โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กลั่นเรื่องจริงจาก Stranger Things ฐานทัพยุคสงครามเย็น-ทฤษฎีสมคบคิดอ้างมีทดลองลับ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 03 มิ.ย. 2565 เวลา 17.39 น. • เผยแพร่ 03 มิ.ย. 2565 เวลา 17.38 น.
(ซ้าย) ฐานเรดาร์ ที่ไม่ได้ใช้งานในแคมป์ ฮีโร่ ถ่ายเมื่อ 2006 จาก Nojo13 / English Wikipedia (ขวา) โปสเตอร์ซีรีส์ Stranger-Things SS3 จาก Facebook / Netflix

ช่วงที่บรรยากาศสงครามเย็นปกคลุมอเมริกันชนมีข่าวลือและเรื่องราวซึ่งพัฒนาต่อมาเป็น “ทฤษฎีสมคบคิด” หลายกรณี แต่ละเรื่องเรียกได้ว่าเป็นวัตถุดิบชั้นดีสำหรับนิยายไซ-ไฟ (Science fiction) ถึงจะไม่ได้นำมาใช้แบบทั้งดุ้น แต่อย่างน้อยก็พอจะเป็นไอเดียให้มาประยุกต์ใช้ต่อยอดได้ดังเช่นกรณีฐานทัพอากาศใน “มอนทาค” (Montauk) รัฐนิวยอร์ก ซึ่งปกคลุมไปด้วยข่าวลือเรื่องการทดลองทางวิทยาศาสตร์และกลายเป็นมารายละเอียดในซีรีส์ไซ-ไฟที่ได้รับความนิยมทั่วโลกอย่าง Stranger Things

ในช่วงยุค 80s บรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ข่าวลือและทฤษฎีสมคบคิดที่ยังคงถูกพูดถึงมาอย่างยาวนานอย่างกรณี “มอนทาค โปรเจกต์” (Montauk Project) ก็มาพร้อมกับยุคนั้นด้วย

ทฤษฎีสมคบคิดกรณีมอนทาคที่ว่านี้ว่าด้วยข่าวลือเรื่องกองทัพสหรัฐฯทดลองทางวิทยาศาสตร์กับกลุ่มเยาวชนในแล็บมายาวนานตั้งแต่ก่อนยุค 60s เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางทหารหรือภารกิจอื่นในช่วงสงครามเย็น กลุ่มผู้เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดคาดว่าจุดที่ทดลองอยู่ในฐานทัพอากาศมอนทาค ในส่วนที่เรียกว่า “แคมป์ฮีโร่” (Camp Hero) ชื่อสถานที่ต้นทางฐานทัพมอนทาคก็เคยเป็นชื่อที่ทีมสร้างตั้งใจเรียกซีรีส์ว่า “มอนทาค” (Montauk) แต่ภายหลังตกลงใช้เป็น Stranger Things แทน

สำหรับความเป็นมาของฐานทัพอากาศมอนทาคเคยถูกใช้งานในยุค 40s โดยถูกใช้เป็นศูนย์ป้องกันชายฝั่งแต่จัดฉากให้เป็นหมู่บ้านสำหรับการตกปลา หลังจากกองทัพเลิกใช้งานแล้วก็พยายามขายอาคารทั้งหมดในพื้นที่ให้กับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่นักเคลื่อนไหวอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นคัดค้านโดยให้เหตุผลว่าพื้นที่เป็นแหล่งนิเวศที่มีเอกลักษณ์และถิ่นที่อยู่สำหรับสัตว์ ในส่วนพื้นที่ซึ่งเคยใช้ในทางการทหารถูกยกเลิกใช้งานและถ่ายโอนให้กรมอุทยานแห่งชาติ (National Park Service)

