โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตัว "เหรา" มาจากไหน?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 27 ม.ค. 2566 เวลา 11.21 น. • เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 09.20 น.

อยู่ๆ บรรดาสัตว์มหัศจรรย์ในจักรวาลสิงสาราสัตว์ประหลาดของไทยก็กลายมาเป็นที่นิยมในโซเชียลมีเดียสารพัดชนิด

และหนึ่งในบรรดาสัตว์มหัศจรรย์เหล่านั้น มีอยู่คู่หนึ่งที่มีถิ่นที่อยู่อยู่ที่วัดชัยภูมิการาม หรือวัดกลาง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเรียกกันว่าตัว “เหรา”

ตามนิทานท้องถิ่นของวัดกลางนั้นเชื่อกันว่า เจ้าเหรานั้นเป็นตัวกินพญานาค เพราะมันโกรธที่พญานาคอุปสมบทได้ แต่เหราทำไม่ได้

ดังนั้น มันจึงแก้แค้นด้วยการจับพญานาคกินมันทุกครั้งที่เห็นเสียเลย

แต่เอาเข้าจริงแล้ว เจ้าสัตว์มหัศจรรย์ที่เรียกว่า เหรานี้ไม่ได้มีมาจากจักรวาลของสัตว์มหัศจรรย์ในอินเดีย เหมือนกับนาค, ครุฑ, กินรี หรือสัตว์หิมพานต์ชนิดอื่นๆ หรอกนะครับ

ประวัติที่ว่านี้จึงเป็นเรื่องเล่าเฉพาะในถิ่น ดังนั้น ถ้าไปถามคนอินเดีย สัตว์ที่จะกินพญานาคก็มีแต่ครุฑเท่านั้นแหละ พ่อพราหมณ์เขาไม่มีรู้จักตัวเหรากันหรอก

ที่สำคัญก็คือ เรายังเหลือหลักฐานความเชื่อเกี่ยวกับ “เหรา” ว่าคนโบราณในกรุงศรีอยุธยาเขาคิดว่าตัวเหรานั้นคืออะไรอยู่ด้วย

ในบทมโหรีสมัยอยุธยา มีเพลงที่ชื่อ “เหรา” (อ่านว่า เห-รา และนี่ก็คือสัตว์มหัศจรรย์ ที่มีถิ่นที่อยู่ค่อนข้างคลุมเครือว่ามาจากจักรวาลอินเดีย หรือเป็นสปีชีส์ใหม่ที่พี่ไทยจับทำ GMO ขึ้นแถวๆ แม่น้ำเจ้าพระยา) ซึ่งมีเนื้อร้องลำดับแสดงถึงความเกี่ยวข้องของสัตว์ในปรัมปราคติ จากคนละอารยธรรมกันเลยเหล่านี้ว่า

“เจ้าเหราเอย รักแก้วข้าเอยเหรา บิดานั้นนาคา มารดานั้นเปนมังกร มีตีนทั้งสี่ หน้ามีทั้งครีบทั้งหงอน เปนทั้งนาคทั้งมังกร เรียกชื่อว่าเหราเอย”

จากหลักฐานที่เก่าแก่กว่า (ถึงจะเป็นคนละสถานที่ จึงอาจจะเป็นคนละชุดความเชื่อก็เถอะ) ตัวเหรานั้นจึงมีลักษณะที่ผสมปนเปกันมาจากอะไรที่คล้ายๆ กันอย่าง “นาค” จากอินเดีย และ “มังกร” จากจีน ซึ่งก็คงทำเอาคนในยุคโน้นมึนๆ กันจนจับมาผสมเป็นเจ้าเหรานี่แหละ

