โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มรดก 5 ปี คสช. - ประจักษ์ ก้องกีรติ

THINK TODAY

เผยแพร่ 23 ก.ค. 2562 เวลา 10.48 น.

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. สิ้นสุดลงแล้ว แต่มรดกของคสช. จะยังคงอยู่กับสังคมไทยไปอีกนาน

เมื่อวันอังคารที่ 16 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่อยู่ในอำนาจมายาวนานกว่า 5 ปี ได้สิ้นสุดลง ถือเป็นการปิดฉากการดำรงอยู่ของคณะรัฐประหารที่อยู่ในอำนาจยาวนานที่สุดใน

ประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยรวมเวลาทั้งสิ้นที่คสช. ถือครองอำนาจรัฐคือ 5 ปี 1 เดือน 3 สัปดาห์ กับอีก 3 วัน (เมื่อเทียบกับคณะรัฐประหารของสงัด ชลออยู่ สุจินดา คราประยูร และสนธิ บุญยรัตกลิน ที่อยู่ในอำนาจคณะละประมาณ 1 ปีเศษเท่านั้น) 

การสิ้นสุดของคสช. ที่นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่กำหนดให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติสิ้นสุดลงเมื่อคณะรัฐมนตรีใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อปฏิบัติหน้าที่ 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อ่านสารอำลาผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจในโอกาสสิ้นสุดการทำหน้าที่ของตนเองในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหารในวันที่ 15 ก.ค. เป็นการอำลาท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่มีการอาลัยมากนัก 

เนื่องจากในห้วงยามนี้ คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศกำลังรู้สึกวิตกกังวลกับปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคือง ภัยแล้งอย่างสาหัส ผลผลิตการเกษตรราคาตกต่ำ เงินบาทแข็งค่า และเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ที่นักลงทุนไม่ค่อยมั่นใจนัก 

คสช. คือใคร? และฝากมรดกอะไรไว้กับสังคมไทยบ้าง? แม้คสช. ในฐานะองค์กรทางการเมือง รวมถึงมาตรา 44 ที่ให้อำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์โดยตรวจสอบไม่ได้กับผู้นำคสช. จะสิ้นสุดไปแล้ว แต่ผลสะเทือนหลายประการภาย

ใต้ 5 ปีของการปกครองของคสช. ยังคงอยู่กับสังคมไทย ทั้งสองคำถามนี้จึงเป็นสิ่งที่ควรบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ก่อนที่ความรับรู้จะเลือนหายไป 

คสช. เป็นคณะรัฐประหารที่เข้ายึดอำนาจ และล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้าคณะ และผู้นำหลักของคสช. คือ เหล่าผู้บัญชาการทหารและตำรวจ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนและแต่งตั้งเพิ่มเติมตลอดระยะเวลา 5 ปีอันเป็นผลมาจาก

การเกษียณอายุของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่น่าสนใจคือ นอกจากผู้นำกองทัพ ได้มีการแต่งตั้งพลเรือนเข้ามาเป็นสมาชิกแกนนำคสช.ด้วย 2 คน คือ นายมีชัย ฤชุพันธ์ และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สะท้อนการพึ่งพิงอาศัยเทคโนแครตด้านเศรษฐกิจและนักกฎหมายในการค้ำจุนอำนาจของคณะรัฐประหาร  

อย่างไรก็ตาม ในแง่โครงสร้างการทำงานของคสช. ต้องถือว่าเป็นโครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ที่กองทัพ โดยผู้ดำรงตำแหน่งในคสช. เข้าควบคุมคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 

เป้าหมายเพื่อต้องการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองไทยครั้งใหญ่และสืบทอดอำนาจทางการเมืองในระยะยาว ลักษณะเช่นนี้ต่างจากการรัฐประหารในปี 2549 ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือคมช.  

ในการรัฐประหารปี 2549 คมช. ปกครองประเทศเพียง 15 เดือนและจัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว โดยที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคมช. ไม่ได้สถาปนาตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการยึดอำนาจ และไม่ได้จัดตั้งพรรคการเมืองนอมินีขึ้นมาสนับสนุนตนเองในการเลือกตั้ง 

รวมถึงไม่ได้เข้ามาสนับสนุนการเลือกตั้งของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ในส่วนของคณะรัฐมนตรีของคมช. (นำโดยพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์) ก็มีการตั้งนายทหารมาดำรงตำแหน่งในรัฐบาลเพียง 2 ตำแหน่งเท่านั้นคือ กระทรวงกลาโหมและคมนาคม ในขณะที่คณะรัฐมนตรีของคสช.ของพล.อ.ประยุทธ์ มีนายพลเป็นองค์ประกอบ

หลักเกินครึ่ง นายพลเข้าไปควบคุมในกระทรวงที่นอกเหนือความรู้ความสามารถของตนโดยตรงจำนวนมาก ทั้งกระทรวงพาณิชย์ พลังงาน เกษตรและสหกรณ์ต่างประเทศ ฯลฯ (จนกระทั่งการบริหารงานในหลายกระทรวงมีปัญหา จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนในเวลาต่อมา)   