สำหรับคอซีรีส์ที่ติดตามความเคลื่อนไหวกันมาก่อนหน้านี้อาจเคยได้ยินรายงานว่า ผู้สร้าง Stranger Things ถูกยื่นฟ้องร้องด้วยข้อกล่าวหาว่าเอาไอเดียของพล็อตมาจากผู้กำกับภาพยนตร์สั้นเรื่อง “มอนทาค” (Montauk) ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติในสถานที่ของรัฐบาล โดยผู้กำกับหนังสั้นอ้างว่า เอาไอเดียนี้ไปเสนอกับคู่พี่น้องตระกูลดัฟเฟอร์ผู้สร้าง Stranger Things ระหว่างที่พวกเขาพบกันเมื่อปี 2014 กรณีนี้เพิ่งมีรายงานเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ผู้กำกับภาพยนตร์สั้นที่ยื่นเรื่องถอนฟ้องไปก่อนกำหนดการพิจารณาคดี

หนังสือ “The Montauk Project: Experiments in Time”

อย่างไรก็ตาม ทั้งซีรีส์และภาพยนตร์ไม่ได้เป็นต้นตอผู้สร้างสื่อบันเทิงเกี่ยวกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติและข่าวลือเกี่ยวกับมอนทาค ก่อนหน้านี้ มีหนังสือไซไฟชื่อ “The Montauk Project: Experiments in Time” ตีพิมพ์เมื่อปี 1992 เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการทดลองลับของรัฐบาลในแคมป์ฮีโร่ผสมกับข่าวลือเรื่องการทดลองในยุโรป

ผลงานนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ข่าวลือและทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับสถานที่ทดลองทางวิทยาศาสตร์แบบลับๆ ของรัฐบาลในย่านมอนทาคก็วนเวียนอยู่ในสังคมอเมริกันมายาวนาน (หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในชุดหนังสือเกี่ยวกับการทดลองลับว่าด้วยการเดินทางย้อนเวลาและถูกจัดในกลุ่มเรื่องแต่ง แต่ผู้เขียนไม่เคยบอกว่าเป็นเรื่องแต่งและยังพยายามเคลื่อนไหวสร้างการรับรู้ว่าเนื้อหาในหนังสือเป็นเรื่องจริง)

ถึงแม้คนส่วนใหญ่จะมองว่าข่าวลือเรื่องการทดลองในมอนทาคจะเป็นทฤษฎีสมคบคิดอีกหนึ่งเรื่อง แต่รายละเอียดในซีรีส์ที่มีส่วนอ้างอิงกับข้อเท็จจริงคือ โปรแกรมทดลองทางวิทยาศาสตร์โดยซีไอเอ ชื่อว่า MKUltra เป็นการทดลองเพื่อพัฒนายาที่ใช้สำหรับมนุษย์เพื่อช่วยในการสอบสวนให้บุคคลที่ถูกสอบสวนสารภาพออกมา ซึ่งโปรเจกต์นี้เป็นการทดลองที่ผิดกฎหมายในต้นยุค 50s และเริ่มถูกจำกัดวงลงมาในค.ศ. 1964 กระทั่งถูกระงับในค.ศ. 1973

โปรเจกต์ นี้ถูกอ้างอิงเป็นฉากหลังที่ดร. เบรนเนอร์ (Dr. Brenner) นักวิทยาศาสตร์ที่เลี้ยงแอล (Eleven) ทำงานด้วยก่อนจะย้ายมาทำงานในฮอว์กินส์ แล็บ ตามเรื่องหลักในซีรีส์ Stranger Things ขณะที่แม่ของแอล เมื่อดูจากลักษณะทั่วไปก็มีคนตีความว่าถูกเขียนให้เป็นหนึ่งในผู้ถูกทดลองในโครงการ MKUltra

โครงการฟิลาเดเฟีย (Philadelphia Experiment)

หนังสือ The Montauk Project ยังเล่าว่า โครงการนี้เป็นการทดลองต่อยอดมาจากโครงการฟิลาเดเฟีย (Philadelphia Experiment) หรือในอีกชื่อส่วนขยายว่า Project Rainbow

โครงการฟิลาเดเฟียที่ว่าเป็นอีกหนึ่งข่าวลือเกี่ยวกับการทดลองของซีไอเอ กลุ่มที่เชื่อในทฤษฎีนี้มองว่าเป็นโปรเจกต์พัฒนาระบบหลบเลี่ยงการตรวจจับของเรดาร์ในพาหนะสำหรับใช้หลบเลี่ยงการตรวจจับของเรดาร์ฝ่ายโซเวียตต้นยุค 40s แต่กองทัพเรือสหรัฐฯ ไม่เคยออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่าเคยมีการทดลอง ส่วนที่ผู้ที่เชื่อในทฤษฎีนี้กลับมองว่า กองทัพไม่เพียงทดลองให้เรือหลบเลี่ยงเรดาร์ได้ แต่ยังทำให้พาหนะเดินทางข้ามเวลาได้ด้วย