ในวัฒนธรรมล้านนาและล้านช้าง มีคำเรียก “พญานาค” อีกอย่างหนึ่งว่า “ลวง” ซึ่งก็พออนุโลมเรียกได้ว่าหมายถึงงูใหญ่ตัวเดียวกัน แต่จะว่าไปแล้ว การที่พวกลาวทั้งสองกลุ่มนี้มีคำเรียกชื่อเจ้างูใหญ่ที่ว่าถึง 2 ชื่อ ก็มีที่มา ที่ไป ซึ่งแตกต่างกันไปอยู่เหมือนกันนะครับ

“นาค” คืองูใหญ่ของ “อินเดีย” ที่พวกล้านนา-ล้านช้างรับเอามาพร้อมกับคติในศาสนาพุทธ และพราหมณ์-ฮินดู พร้อมกับอะไรอื่นอีกหลายๆ อย่าง แล้วก็เรียกว่า “นาค” ทับศัพท์กันง่ายๆ ตามคำในภาษาบาลี-สันสกฤต

แต่นาคจากอินเดียนั้นเป็นงูจริงๆ ถึงจะมีอะไรพิเศษจากงูธรรมดา เช่น อาจจะมีหงอน หรืออิทธิฤทธิ์ต่างๆ แต่อย่างน้อยก็ไม่มี “ขา” แน่

อีกหนึ่งอารยธรรมใหญ่ของโลกอย่าง “จีน” ก็มีงูใหญ่ ซึ่งมีชื่อเรียกในสำเนียงจีนแมนดารินว่า “หลง” (หรือ “เล้ง” ในสำเนียงของพวกจีนแต้จิ๋ว) พวกลาวไม่ว่าจะเป็นล้านช้างหรือล้านนาในสมัยก่อนใกล้ชิดกับจีน ก็เอา “หลง” มาจับใส่ไว้เป็นสัตว์ในปรัมปราคติของตัวเองด้วย แต่เรียกด้วยสำเนียงลาวว่า “ลวง”

แต่ว่า “หลง” หรืองูใหญ่ตามความเชื่อของจีนเขามี “ขา” ไม่เหมือนนาคของพวกแขก แถมอะไรที่ติดอยู่ตรงขางูใหญ่ของพวกเขานี่แหละที่เป็นอวัยวะสำคัญ เพราะใช้ลำดับยศ หรือความสำคัญจากจำนวน “เล็บ”

ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ เครื่องแต่งกายหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ประดับด้วยรูปมังกร 5 เล็บ อันเป็นลำดับชั้นสูงสุดของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าหลงตามคติจีน จะเป็นสมบัติเฉพาะของพระจักรพรรดิจีนเท่านั้น ดังนั้นใครจะนำไปใช้ซี้ซั้วไม่ได้ (แต่ถ้าจะมีใครที่กล้าซี้ซั้วก็คงจะมีต้องหัวกุดกันบ้าง ไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง)

ส่วนใครที่มีลำดับยศรองลงมาก็อาจจะใช้เสื้อผ้าลวดลายของหลง 4 เล็บ เป็นต้น

เอาเข้าจริงแล้ว ทั้ง “นาค” และ “ลวง” จึงไม่ใช่สัตว์ในปรัมปราคติชนิดเดียวกันเสียทีเดียว มาจากถิ่นที่อยู่ของคนละแหล่งอารยธรรมกันเลยอีกต่างหาก แต่ใครในยุคโน้นกันเล่าครับจะมัวมาสนใจและทำการลำดับสปีชีส์ให้วุ่นวายนัก จะมีขา ไม่มีตีน อย่างไรก็เรียกรวมๆ สลับกันได้หมดไม่ว่าจะพญานาค หรือตัวลวง

แต่คนลุ่มน้ำเจ้าพระยาและปริมณฑลที่อยู่ทางใต้ของล้านนาและล้านช้างไม่ได้คิดอย่างนั้น

พวกเขารู้จักทั้งพญานาคจากอินเดีย พอๆ กับที่รู้ว่าเจ้าตัวหลงนั้นมาจากจีน จึงไม่เหมือนกับพญานาคเสียทีเดียว