ในการรัฐประหารปี 2549 คมช. ตั้งนายทหารเข้าไปอยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพียง 26% ในขณะที่สนช. ในยุคของคสช. นั้นมีการตั้งนายทหารเข้าไปอยู่ในสภาฯ ถึง 58% ที่สำคัญทั้งพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตรได้แต่งตั้งนายทหารที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ผู้ใต้บังคับบัญชา และเครือญาติให้ดำรงตำแหน่งในสนช. ด้วย 

นอกจากนี้ เครือข่ายบุคคลที่ใกล้ชิดกับผู้นำคณะรัฐประหารในวงการต่างๆ เช่น วงการธุรกิจ นักการเมือง นักวิชาการ เอ็นจีโอ และสื่อมวลชน ก็ได้รับการตอบแทนเชิงอุปถัมภ์ด้วยการถูกแต่งตั้งเข้าไปอยู่ทั้งในสนช. และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งในปัจจุบันบุคคลเหล่านี้จำนวนมากได้กลับมามีตำแหน่งอีกครั้งในวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของคสช. 

ผู้ที่ดำรงตำแหน่งในคสช. สนช. และสปช. ทุกคนมีเงินเดือนประจำตำแหน่ง (หัวหน้าคสช. 125,590 ต่อเดือน รองหัวหน้าคสช. 119,920 ต่อเดือน และสนช. และสปช. 113,560 บาทต่อเดือน) ที่น่าสนใจคือ คนที่เป็นข้าราชการประจำอยู่ ก็สามารถรับเงินเดือนสองทางด้วย และหากไปนั่งตำแหน่งอื่นก็ยังมีเงินประจำตำแหน่งอีกเช่นกัน 

นอกจากนั้น ยังมีการตั้งทีมงานคสช. ฝ่ายต่างๆ ซึ่งมีเงินเดือนประจำเหมือนข้าราชการ อาทิ ที่ปรึกษา (ส่วนใหญ่เป็นนายทหาร บางคนก็ตั้งบุตรหลาน) สำนักเลขาธิการ กองโฆษก ฯลฯ ทำให้คสช. กลายสภาพเป็นเหมือนหน่วยราชการขนาดใหญ่ที่มีอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่อใคร และมีอำนาจเหนือกฎหมาย (ม.44 ให้อำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์แก่หัวหน้าคสช.) โดยมีบุคลากร งบประมาณ และอำนาจในการควบคุมสังคมอย่างกว้างขวาง  

นอกจากนั้น ตลอด 5 ปีในยุคคสช. ยังเป็นยุคของการขยายอำนาจ ผลประโยชน์ และเครือข่ายอุปถัมภ์ของกองทัพและคณะรัฐประหารเข้าไปอยู่ในระบบเศรษฐกิจ รัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยมีการตั้งนายทหารเข้าไปดำรงตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจจำนวนมาก รวมทั้งในวุฒิสภา และแต่งตั้งบุคคลที่คสช.ไว้วางใจ

ให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นต้น และคสช.เป็นผู้วางยุทธศาสตร์ระยะยาวกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต 

การปกครองของคสช. จึงเป็นการปกครองที่ผสมผสานระหว่างฐานอำนาจเชิงสถาบัน (กองทัพและรัฐธรรมนูญ) กับฐานอำนาจที่เป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนตัว  

นอกจากคสช. เป็นคณะรัฐประหารที่อยู่ในอำนาจยาวนานที่สุดในรอบ 40 ปีแล้ว คสช. ยังเป็นคณะรัฐประหารที่ออกประกาศและคำสั่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยอีกด้วย ล่าสุดแม้ว่าจะมีการยกเลิกประกาศและคำสั่งของคสช. และหัวหน้าคสช.อย่างน้อย 70 ฉบับ แต่ก็ยังมีคำสั่งอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ถูกยกเลิก โดยเฉพาะคำสั่งที่กระทบสิทธิเสรีภาพของสื่อและประชาชน และคำสั่งที่กระทบสิทธิในกรบวนการยุติธรรม สิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม 

เช่น คำสั่งที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารค้น จับกุม และกักตัวบุคคลได้, คำสั่งที่ให้ยกเว้นกฎหมายผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคารในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นต้น โดยบรรดาคำสั่งที่ไม่ถูกยกเลิกเหล่านี้จะได้รับการแปลงสถานะให้มีสถานะเทียบเท่ากฎหมายและมีผลบังคับใช้ต่อไป   

ที่สำคัญ อำนาจและหน้าที่หลายอย่างของคสช. จะถูกโอนย้ายให้ไปอยู่กับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ต่อไป

ฉะนั้น แม้คสช.ในฐานะองค์กรการเมืองจะสิ้นสุดลงไปแล้วในวันนี้ แต่ตัวบุคคลและโครงสร้างอำนาจของคสช. ยังคงอยู่ ผ่านบรรดาคำสั่งคสช.ที่ยังไม่ถูกยกเลิก วุฒิสภาแต่งตั้ง (ที่มีผู้บัญชาการเหล่าทัพ นายทหาร และอดีต

สนช.จำนวนมากได้รับการแต่งตั้ง) ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่นำโดยอดีตหัวหน้าและรองหัวหน้าคสช. ซึ่งทั้งหมดนี้ เราอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการจำแลงแปลงกายคสช. ให้มาอยู่ภายใต้เสื้อคลุมใหม่นั่นเอง 

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...