โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ประท้วงฮ่องกง : เหตุใดเยาวชนรุ่นใหม่จึงกล้าลุกขึ้นงัดข้อกับทางการ

Khaosod

อัพเดต 18 มิ.ย. 2562 เวลา 03.40 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2562 เวลา 03.40 น.
Reuters

ประท้วงฮ่องกง : เหตุใดเยาวชนรุ่นใหม่จึงกล้าลุกขึ้นงัดข้อกับทางการ – BBCไทย

โดย เฮลิเออร์ เฉิง บีบีซีนิวส์, ฮ่องกง

ในช่วงเวลาเพียง 1 สัปดาห์ คนในฮ่องกงได้เห็นการชุมนุมประท้วงใหญ่ที่สุดนับแต่เคยมีมาถึง 2 ครั้ง อีกทั้งยังเป็นการประท้วงที่มีการปะทะรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีด้วย โดยที่แนวหน้าของการประท้วงครั้งนี้คือบรรดาคนหนุ่มสาว ซึ่งหลายคนยังเป็นวัยรุ่น

อะไรทำให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ลุกฮือขึ้นแสดงการขัดขืนอย่างแข็งกร้าวและพวกเขาใช้กลยุทธ์ใดในการบีบให้ทางการทำตามข้อเรียกร้องของพวกเขา

“เราร้องตะโกนใส่ผู้คนเพื่อให้พวกเขาวิ่ง”

“ถูกพ่อแม่ไล่ออกจากบ้านหลังไปประท้วง”

“ฉันโดนแก๊สน้ำตาเป็นครั้งแรก – น้ำตาไหลไม่หยุดควบคุมไม่ได้”

“ฉันกลัวที่จะเปิดเผยชื่อจริง”

นี่ไม่ใช่ถ้อยคำที่หลายคนคาดว่าจะได้ยินจากปากของคนฮ่องกง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากปากของหนุ่มสาวอายุ 17-21 ปี

ที่ผ่านมา ภาพจำของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อวัยรุ่นฮ่องกง “ทั่วไป” ก็คือคนที่สนใจเรื่องเรียนหนังสือและหาเงินมากกว่าจะสนใจเรื่องกิจกรรมทางการเมืองหรือการคิดแบบสร้างสรรค์

แต่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เห็นถนนรอบสภานิติบัญญติฮ่องกงตกอยู่ในวงล้อมของคลื่นคนหนุ่มสาวที่สวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า พร้อมเครื่องกีดขวาง และตอบโต้ด้วยการขว้างปากระป๋องแก๊สน้ำตากลับใส่ตำรวจ

ผู้ประท้วงหลายคนยังเด็กเกินไปที่จะเข้าร่วมการ “ประท้วงร่มเหลือง” เมื่อปี 2014 ซึ่งชาวฮ่องกงจำนวนมากออกไปปักหลักชุมนุมบนท้องถนนนานหลายสัปดาห์เพื่อเรียกร้องสิทธิที่จะเลือกผู้นำด้วยตัวเองตามวิถีประชาธิปไตย

A protester throws back a tear gas during clashes with police outside the government headquarters in Hong Kong on June 12, 2019

ความกังวลต่ออนาคตใต้เงาจีน

การประท้วงเมื่อปี 2014 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม “อ็อกคิวพาย เซ็นทรัล” (Occupy Central) จบลงโดยไม่ได้รับการยอมโอนอ่อนผ่อนตามใด ๆ ที่เป็นรูปธรรมจากรัฐบาล

แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป

การประท้วงครั้งล่าสุด เป็นการคัดค้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่จะเปิดทางให้พลเมืองฮ่องกงถูกส่งตัวไปดำเนินคดีในจีนแผ่นดินใหญ่ได้ ซึ่งการเคลื่อนไหวต่อต้านอย่างหนักจนทำให้ นางแครี่ แลม ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงต้องประกาศระงับร่างกฎหมายฉบับนี้ลงชั่วคราว พร้อมกล่าวขอโทษที่รัฐบาลทำงานไม่ดีพอจนสร้างความผิดหวังและเสียใจให้ประชาชนจำนวนมาก

