โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระยาอนุมานราชธน ปัญญาชนสยาม ผู้เขียนถึง “วาชศรพ” ต้นตระกูลเนติบริกร

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 ธ.ค. 2563 เวลา 05.19 น. • เผยแพร่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 05.19 น.
พระยาอนุมานราชธน

วันที่ 14 ธันวาคม เป็นวันคล้ายวันเกิดของ พระยาอนุมานราชธน” ปัญญาชน ที่มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลก โดยได้รับการยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)

พระยาอนุมานราชธน หรือยง เสฐียรโกเศศ” ปัญญาชนสยาม ผู้มีความรู้อย่างมหัศจรรย์ หลากหลายสาขา ด้วยวุฒิการศึกษามัธยมปลายจากโรงเรียนอัสสัมชัญ

ด้วยปัญญาที่แตกฉานทั้งภาษาไทย นิรุกติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี มานุษยวิทยา รัฐศาสตร์ ศาสนาและประเพณี โดยเฉพาะวิชาวัฒนธรรม เคยเป็นพระอาจารย์ถวายพระอักษรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8

อีกทั้งสกุล “เสฐียรโกเศศ” นั้นก็ได้รับพระราชทานมาจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

ด้วยตำแหน่งแห่งชีวิตเริ่มที่เสมียน ใน “โรงแรมโอเรียนเต็ล” จำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษจาก “พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าปฤษฎางค์” และมิสเตอร์นอร์แมน แมกซ์เวลล์ (Norman Maxwell)

เป็นข้าราชการในกรมศุลกากรที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ถึงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ได้รับพระราชทานยศ “พระยา” ตั้งแต่วัย 36 ปี

ภายใต้การปกครองแบบประชาธิปไตย ที่เริ่มหน่อใหม่ “พระยาอนุมานราชธน” ได้รับการแต่งตั้งเป็น 1 ใน 70 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราว ก่อนถูกปลดในปีถัดมา

ด้วยบารมีของปัญญาชนสยามนาม “หลวงวิจิตรวาทการ” ชักชวนให้ “พระยาอนุมานราชธน” ได้กลับเข้ารับราชการ กระทั่งเกษียณอายุราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร และถูกแต่งตั้งให้เป็นวุฒิสมาชิกในยุค 2490

ในทางการเมือง พระยาอนุมานราชธนทำงานในตำแหน่งใกล้ชิดกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นที่โปรดปราน แถมเป็น “Ghost writer” ในงานเขียนของ “สามัคคีชัย” และ “2475” ซึ่งเป็นนามปากกาของจอมพล ป.

พระยาอนุมานราชธนผลิตวรรณกรรม ผลงานวิชาการ สารคดีและบันเทิง งานแปลและเรียบเรียงที่เลื่องชื่อ 1 ใน 200 เรื่องคือ “กามนิต-วาสิฏฐี” แปลจากเรื่อง The Pilgrim Kamanita by John E. Logie ร่วมกับ “นาคะประทีป หิโตปเทศ”

ในวรรณกรรมกามนิต-วาสิฏฐี” อันเลื่องชื่อ มีตัวละครหนึ่งที่ “อ.เจตนา นาควัชระ” ตั้งข้อสังเกตว่า “เป็นต้นตระกูลเนติบริกร” ที่สืบทอดมาอยู่ในฉายาของนักกฎหมายในฝั่งฟากรัฐบาล

ตัวละครนั้นชื่อว่า “วาชศรพ”

“ต้นตระกูลเนติบริกรคือวาชศรพ ทุกวันนี้มีอยู่ในสภามหาวิทยาลัยทุกแห่ง ที่ตีความเข้าข้างตัวเอง ตีความตามคนขอมา เหมือนอาจารย์ขององคุลิมาล นามวาชศรพนี้เอง” อ.เจตนาเปรียบเทียบ

ตอกย้ำโดย “อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์” ที่บอกว่า “วาชศรพ” นั้นมีชื่อไทยคล้ายคนที่เป็น “รัฐมนตรี” ด้านกฏหมายคนหนึ่ง

ตอนหนึ่งของ “กามนิต-วาสิฏฐี” ที่กล่าวถึง “วาชศรพ” ในฐานะเป็นครูขององคุลิมาล

“กามนิตได้เข้าไปคลุกคลีด้วยในฐานะเหยื่อที่ถูกจับเรียกค่าไถ่ แต่วาชศรพต้องชะตากับกามนิต แนะนำความรู้ให้กามนิตจนเป็นมิตรกัน”

“วาชศรพ” มีชาติกำเนิดในฤกษ์ดาวโจรเช่นเดียวกับองคุลิมาล แต่ด้วยเป็นบุตรของพราหมณ์ มีภูมิความรู้ เมื่อได้เป็นมิตรกับองคุลิมาล และได้กลายเป็น “ครู” ของหมู่โจร

