โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Spider-Man : Far From Home การเติบโตขึ้นอีกเลเวลของไอ้แมงมุม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ก.ค. 2562 เวลา 12.43 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2562 เวลา 12.43 น.

หลังจากสร้างปรากฏการณ์กวาดรายได้ไปแล้วทั่วโลกกับ Avengers : Endgame ครั้งนี้หนึ่งในทีมอเวนเจอร์สกลับมาทำหน้าที่ปิดเฟสสามให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ในหนังภาคต่อแห่งจักรวาลมาร์เวลอย่าง Spider-Man : Far From Home ที่ในครั้งนี้เราจะได้เห็นปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ (ทอม ฮอลแลนด์) และผองเพื่อนออกโลดแล่นผจญภัยนอกเมืองควีนส์เป็นครั้งแรก

ในภาคนี้มู้ดแอนด์โทนค่อนข้างแตกต่างจาก Spider-Man : Homecoming อย่างเห็นได้ชัด อะไรที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เห็น แฟน ๆ จะได้ชมกันในภาคนี้แน่นอน รวมถึงพาร์ตที่สำคัญที่สุด คือการเติบโต เรียนรู้ และก้าวข้ามอีกสเต็ปหนึ่งทางความคิดของตัวปีเตอร์เอง นี่ไม่ใช่แค่หนังซูเปอร์ฮีโร่บ้าพลังเท่านั้น แต่ Far From Home ยังแฝงไว้ด้วยพลอตแบบ coming of age ที่ทำให้เราเข้าใจวิวัฒนาการของตัวละครในเรื่องมากขึ้นด้วย

Spider-Man : Far From Home ยังคงได้จอน วัตต์ส มารับหน้าที่กำกับและเขียนบทเหมือนเดิม ความตลกสนุกสนานจาก Homecoming ที่ว่าดีงามแล้ว ภาคนี้ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก ด้วยก๊วนเพื่อนสไปเดอร์แมนทั้งเนด ลีดส์ (จาคอบ บาตาลอน), แฟลช (โทนี่ เรฟโวโลรี), เบตตี้ แบรนต์ (แองกอรี่ ไรซ์) รวมถึงตัวละครอื่น ๆ ในทริปทัศนศึกษา ทั้งหมดเล่นรับ-ส่งคอเมดี้กันได้กลมกล่อมมาก ๆ เรียกว่าออกมาแต่ละฉากก็ทำเอาคนดูขำก๊ากไปตาม ๆ กัน โดยเฉพาะบทของเนดที่มาคราวนี้ปล่อยมากี่มุข ๆ ก็ดูจะถูกที่ถูกเวลาไปหมด ด้วยมุขตลกหน้าตายและซีนอินเลิฟที่ดูน่ารักน่าหยิกซะเหลือเกิน

ส่วนสำคัญในเรื่องนอกจากความสนุกแล้ว เส้นเรื่องในภาคนี้ค่อนข้างแข็งแรงและโตกว่าภาคก่อนเยอะมาก รวมถึงยังมีการหยิบคำถามที่ยังไร้คำตอบจากภาคก่อนหน้าอย่าง Endgame มาต่อยอดด้วยว่า โลกที่ไม่มีผู้นำอย่างไอรอนแมนและกัปตันอเมริกาจะเป็นอย่างไรต่อไป ความหวังของมวลมนุษยชาติจะสามารถฝากไว้ที่สไปเดอร์แมนแทนได้หรือไม่

ความกดดันและภาระอันหนักอึ้งเช่นนี้จึงกลายเป็นปมปัญหาสำคัญของปีเตอร์ที่ในแง่หนึ่งเขาเองก็เป็นเพียงนักเรียนไฮสคูลอายุ 16 ที่อยากมีชีวิตธรรมดา ๆ กับเพื่อนซี้และสาวที่ตัวเองแอบชอบไปวัน ๆ บ้าง แต่ปีเตอร์เองก็รู้ดีว่า เขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมอเวนเจอร์สไปแล้ว

ในช่วงแรก ๆ ของหนังอาจจะดูน่าหงุดหงิดสำหรับหลาย ๆ คนกับความเด็ก ความง้องแง้งของปีเตอร์ แต่นี่คือจุดที่เรียลที่สุดที่หนังพยายามดึงคนดูให้เข้าใจถึงความคิดและจุดที่ปีเตอร์กำลังต่อสู้กับตัวเองอยู่ ต้องบอกว่า น้องทอมของเราก็แสดงได้ดีเช่นเคย ซีนอารมณ์ที่มีมากกว่าภาคก่อน น้องเอาอยู่แทบทั้งหมด

สไปเดอร์แมนในภาคนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงหนังฮีโร่ บู๊แอ็กชั่นล้างผลาญเอามันเพียงอย่างเดียว แต่ยังแฝงไว้ด้วยพาร์ตของการเติบโต-ก้าวข้ามจุดเปลี่ยนที่สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตของวัยรุ่นยุคมิลเลนเนียลได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

นอกจากทอม ฮอลแลนด์ และแก๊งเพื่อนแล้ว ตัวละครที่เพิ่งโดดเข้ามาใหม่อย่างมิสเตริโอ (เจก จิลเลนฮาล) ก็เล่นได้สมกับเป็นนักแสดงเบอร์ใหญ่ของฮอลลีวูด ไม่ว่าจะเป็นฉากแอ็กชั่นและการปะทะคารมกับปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ทั้งคู่รับ-ส่งกันได้ดีตั้งแต่ต้นเรื่องยันท้ายเรื่อง ยิ่งช่วงกลางจนถึงฉากจบบอกเลยว่า ลุกไปเข้าห้องน้ำไม่ได้สักวินาทีเดียว เพราะทั้งนักแสดง ซีจี และสกอร์ในเรื่องนี้จัดเต็มมาก ๆ เป็นอีกมู้ดของสไปเดอร์แมนที่พอดูจบแล้วทำเอาแฟนมาร์เวลแทบจะรอเฟส 4 กันไม่ไหวเลยล่ะ

เป็นอีกครั้งที่มาร์เวล สตูดิโอไม่ทำให้คอหนังผิดหวัง ทั้งรักกุ๊กกิ๊กวัยใส แอ็กชั่นบ้าระห่ำ หรือซีนดราม่า ทั้งหมดอัดแน่นมาไว้ให้ครบแล้วในเรื่องเดียว เป็นอีกก้าวสำคัญของสไปเดอร์แมนที่น่าจะสร้างความผูกพันกับคนดูได้ดีไม่น้อยไปกว่าที่ไอรอนแมนและกัปตันอเมริกาได้ฝากความประทับใจไว้แล้วแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...