะแสดงให้เห็นเส้นทางสัญจรระหว่างประตูเชียงใหม่และประตูแสงปุงในแนวกำแพงเมืองชั้นในตรงไปยังประตูหัวกอมและประตูหายยา ซึ่งเป็นประตูเมืองชั้นนอกในแนวกำแพงดินแล้ว

ที่นอกประตูเมืองชั้นนอกยังแสดงให้เห็นว่า มีการทำสะพานข้ามลำคูไหวเชื่อมต่อกับเส้นทางคมนาคมที่ตัดผ่านท้องทุ่งนอกกำแพงดินด้านทิศใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรไปเมืองนครลำพูน ส่วนที่ประตูเมืองชั้นนอกทั้งสามนี้ ปรากฏรูปลักษณะในแผนที่เมืองนครเชียงใหม่ พ.ศ. 2436 ว่า มีการก่อกำแพงอิฐเป็นแนวโค้งออกไปจากแนวกำแพงดิน กับมีประตูเมืองชั้นเดียวอยู่ที่กึ่งกลางแนวกำแพงอิฐโค้งนั้น และที่พิเศษกว่าประตูอื่นคือ ที่ประตูละแกงนั้นดูเหมือนจะมีป้อมอยู่เหนือประตูเมืองด้วย

ส่วนที่2 คือ ประตูท่าแพชั้นนอก ซึ่งคงจะสร้างขึ้นพร้อมกับการก่อกำแพงเมืองชั้นนอกเป็นกำแพงอิฐต่อออกไปจากแนวกำแพงดินไปทางทิศเหนือผ่านวัดแสนฝางไปสิ้นสุดที่วัดชัยศรีภูมิ ประตูท่าแพชั้นนอกนี้มีลักษณะเป็นประตู2 ชั้นเช่นเดียวกับประตูในแนวกำแพงเมืองชั้นใน แต่วางตำแหน่งประตูเมืองทั้งชั้นนอกและชั้นในไว้ในตำแหน่งที่เกือบจะตรงกัน

นอกจากประตูเมืองทั้งชั้นนอกและชั้นในดังได้กล่าวแล้ว ยังพบความในเอกสารประวัติศาสตร์นครเชียงใหม่อีกหลายฉบับที่กล่าวถึงประตูช้างม่อย ซึ่งไม่ปรากฏในแผนที่เมืองนครเชียงใหม่ พ.ศ. 2436 แต่ในแผนที่ฉบับดังกล่าวกลับแสดงที่ตั้งกู่ช้างม่อย ที่ริมคลองแม่ข่าฝั่งตะวันตกระหว่างวัดปันตาเกิ๋นหรือวัดชัยศรีภูมิกับวัดแสนฝาง ทั้งยังแสดงให้เห็นว่ามีการเจาะกำแพงเมืองชั้นนอกซึ่งเป็นกำแพงอิฐให้เป็นช่องทางออกสู่กู่ช้างม่อย โดยไม่มีประตูเมืองและไม่มีการระบุชื่อช่องทางนี้ไว้ในแผนที่ฉบับนั้นด้วย

แต่ในแผนที่แสดงทรัพย์สินของมิชชันนารีอเมริกันเพรสไบทีเรียนเมืองนครเชียงใหม่ ฉบับ ค.ศ. 1923 (พ.ศ. 2466) ได้แสดงที่ตั้ง“ประตูช้างม่อย” ไว้ในแนวกำแพงเมืองชั้นในด้านทิศตะวันออก ทางตอนเหนือของประตูท่าแพชั้นใน ซึ่งประตูนี้คงจะเกิดจากการเจาะกำแพงเมืองเพื่อต่อเชื่อมถนนจ่าแสน(ปัจจุบันคือถนนราชวิถี) ซึ่งเป็นถนนภายในกำแพงเมืองตัดตรงมาจากหน้าเวียงแก้วผ่านกลางระหว่างคุ้มหลวงกลางเวียงของพระเจ้าอินทวิชยานนท์และที่ว่าการเค้าสนามหลวง ตรงไปบรรจบกับถนนช้างม่อยตัดใหม่ ที่กำแพงเมืองด้านทิศตะวันออก เหนือประตูท่าแพ ตรงหน้ากาด(ตลาด) สมเพชรในปัจจุบัน

อนึ่งการที่ประตูเมืองนครเชียงใหม่มีการวางรูปแบบเป็น2 ชั้นและวางตำแหน่งประตูเมืองด้านนอกและด้านในเป็นลับแลดังกล่าวนี้เองจึงทำให้สามารถอธิบายได้ว่าเพราะแนวถนนทั้งในและนอกกำแพงเมืองต่างก็พุ่งตรงเข้าหาประตูเมืองแต่เมื่อประตูเมืองถูกกำหนดให้วางเหลื่อมกันแนวถนนภายในกำแพงเมืองและด้านนอกกำแพงเมืองจึงพลอยเหลื่อมกันไปตามแนวประตูเมืองและเมื่อมีการรื้อประตูเมืองเพื่อต่อเชื่อมถนนภายในเมืองกับถนนด้านนอกกำแพงเมืองด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้เห็นแนวถนนที่เหลื่อมกันนั้นชัดเจนยิ่งขึ้นดังเช่นที่แนวถนนพระปกเกล้าเป็นเจ้าต่อเชื่อมกับถนนช้างเผือกที่ประตูช้างเผือกซึ่งยังคงปรากฏแนวถนนที่เหลื่อมกันอยู่จนถึงทุกวันนี้

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่**

เชิงอรรถ:

[1] ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร. นิราศหริภุญชัย ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร สอบทานกับต้นฉบับเชียงใหม่. น. 25.

[2] สุรพล ดำริห์กุล. ข่วงเมืองและวัดหัวข่วง. น. 37.

[3] พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. “ประตูผี และหน้าที่ของพระแก้วมรกต,” ใน พระแก้วมรกต ตำนานพระแก้วมรกต. น. 346.

[4] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. เที่ยวเมืองพม่า. น. 152-153.

[5] เรื่องเดียวกัน, น. 160.

[6] เที่ยวเมืองพม่า, น. 530.

[7] ที่เดียวกัน.

[8] สำนักงานจังหวัดน่าน. ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดน่าน.น. 34.

[9] พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. เที่ยวเมืองพระร่วง. น. 36.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “ประตูเมืองนครเชียงใหม่” เขียนโดย วรชาติ มีชูบท ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับกันยายน 2559

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 มกราคม 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...