พวกเขาจึงพยายามเรียกสัตว์มหัศจรรย์ทั้งสองชนิดดังกล่าวให้แตกต่างไปจากกัน ซึ่งก็ทำได้เกือบจะดีนะครับ แต่ก็กลับมีข้อผิดพลาดอยู่นั่นเอง เพราะว่าไปอธิบายโดยใช้ความรู้จากจักรวาลในปรัมปราคติของอินเดียไปเรียกเจ้าหลง ที่มาจากจีนมันเสียอย่างนั้น

ว่าแล้วบรรดาต้นตระกูลไทยสยามของเราก็ไปเอาสัตว์ผสมของอินเดียอีกชนิดหนึ่ง ที่ก็มีเกล็ดคล้ายๆ งูเหมือนกันมาคือ “มกร” (ในสำเนียงซาวด์แทร็กของชมพูทวีปออกเสียงว่า มะ-กะ-ระ) มาใช้เรียก “หลง” หรืองูใหญ่ตามจักรวาลในปรัมปราคติของจีน (ทั้งๆ ที่เรียกทับศัพท์ว่าหลงตามอย่างจีนไปเสียก็จบ)

จนทำให้เกิดความสับสนตามมาอีกหลายเรื่องเลยทีเดียว

คําว่า “มกร” ในภาษาสันสกฤต แปลตรงตัวได้ว่า “ผู้สำรอก” ตามจักรวาลของสัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่จากอินเดีย จึงเป็นสัตว์ในปรัมปราคติที่มีลักษณะพิเศษอยู่ประการหนึ่งก็คือ จะอ้าปากจนขากรรไกรค้างอยู่เสมอ เพื่อจะคอยสำรอก “ความอุดมสมบูรณ์” ต่างๆ ออกมานั่นเอง

ตามระบบสัญลักษณ์โบราณโดยทั่วไปนั้น “ความอุดมสมบูรณ์” มักจะแสดงแทนด้วยอะไรๆ ที่เกี่ยวกับ “น้ำ”

ดังนั้น ไอ้เจ้า “มกร” ที่จริงแล้วจึงมีรูปร่างหน้าตาไม่ต่างไปจากการเอาตัวอะไรที่อยู่ในน้ำมาโขลกๆ ให้ผสมเป็นตัวเดียวกัน จะเป็นจระเข้ ปลา งู พันธุ์ไม้น้ำ หรือแม้กระทั่งช้าง ก็ไม่ผิด

ที่จริงแล้วในจักรวาลของอินเดีย ช้างเป็นสัตว์ที่ให้ “น้ำ” หรือ “ความอุดมสมบูรณ์” มาก่อนงูใหญ่เสียอีกนะครับ

ในคัมภีร์ที่เก่าที่สุดของพวกพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งก็เป็นคัมภีร์ของศาสนาบรรพบุรุษของพราหมณ์-ฮินดูด้วยคือคัมภีร์ฤคเวท อันเป็นคัมภีร์เล่มแรก และเก่าที่สุดในชุดคัมภีร์พระเวททั้ง 4 เล่ม ที่แต่งขึ้นเมื่อ 3,500 ปีที่แล้ว คำว่า “นาค” หมายถึง “ช้าง” เสมอ ส่วน “งูใหญ่” นั้น ฤคเวทจะเรียกว่า “อหิ” มาก่อน

โดยปราชญ์ทางด้านภาษาสันสกฤตโบราณอธิบายว่า คนที่แต่งคัมภีร์พวกนี้เปรียบเทียบสีของ “ช้าง” ว่า หมือนกับสีของ “เมฆ” ที่ตั้งเค้าฝน