แล้วการประท้วงครั้งนี้ต่างออกไปอย่างไร และคนรุ่นใหม่เหล่านี้มีบทบาทสำคัญอย่างไรบ้าง

ประท้วงฮ่องกง

หนุ่มสาวฮ่องกงเริ่มตระหนักและตื่นตัวเรื่องการเมืองเพิ่มขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยอัตราการลงทะเบียนเลือกตั้งของคนอายุ 18-35 ปี เพิ่มขึ้นจาก 58% ในปี 2000 มาอยู่ที่ 70% ในปี 2016

นี่อาจไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจ เมื่อพิจารณาถึงเรื่องที่ว่าอนาคตทางการเมืองของฮ่องกงกำลังเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง

ปัจจุบันฮ่องกงได้รับสิทธิพิเศษและเสรีภาพจากข้อตกลงที่อังกฤษทำกับจีนในการส่งมอบฮ่องกงคืนให้แก่จีน

แต่ในปี 2047 ข้อตกลงที่ให้สถานะพิเศษดังกล่าวแก่ฮ่องกงจะหมดอายุลง และไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น

สำหรับหนุ่มสาวยุคปัจจุบันแล้ว มองว่าปี 2047 คืออนาคตที่ไม่ห่างไกลเลย ดังนั้นการประท้วงของพวกเขาจึงถูกขับเคลื่อนด้วยความกังวลเกี่ยวกับอนาคตที่ไม่แน่นอน รวมทั้งความรู้สึกว่ารัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่กำลังเข้าใกล้พวกเขาขึ้นทุกขณะ

ผู้จัดการประท้วงอ้างว่า มีผู้ชุมนุมมากถึง 2 ล้านคน เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.

ความไม่แน่ใจว่าระบบการปกครองจะคุ้มครองพวกเขาได้อีกต่อไปหรือไม่ หนุ่มสาวเหล่านี้จึงคิดหา ปรับเทคนิค และเรียนรู้ศิลปะการขัดขืนที่มีความซับซ้อน

ผู้ประท้วงทุกคนที่ดิฉันได้สัมภาษณ์ ซึ่งเข้าร่วมการประท้วงที่ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการเมื่อ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา ต่างขอให้ฉันปกปิดชื่อและข้อมูลส่วนตัว เพราะเกรงว่าจะถูกจับกุม

“เราใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ร่วมการประท้วง และหลังจากนั้นเราจะลบประวัติการใช้งานในโทรศัพท์ไอโฟนของพวกเราและในกูเกิลแมพ” แดน นักศึกษาวัย 18 ปี ที่ช่วยผู้ประท้วงสร้างเครื่องกีดขวางจากรั้วเหล็ก บอกกับบีบีซี

บางคนใช้วิธีที่ซับซ้อนเพื่อเลี่ยงการถูกแกะรอยตามจับจากทางการ เช่นการซื้อตั๋วรถไฟแบบกระดาษ แทนที่จะใช้บัตรเดินทางแบบชำระเงินล่วงหน้าที่พวกเขาใช้เดินทางในชีวิตประจำวัน

ขณะที่อีกหลายคนเพิ่มความระวังเรื่องการพูดคุยเรื่องการประท้วงในโซเชียลมีเดียที่เปิดเป็นสาธารณะ โดยบางคนเลือกที่จะพูดคุยเฉพาะในแอปพลิเคชันสนทนาที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดและมีฟังก์ชันที่ข้อความสามารถทำลายตัวเองได้ เช่น เทเลแกรม

แจ็กกี ผู้นำนักศึกษาวัย 20 ปี บอกว่า “ช่วงการประท้วงอ็อกคิวพาย เราส่วนใหญ่ไม่ได้คิดเรื่องการปกปิดตัวตนของเราเอง เราใช้เฟซบุ๊ก อิสตาแกรม และวอทส์แอพในการเผยแพร่ข้อมูล แต่ปีนี้เราได้เห็นเสรีภาพทางการพูดในฮ่องกงเลวร้ายลง”

แจ็กกี ต้องนอนที่มหาวิทยาลัย เพราะกลัวว่าจะถูกตำรวจจับหากกลับบ้าน

สายสัมพันธ์ขาดสะบั้น

ผู้ประท้วงหลายคน ซึ่งรวมถึงนักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำถูกจับกุม และบางคนถูกจับที่โรงพยาบาลซึ่งพวกเขาเข้ารักษาอาการบาดเจ็บ