หน้าที่ของ “วาชศรพ” ตามปากคำในกามนิต คือ

“…อย่างหนึ่ง เป็นครูผู้ทำพิธีบูชายัญ พวกโจรนับถือมากไม่แพ้ที่นับถือองคุลิมาลผู้เป็นหัวหน้า เพราะถ้าไปปล้นสะดมได้มากก็ถือว่าผู้นี้เป็นผู้ทำการบูชาดี อีกอย่างหนึ่ง เป็นผู้สอนลัทธิศาสนาว่าด้วยวิชาโจร ไม่ใช่จะสอนฝ่ายในวิชาการโจรอย่างเดียว ยังสอนถึงธรรมจรรยาโจรด้วย ตามที่ได้สังเกต รู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นพวกโจรเหล่านี้มีธรรมะอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว พวกโจรเหล่านี้ก็มีศีลธรรมไม่เลวไปกว่าคนอื่น”

“การแสดงลัทธิต่อพวกโจรชุมนุมกันในที่ว่าง เป็นทุ่งกลางป่านั่งล้อมกันเป็นวงอัฒจันทร์ซ้อนกันหลายแถว ส่วนตัวครูซึ่งชื่อวาชศรพ นั่งขัดสมาธิ แสงเดือนฉายแลเห็นศีรษะโล้น ดูไม่ผิดอะไรกับครูผู้สอนพระเวทให้แก่ศิษย์ในอาศรมกลางป่า แต่ว่าศิษย์ผู้ฟังในที่นี้ล้วนมีหน้าดุร้ายคล้ายสัตว์ป่า มากกว่าเป็นศิษย์ชนิดที่อยู่ในอาศรม”

“ถึงเวลาที่เล่านี้ข้าพเจ้ายังนึกจำได้ชัดเจน ได้ยินเสียงพวกโจรดังหึ่งๆ อยู่ในป่า ดังหึ่งใหญ่แล้วก็เบาลงๆ จนเป็นเสียงคล้ายลมพัด แล้วก็มีเสียงหึ่งใหญ่อีกคล้ายเสียงเสือคำราม แต่ที่ได้ยินชัดเจนเหนือเสียงหึ่งคือเสียงวาชศรพ ซึ่งเป็นเสียงทุ้มดัง อันเป็นเสียงทายาทสืบมาจากพราหมณ์อุท์คาดา ผู้อ่านพระเวทแต่ครั้งดึกดำบรรพ์”

วาระสุดท้ายของ “วาชศรพ โจรผู้ดีมีความรู้สูง” ถูกทางการปราบปรามและตัดหัวเสียบประจาน

กามนิตรำพึงว่า

“ข้าพเจ้าเป็นผู้เห็นเขานำวาชศรพมาเสียบประจานไว้ ณ ที่ตรงนี้ ศีรษะยังเสียบอยู่บนประตูเมือง ตั้งแต่วาชศรพได้รับโทษทรมานด้วยราชทัณฑ์ ก็ได้ชำระล้างบาปหมดจดแล้ว บัดนี้ได้ขึ้นสวรรค์ ไม่มีดวงใจด่างพร้อยอะไรอีก วิญญาณของวาชศรพ ณ บัดนี้ คอยดูแลป้องกันคนเดินทางให้พ้นภัยจากโจรผู้ร้าย ยิ่งกว่านั้น มีผู้คนเขาพูดว่า เมื่อวาชศรพยังประพฤติเป็นโจรอยู่ ก็เป็นผู้ดีมีความรู้สูงและประพฤติตนเป็นคนสำเร็จ เพราะเป็นผู้รอบรู้พระเวทขึ้นเจนใจ อย่างน้อยเขาก็ว่ากันดั่งนี้”

อนึ่ง บทสนทนาอันเข้มข้นนั้นยกมาจากสองปัญญาชนชั้นนำของไทยคือ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และ อ.เจตนา นาควัชระ เกิดขึ้นในวาระเปิดตัวโครงการจัดพิมพ์ “กามนิต-วาสิฏฐี” ของเสฐียรโกเศศและนาคะประทีป ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563

ข้อเขียนนี้เป็นเพียงเสี้ยวนาทีของบทสนทนาอันล้ำค่าทางปัญญาแห่งยุคสมัย

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา กล่าวถึงวรรณกรรม “กามนิต-วาสิฏฐี” ว่า ” มีปริศนาธรรมอันล้ำลึกซ่อนอยู่มากกว่าที่เราคิด ปีนี้จึงเป็นปีที่ openbooks จะเชิญชวนท่านผู้อ่านทุกท่าน กลับมาอ่าน “กามนิต” ใหม่ผ่านการอรรถาธิบายหลากหลายมิติ เพื่อให้ท่านได้ลิ้มรสอันลุ่มลึกของวรรณกรรม ที่เราทุกคนล้วนเคยผ่านตามา แต่ไม่เคยได้สัมผัสมธุรสที่ว่านั้น

เปรียบดั่งผึ้งน้อยที่บินไปมาในเมืองใหญ่ สัมผัสฝุ่นควันมากมาย หากแต่ไม่เคยสัมผัสรสปทุมมาแห่งคงคาสวรรค์ ทิพยรสนั้นมีอยู่แล้วเบื้องหน้า หากเรามิรู้ค่า จึงมิอาจเข้าถึงรสอันเป็นทิพย์นั้น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...