โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมืองเรื่องเพศและการเมืองแบบไทยๆ ใน 'รามเกียรติ์'

The MATTER

อัพเดต 12 พ.ย. 2562 เวลา 03.32 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2562 เวลา 03.13 น. • seX-ray

ในบรรดาวรรณคดีนิทานจักรๆ วงศ์ๆ ดูเหมือนว่า 'รามเกียรติ์' จะถูกนำมารับใช้เป็นละครที่มีนัยยะทางการเมืองบ่อยๆ ก็แน่ล่ะมันเป็นผลผลิตทางการเมืองนี่นา ไม่ว่าจะปกครองด้วยระบอบใดก็ตาม

ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีการสลักเล่าเรื่องรามเกียรติ์ว่าด้วยตอนพระรามทำสงครามกับเจ้าเกาะลงกาเพื่อชิงตัวนางสีดากลับคืนอโยธยา เป็นรูปนูนต่ำที่หน้าบันพระวิหารทิศทั้งสี่และวิหารคดทั้งสี่ในวัดโพธิ์ เพื่อรำลึกถึงคราวเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก่อนปราบดาภิเษก เคยตั้งพลับพลาหน้าวัดโพธารามก่อนจะลงเรือไปปราบจลาจลที่ฝั่งธนบุรี ด้วยเหตุที่อ้างว่าพระเจ้าธนบุรีเสียสติ และคุมขังลูกเมียของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกไว้ด้วย [1] และในสมัยรัชกาลที่ 4 มักให้เล่นโขนตอนรามเดินดง 14 ปี เพื่อรำลึกถึงการออกบวชอันเนิ่นนาน ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็จัดให้แสดงโขนกลางแปลงที่ท้องสนามหลวงตอนรามเข้าเมือง ในคราวกลับจากเสด็จยุโรปครั้งแรก

รามเกียรติ์ดัดแปลงมาจากมหากาพย์สันสกฤต Ramayana ที่มีระยะเวลาการร่วมแต่งต่อเติมแก้ไข ตั้งแต่ 4-7 ศตวรรษก่อนคริสต์กาลจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 3 เพื่อบอกเล่าถึงความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์ที่อาศัยในอินเดียเหนือกับอินเดียใต้ นิยามให้เป็นมหายุทธระหว่างเทพเจ้ากับอสูร ธรรมะชนะอธรรม ก่อนจะถูกทำให้เป็นละเม็งละครที่แพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ชาติพันธุ์ของพระเอกอย่าง 'พระราม' จึงเป็นมนุษย์รูปร่างงดงามตามอุดมคติ คือลักษณะอ้อนแอ้น สวยงาม ตามลักษณะเทวดาที่อิ่มทิพย์สุขสบาย ผิดลักษณะของกษัตริย์ในความเป็นจริงที่เป็นวรรณะนักรบ ขณะที่ผู้ร้ายอย่าง 'ทศกัณฑ์' ถูกวาดภาพให้เป็นยักษ์ร้ายร่างกายมหึมา หลายมือหลายหัว  สามารถแยกดวงใจออกจากกาย ในรามายณะฉบับอินเดียหลายๆ ฉบับ ทศกัณฐ์มีชื่อว่า ราวัณ (Ravana) หรือ ราพณ์ ซึ่งน่าจะแผลงมาจากภาษาทมิฬคำว่า อิไรวัน, อิเรอิวัน ซึ่งแปลว่า พระเจ้าหรือกษัตริย์ [2] เป็นอสูรอมตะเพราะเก็บน้ำอมฤตไว้ที่ท้อง

ซ้ำร้ายครอบครัวทศกัณฐ์ในรามเกียรติ์ยังถูกเล่ามีเพศวิถีที่ไร้ระเบียบสะเปะสะปะ (ในสายตาของมนุษย์) สมสู่กับปลาจนเกิด 'นางสุพรรณมัจฉา' (ซึ่งเดี๋ยวสุพรรณมัจฉาก็ไปได้กับหนุมานอีกต่อหนึ่ง) สมสู่กับช้างเกิดกุมารยักษ์หน้าเป็นช้างสองตน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบริวารของทศกัณฐ์ นอกจากนี้ก็มีมเหสีนางมณโฑที่มีกำเนิดมาจากคางคก รวมทั้งมีญาติเป็น นางยักษ์อีกา 'นางกากนาสูร'

ขณะที่บ้านพระรามนางสีดาเป็นตัวแทนของมนุษย์

และตระกูลของทศกัณฑ์ก็เป็นอสูรสัตว์ประหลาดเป็นภัยคุกคามมนุษย์

ลิงอย่างหนุมานคือสิ่งมีชีวิตที่ใกล้เคียงมนุษย์แต่ยังไม่เจริญเท่า ทำหน้าที่เป็นบริวารแรงงานมนุษย์ผู้เจริญแล้ว ถูกเกณฑ์ให้ไปรบกับอสูร หนุมานจึงเป็นเหมือนกลุ่มชาวพื้นเมืองที่เจ้าชายเมืองอโยธยาไปพบระหว่างเดินทางไปรบกับเจ้าเมืองลงกา

เพราะลิงกับยักษ์นั้นในรามเกียรติ์เล่าว่า มีชาติกำเนิดเดียวกันคือ เกิดจากต้นไผ่ที่ผุดขึ้นมาระหว่างฤๅษีกำลังเข้าฌาน จึงนำไปถวายพระอิศวรทำคันศร แต่เมื่อลองโก่งศรดู ก็หักออกเป็น สองท่อน เลยโยนทิ้งไป ปลายธนูกลายเป็นพญาวานรชื่อ 'นิลเกสร' ส่วนโคนธนูกลายเป็นพญาอสูรชื่อ 'เวรัมภ์' แล้วยังทำนายด้วยว่าวงศ์วานว่านเครือวานรที่มีกำเนิดจากปลายคันศรจะชนะเผ่าพันธุ์อสูร [3]