ผู้ประท้วงวัย 22 ปี คนหนึ่งซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้ดูแลกลุ่มเทเลแกรมที่เผยแพร่ข้อมูลการประท้วงก็ถูกจับกุมในข้อหา “ก่อกวนสร้างความวุ่นวายในที่สาธารณะ”

แจ็กกีเกรงว่า บรรดานักศึกษาที่เป็นแกนนำการประท้วงเมื่อ 12 มิ.ย.จะตกเป็นเป้าหมายของทางการเพราะพวกเขามีประวัติที่ดี

“ฉันนอนที่สำนักงานสหภาพนักศึกษาเพราะกลัวว่าจะถูกจับกุมถ้ากลับบ้าน” แจ็กกี กล่าว

สิ่งนี้สะท้อนถึงสายสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายที่ขาดสะบั้นลง เมื่อเทียบกับการประท้วงก่อนหน้านี้ นักเคลื่อนไหวหมดความไว้ใจต่อผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

ตำรวจถูกวิจารณ์ว่าใช้ความรุนแรงเกินเหตุกับกลุ่มผู้ประท้วง

เมื่อ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีข่าวลือแพร่สะพัดว่าตำรวจเตรียมเข้าตรวจค้นหอพักนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮ่องกง ซึ่งมีนักศึกษาในหอดังกล่าว 2 คนถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้

ท่ามกลางความความตื่นตระหนก บรรดานักศึกษาต่างโทรแจ้งสมาชิกของสภานิติบัญญัติท้องถิ่นและทนายความ ซึ่งเดินทางไปที่หอพักดังกล่าว ทำให้ท้ายที่สุดตำรวจไม่ได้บุกเข้าไปภายใน

แดน นักศึกษาวัย 18 ปี บอกว่า การกระทำของตำรวจช่วงการประท้วงร่มเหลือง ซึ่งมีตำรวจหลายนายถูกจำคุกฐานทำร้ายร่างกายผู้ประท้วงนั้น ได้ทำลายความเชื่อใจในตำรวจของเขา

“ก่อนหน้านั้น ผมเชื่อว่าตำรวจควรปฏิบัติตามกฎหมายและช่วยเหลือประชาชน…แต่ตอนนี้ตำรวจบางคนอาจปล่อยให้อารมณ์ส่วนตัวเป็นใหญ่”

นักศึกษาและคนทำงานหนุ่มสาวเหล่านี้ดูเหมือนจะกล้าท้าทายกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสงบในที่สาธารณะ และกล้าเสี่ยงถูกจับกุมมากกว่าบรรดาผู้ประท้วงรุ่นก่อน

พวกเขาชี้ว่า พวกเขามีอะไรให้ต้องสู้มากกว่า เพราะได้เข้าสู่ยุคที่สภาพแวดล้อมทางการเมืองมีความไม่แน่นอนมากกว่า

ทอม วัย 20 ปี ซึ่งร่วมการประท้วงครั้งเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. บอกว่า เขากลายเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองเพราะได้รับอิทธิพลจาก “ยุคที่เขาเติบโตขึ้นมา”

คนรุ่นเขาโตขึ้นมากับภาพความขัดแย้งทางการเมือง เช่น เมื่อปี 2012 มีแผนการให้เด็กเรียนวิชา “ส่งเสริมความรักชาติจีน” ซึ่งหลายฝ่ายวิจารณ์ว่าจะเป็นการล้างสมองเด็กและบิดเบือนการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่

“ผมได้เห็นนโยบายของรัฐบาลที่พยายามลิดรอนเสรีภาพที่เราโตมากับมัน และมันทำให้ผมมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าว่าผมไม่ต้องการให้ฮ่องกงสูญเสียหลักนิติธรรมและเสรีภาพของเรา”

เบน และ ทอม นักศึกษาที่ช่วยผู้ประท้วงด้านกฎหมายและอุปกรณ์ต่าง ๆ

หนุ่มสาวหลายคน แสดงความไม่พอใจในนโยบายของรัฐบาล เช่น การใช้กฎหมายลงโทษผู้ที่ไม่เคารพเพลงชาติจีน การตัดสิทธิ์สมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย และจำคุกนักเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชของฮ่องกง