อัล บีเล็ก (Al Bielek) และ เพรสตัน นิโคลส์ (Preston Nichols)

ข่าวลือเรื่องโครงการฟิลาเดเฟีย (Philadelphia Experiment) เคยถูกดัดแปลงมาสร้างเป็นภาพยนตร์เมื่อปี 1984 มีผู้ชมภาพยนตร์รายหนึ่งชื่ออัล บีเล็ก (Al Bielek) เชื่อว่า เขาเริ่มฟื้นความทรงจำในอดีตที่เขาเคยทำงานในโครงการมอนทาค ในยุค 70s และ 80s โดยอ้างว่าที่ผ่านมาเขาถูกลบความทรงจำเพื่อรักษาความลับของโครงการ

อัล บีเล็ก ไม่เพียงเคลื่อนไหวในกลุ่มผู้เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดเรื่องโครงการลับของรัฐบาล แต่ยังเริ่มเชื่อมโยงเรื่องของตัวเองเข้ากับผู้เขียนหนังสือ “The Montauk Project: Experiments in Time” ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้นามว่าเพรสตัน นิโคลส์ (Preston Nichols) อ้างด้วยว่า เขารำลึกได้ว่าเหมือนเคยทำงานกับบีเล็ก ในโครงการมอนทาค ร่วมกันสร้างอุปกรณ์เป็นเก้าอี้ที่ใช้พลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพิ่มพลังจิต เชื่อมโยงเข้ากับแนวคิดเรื่องเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางจิตชื่อ “ดันแคน แคเมรอน” (Duncan Cameron) ในปี 1963 ซึ่งเป็นผู้ถูกทดลองในโครงการนี้

นิโคลส์ อ้างว่า ดันแคน สามารถบังคับวัตถุด้วยจิตได้เมื่อนั่งเก้าอี้ตัวนี้ ซึ่งข้อกล่าวอ้างเรื่องการทดลองในตัวดันแคน ชวนให้นึกถึงการทดลองกับ “แอล” ในซีรีส์ Stranger Things ก่อนที่เธอจะเปิดประตูมิติ

ในขณะที่บีเล็ก และนิโคลส์ กล่าวอ้างว่าเริ่มฟื้นความทรงจำมาได้ก็มีคนในท้องถิ่นเริ่มออกมาอ้างว่า พวกเขาถูกลักพาตัวจากบ้านโดยนักวิทยาศาสตร์จากแคมป์ฮีโร่เพื่อทดลองควบคุมความนึกคิดของคน

อัล บีเล็ก เสียชีวิตเมื่อปี 2011 หลังจากนั้นก็ถือกำเนิดซีรีส์ไซไฟที่โด่งดังประกอบกับการค้นหาข้อมูลในหมู่ผู้ที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดหลายกลุ่ม

ขณะที่แคมป์ฮีโร่ ปัจจุบันยังอยู่ทางตะวันออกของ Long Island เปิดให้เป็นพื้นที่พักผ่อนและทำกิจกรรมต่างๆ พื้นที่ส่วนหนึ่งอันมีสภาพเป็นเหมือนฐานทัพรายล้อมด้วยป้ายที่มีข้อความว่า “ห้ามเข้ามาในพื้นที่” หากมองจากภายนอกยังพบเห็นสายอากาศได้อยู่

อ่านเพิ่มเติม :

อ้างอิง:

https://www.cosmopolitan.com/entertainment/tv/a28279420/stranger-things-true-story/

https://www.thrillist.com/entertainment/nation/stranger-things-true-story-montauk-project-philadelphia-experiment

https://parks.ny.gov/parks/97/details.aspx

https://en.wikipedia.org/wiki/The_Montauk_Project:_Experiments_in_Time

https://en.wikipedia.org/wiki/Montauk_Air_Force_Station

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 กรกฎาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...