คำว่า “นาค” เพิ่งจะหมายถึง “งูใหญ่” อย่างที่เราเข้าใจกันก็ได้ด้วยในคัมภีร์อื่นในชุดคัมภีร์พระเวท ซึ่งแต่งขึ้นทีหลัง ไม่ว่าจะเป็นยชุรเวท สามเวท หรืออาถรรพเวท ในปัจจุบันเรายังใช้คำว่านาค ในความหมายที่หมายถึงได้ทั้งที่แปลว่า งูใหญ่ และช้างนั่นเอง

ดังนั้น ถ้าคนโบราณ โดยเฉพาะในอินเดีย ท่านจะทำรูปเจ้าสัตว์ผสมที่เรียกว่า “มกร” ให้มีหัวเป็นช้างอยู่บ่อยๆ ก็ไม่แปลกหรอกนะครับ เพราะก็เป็นสัตว์ที่ให้น้ำหรือความอุดมสมบูรณ์เหมือนกัน

แต่การที่เจ้ามกรนั้นก็คือ การนำเอาตัวอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องอยู่กับน้ำ มามิกซ์แอนด์แมตช์กันอย่างนี้ ก็ทำให้ภายหลังหน้าตาของมกร มักมีปากยื่นออกมาอย่างเดียวกับจระเข้ และก็มีขาน้อยๆ โผล่ออกมา จนดูคลับคล้ายกับตัวหลงด้วย

คนลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็เลยพากันเรียก “หลง” ของจีนด้วยอารมณ์ราวกับพลัดหลงเข้าไปในจักรวาลของสัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่แบบอินเดียมันเสียอย่างนั้น แถมยังเรียกด้วยสำเนียงไทยๆ ว่า “มังกร” ไม่ใช่ “มะ-กะ-ระ” อย่างสำเนียงซาวด์แทร็ก ให้ยิ่งหลงทางหนักกันเข้าไปใหญ่

ว่ากันว่า ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล (ล่วงลับ) ผู้บุตรคนสุดท้องของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็เรียกมกร โดยใช้คำว่าเหรา สลับไขว้แทนกันอยู่หลายครั้ง

ม.จ.สุภัทรดิศ หรือที่ใครหลายคนมักจะเรียกกันว่า “ท่านสุภัทรฯ” หรือ “ท่านอาจารย์” นั้นแทบจะนับได้ว่าเป็น “บิดาแห่งวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะไทย” สำหรับใครหลายคนเลยนะครับ

และวิชาที่ว่านี่ก็ต้องศึกษาถึงรายละเอียดของลวดลายต่างๆ ซึ่งต้องจำแนกอย่างละเอียดลออว่า นี่มกร โน่นนาค ไอ้นั่นมังกร เพื่อสืบสาวถึงอิทธิพลต่างๆ ที่โผล่เข้ามาในชิ้นงานศิลปะอยู่เสมอ แต่ในขณะเดียวท่านก็มีเชื้อ มีสายตระกูล จนนับได้ว่าเป็น “เจ้า” ที่มักจะมีชุดความรู้แบบโบราณสืบเนื่องต่อมาอีกด้วย

ดังนั้น การที่ท่านสุภัทรฯ เรียกตัวเหราสลับกับมกรอยู่เนืองๆ ก็แสดงให้เห็นถึงร่องรอยเชื่อมต่อระหว่าง “มกร” กับ “หลง” ด้วยสิ่งมีชีวิตในปรัมปราคติอีกตัวหนึ่งที่ชื่อว่า “เหรา” อีกด้วย

ตัวเหรา (หรือน้องเหราของใครหลายๆ คน) ที่วัดกลาง ถึงจะมีรูปร่างหน้าตาชวนให้นึกถึงโปเกม่อน จนทำให้เด็กวัยรุ่นแถวๆ นั้นเรียกวัดกลางว่าวัดโปเกม่อนไปแล้ว แต่ที่จริงแล้วเป็นสัตว์ผสมที่เกิดขึ้นใหม่ในอุษาคเนย์ เพราะการติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอกทั้งจีน อินเดีย และรวมถึงพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของโลกนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...