ดังนั้น การประท้วงของขบวนการร่มเหลืองจึงทิ้งมรดกที่ชัดเจนแต่ขณะเดียวกันก็ซับซ้อนไว้ให้บรรดาผู้ประท้วงในปัจจุบัน

ผู้ประท้วงเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมายังเด็กเกินกว่าที่จะเข้าร่วมการประท้วงของขบวนการร่มเหลืองเมื่อปี 2014 แต่พวกเขามองว่ามันเป็นแรงบันดาลใจและเป็นบทเรียนให้แก่พวกเขา

เบน วัย 20 ปี บอกว่า พ่อแม่ไม่ยอมให้เขาไปร่วมประท้วงอ็อกคิวพาย เมื่อ 5 ปีก่อน แต่ตอนนี้เขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยและรับหน้าที่ผู้นำจัดการประท้วง รวมทั้งให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่นักศึกษาที่เสี่ยงถูกจับกุม

เขามองการประท้วงเมื่อปี 2014 ว่า “ล้มเหลว” เพราะกลุ่มผู้ประท้วงมีความแตกแยกในเป้าหมายการประท้วง ซึ่งรวมถึงเรื่องสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วไปที่ผู้ประท้วงสามารถยอมรับได้

แต่ในครั้งนี้ มีความแตกต่างชัดเจนเพราะผู้ประท้วงไม่ได้เรียกร้องประชาธิปไตย แต่ต่อสู่เพื่อรักษาสิทธิที่ฮ่องกงมีอยู่ในปัจจุบัน

เบน ชี้ว่าการประท้วงครั้งนี้มีปัจจัยกระตุ้นให้ผู้คนสามัคคีกันมากกว่าคราวที่แล้ว เพราะบรรดาผู้ประท้วงต่าง “ต่อสู้เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่สูญเสียเสรีภาพที่มีอยู่ไป”

กลุ่มผู้ประท้วงครั้งนี้ยังมีการเตรียมตัวอย่างดีสำหรับการเผชิญหน้ากับตำรวจปราบจลาจลด้วย

ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง นักศึกษาได้เตรียมอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นต่าง ๆ เช่น ยาพ่นสูดสำหรับผู้ที่ถูกแก๊สน้ำตา และน้ำเกลือสำหรับชะล้างกรณีถูกสเปรย์พริกไทย

นักศึกษาเตรียมยาพ่นสูดสำหรับผู้ที่ถูกแก๊สน้ำตา
พวกเขายังเตรียมน้ำดื่มจำนวนมาก

การประท้วงใหญ่เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีประชาชนเข้าร่วมมหาศาล โดยแกนนำจัดการประท้วงระบุว่า มีประชาชนเข้าร่วมเกือบ 2 ล้านคน เพื่อเรียกร้องให้สภานิติบัญญัติฮ่องกง “ล้มเลิก” การพิจารณาร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่ระงับการพิจารณาไว้ชั่วคราว

การประท้วงครั้งนี้ ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดของฮ่องกงในรอบ 30 ปี นับแต่สหราชอาณาจักรคืนฮ่องกงให้แก่จีน และแม้ว่าจะยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ แต่ทอม วัย 20 ปี มองว่า มันเป็นความเคลื่อนไหวที่ “ฉีกธรรมเนียมการประท้วงของฮ่องกงตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา”0.

ขณะที่ อิงกริด ผู้ประท้วงวัย 21 ปี บอกว่า การประท้วงเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้เธอได้สัมผัสกับแก๊สน้ำตาเป็นครั้งแรกในชีวิต แม้จะเป็นประสบการณ์ที่สร้างความทุกข์ทรมานให้เธอ แต่เธอยืนยันจะเดินหน้าประท้วงต่อไป

“ความกังวลว่าเมืองที่ฉันเรียกว่าบ้านแห่งนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร มีมากกว่าความเป็นห่วงความปลอดภัยของตัวเอง”

*ชื่อผู้ประท้วงเป็นนามสมมุติ *

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...