โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมัยรัชกาลที่ 4-5 เดินทางไป "เชียงใหม่" ทางไหน? อย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 03 ก.พ. 2568 เวลา 05.08 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. 2568 เวลา 02.00 น.
วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ (Image by lifeforstock on Freepik)

สมัยรัชกาลที่ 4-5 เส้นทาง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ไปทางไหน? อย่างไร?

การเดินทางไป-กลับเส้นทาง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ในอดีต เช่นในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 นั้นเป็นเรื่องยากลำบากมาก ถึงอย่างนั้นก็ยังมีการเดินทางไปมาระหว่างกันอยู่เรื่อยๆ

เส้นทางที่ใช้กันหลักๆ มีทางบกและทางน้ำ การเดินทางทางบกมักเดินทางด้วยช้างหรือม้า เพราะจำเป็นต้องปีนป่ายไปตามภูเขาสูง ส่วนการเดินทางทางน้ำนั้นเป็นที่นิยมมากกว่า โดยจะใช้เรือแม่ปะหรือเรือหางแมงป่อง ซึ่งเป็นเรือท้องแบน ทำจากไม้ต้นเดียว กลางลำเรือมีหลังคาโค้งทำขึ้นจากไม้ไผ่สานไว้ป้องกันแดดและฝน เป็นพื้นที่สำหรับบรรทุกสินค้า เรือแมงป่องบางลำสามารถบรรทุกน้ำหนักสินค้าได้มากถึง 2.5 ตัน เรือหางแมงป่องนี้บริเวณท้ายเรือจะสูงและเชิดคล้ายหางแมงป่อง เป็นที่มาของชื่อเรือนั่นเอง

การเดินทางขาไป “เชียงใหม่” เริ่มเดินทางผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา มุ่งสู่แม่น้ำปิงที่เมืองนครสวรรค์ มักแวะพักที่เมืองระแหง หรือเมืองตาก และอาจเดินทางต่อด้วยเรือ หรือเปลี่ยนเป็นเดินทางทางบกด้วยช้างหรือม้า

ในหนังสือ A half century among the Siamese and the Lao เขียนโดย ศาสนาจารย์ ดอกเตอร์ แมคกิลวารี มิชชันนารีชาวอเมริกัน ที่เดินทางเข้ามาสยามเพื่อเผยแพร่คริสต์ศาสนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แมคกิลวารี พร้อมคณะมิชชันนารีที่มีโอกาสได้เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ ได้บันทึกการเดินทางครั้งหนึ่งว่า ท่านออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2406 เดินทางด้วยเรือมุ่งสู่ตาก จากนั้นเปลี่ยนมาเดินทางด้วยช้าง และเดินทางถึงเชียงใหม่ในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2407 (นับศักราชแบบใหม่) ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 49 วัน

คณะมิชชันนารีได้พำนักที่ เมืองเชียงใหม่ 10 วัน จากนั้น แมคกิลวารี พร้อมคณะมิชชันนารีเดินทางกลับมากรุงเทพฯ ด้วยเรือจากเชียงใหม่ และกลับถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ 30 มกราคม ปีเดียวกัน ดังนั้นการเดินทางขากลับด้วยเรืออาจใช้ระยะเวลาประมาณ 13 วัน

ต่อมาวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2410 (นับศักราชแบบใหม่) แมคกิลวารีพร้อมคณะมิชชันารีเดินทางไปเชียงใหม่อีกครั้ง การเดินทางครั้งใหม่นี้ท่านบันทึกไว้ว่า “การเดินทางเป็นไปอย่างเชื่องช้าแต่เราก็สนุกกับมัน” การเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงตาก ใช้ระยะเวลาราว 4 สัปดาห์ และต้องเปลี่ยนมาขึ้นเรือลำใหม่ จากตากไป “เชียงใหม่” คณะมิชชันนารีใช้ระยะเวลาอีกราว 1 เดือน ต้องผ่านเกาะแก่งต่าง ๆ มากถึง 32 แห่ง

การเดินทางด้วยเรือนั้นต้องลัดเลาะไปตามลำน้ำปิง บางจุดเป็นทางน้ำแคบ กระแสน้ำแรง เนื่องจากเป็นช่วงในหุบเขา และยังมีเกาะแก่งหลายแห่ง เป็นการเดินทางที่แสนทรหดมาก ตามที่แมคกิลวารีบันทึกจนเห็นภาพ ความว่า

“พวกเราติดอยู่ในแก่งนานจนเกินไป ห่างจากภูเขาลูกสุดท้ายไม่มากนัก คือที่ราบหุบเขาอันกว้างใหญ่ของเชียงใหม่และลำพูน ทั้งผู้โดยสารและคนเรือต่างก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อภูมิประเทศเปิดโล่งออกไป ดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงจ้าตลอดวันกลับมาให้พวกเราเห็นอีกวาระหนึ่ง กอไผ่ที่มีกิ่งก้านสาขาพริ้วไหวตามลมราวกับขนนกทำให้ชื่นตาชื่นใจยิ่งนัก”

คณะมิชชันนารีได้เดินทางถึง เมืองเชียงใหม่ วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2410 ใช้เวลาไปทั้งสิ้น 3 เดือนเต็ม

ในพงศาวดารล้านนา ก็มีบันทึกที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ โดยในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าเมืองเชียงใหม่เสด็จมาถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2413 เสร็จแล้วได้เดินทางออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันอาทิตย์ เดือนหก แรมสี่ค่ำ ทั้งนี้ในพงศาวดารมิได้ระบุว่าเสด็จกลับทางเรือ ระบุเพียงความว่า “ขึ้นไปถึงบ้านท่าพระเนตรในเขตเมืองนครเชียงใหม่” จึงสันนิษฐานว่าอาจเสด็จโดยทางเรือ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเสด็จถึงบ้านท่าพระเนตร เมื่อเดือนแปด แรมสองค่ำ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ถึงแก่พิราลัยเพียง 1 วันก่อนถึงตัวเมืองเชียงใหม่ จึงอาจเปรียบได้ว่าการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ของคณะทูตเชียงใหม่คราวนี้ใช้ระยะเวลาราว 2 เดือน

อีกหลักฐานหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางในเส้นทางนี้คือ “ลิลิตพายัพ” พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสยามมกุฎราชกุมาร พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยือนหัวเมืองเหนือ และเมื่อเสร็จพระกรณียกิจแล้ว ได้ออกเดินทางจากเชียงใหม่เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2449 และถึงตากเมื่อวันที่ 12 มกราคม ซึ่งใช้ระยะเวลาเพียง 8 วันเท่านั้น และเสด็จฯ ถึงสถานีรถไฟบางปะอิน เมื่อวันที่ 31 มกราคม และหากตัดวันที่ต้องปฏิบัติพระกรณียกิจในแต่ละท้องที่ออกไป จะใช้ระยะเวลาเดินทางไม่ถึงหนึ่งเดือน

เส้นทางคมนาคมทางน้ำ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ นั้นเสื่อมความนิยมลงเมื่อรถไฟเข้ามาถึงสยาม กระทั่งเส้นทางรถไฟสายเหนือมาถึงเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 2464 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เส้นทางคมนาคมทางน้ำจึงหมดความสำคัญลงไปในที่สุด เพราะรถไฟมีความสะดวกและรวดเร็วกว่าทางเรือหลายเท่าตัว

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 22 กรกฎาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สมัยรัชกาลที่ 4-5 เดินทางไป “เชียงใหม่” ทางไหน? อย่างไร?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...