ตามรามเกียรติ์ฉบับรัชกาลที่ 1 หนุมานมีแม่คือ 'นางสวาหะ' เกิดจากการที่นางถูกสาปให้ต้องไปยืนขาข้างเดียวอ้าปากอยู่บนเขาเพื่อเป็นการทรมาน ต่อมาพระพายได้นำอาวุธพระอิศวรซัดเข้าปาก นางจึงปฏิสนธินิรมลให้กำเนิดหนุมาน

เหมือนกับในสังคมบุพกาล ที่การตั้งท้องและการเป็นแม่คนนั้นเป็นสิ่งที่ผู้ชายในอดีตไม่สามารถอธิบายแบบชีววิทยาได้ว่าทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีเลือดประจำเดือนหรือทารกออกมาจากตรงนั้นของผู้หญิงได้

ความลึกลับนี้กลายเป็นคุณสมบัติของ 'ความเป็นหญิง'

ที่ผู้ชายยุคนั้นต่างหวาดกลัวเพราะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายหรือควบคุมได้

เหมือนที่นางสวาหะให้กำเนิดหนุมานเกิดจากนางสวาหะกับพระพาย (ลม) ที่มองไม่เห็น

ผู้หญิงจึงถูกเชื่อว่ามีอำนาจมหัศจรรย์อันลึกลับที่เนรมิตมนุษย์ อันเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงเผ่าพันธุ์และเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในการดำรงชีวิต ทำให้สังคมในยุคนั้น ยกย่องและบูชาผู้หญิงที่ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตได้เอง นับญาติสืบเชื้อสายทางฝ่ายแม่ เด็กไม่มีความจำเป็นต้องรู้จักพ่อ สำนึกเกี่ยวกับพ่อไม่ได้เกิดในช่วงสมัยนั้น เพราะเชื่อว่าเด็กเกิดมาเองด้วยพลังวิเศษของหญิง [4] ในบุพกาล ผู้หญิงจึงไม่จำเป็นต้องรักษาพรหมจรรย์ เพราะไม่มีความจำเป็นต้องประกันความมั่นใจให้ผู้ชายว่าเด็กที่เกิดออกมามีใครเป็นพ่อ นอกจากนี้พวกเธอยังมีเสรีภาพในการเลือกสามี

ร่องรอยสังคมเช่นนี้จึงไปปรากฏในสังคมยักษ์รามเกียรติ์ ขณะที่พระรามพระลักษณ์เดินทางตามหานางสีดา ผ่านนางยักษ์สาว 'อโยมุขี' อยากได้พระลักษณ์เป็นผัว จึงเข้ามากอดรัด เป็นเหตุให้ลักษณ์ใช้พระขรรค์ฟัน เต้านม หู จมูก นางจึงหนีไป [5] กรณีเดียวกับนางสำมนักขา น้องสาวทศกัณฐ์ นางเป็นหม้ายและเปล่าเปลี่ยวหัวใจ พบพระรามเดินดงจึงอยากได้มาเป็นผัว พยายามเกลี้ยกล่อม เมื่อดีลไม่สำเร็จจึงเข้าตบตีนางสีดา สุดท้ายก็ถูกพระลักษณ์ลงโทษด้วยการตัดแขนขาจมูกและหูทิ้ง แล้วไล่กลับลงกาไป

ขณะที่นางมณโฑ มเหสีทศกัณฐ์นั้น กลายเป็นหญิงที่มากสามีและมีวิชาคาถาอาคม ประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ได้ เดิมนางเป็นคางคกทำความดีความชอบจนฤษีเสกให้เป็นหญิงสาว แล้วนำไปถวายเป็นเมียพระอิศวร แล้วพระอิศวรก็ประทานให้ทศกัณฐ์ต่อ แต่ระหว่างที่อุ้มนางมณโฑกลับกรุงลงกา ได้ต่อสู้กับพาลีพญาลิงเจ้าเมืองขีดขินจนพ่ายแพ้ ทศกัณฐ์จึงเสียนางมณโฑให้แก่พาลีไป เมื่อนางตั้งครรภ์กับพาลี ฤๅษีอังคต อาจารย์ของพาลีจึงเกลี้ยกล่อมให้คืนนางมณโฑแก่ทศกัณฐ์ แล้วควักลูกในท้องอันเกิดกับพาลีออกมาใส่ท้องแพะแทน จากนั้นจึงค่อยนำนางมณโฑส่งกลับทศกัณฐ์ โดยไม่แยแสเสียงคัดค้านนางมณโฑ

การทำคลอดและการตั้งครรภ์อันเป็นพื้นที่

และการสร้างอำนาจเฉพาะของผู้หญิงแต่เดิม

จึงตกเป็นของนักบวชและนักปกครองชาย

กลายเป็นการต้องสละลูกของตนเองให้เป็นสมบัติอยู่ในการครอบครองของสามีอย่างเลี่ยงไม่ได้ ที่พวกผู้ชายกลุ่มนี้ไม่ได้สนใจว่าลูกของนางจะเกิดออกมาจากช่องคลอดแพะหรือของนางเอง หลังจากนั้นนางมณโฑก็ถูกส่งคืนทศกัณฐ์ แล้วก็ได้กับหนุมานอีกทีที่แปลงกายเป็นสามีนาง และเมื่อทศกัณฐ์ถูกสังหาร นางก็ตกเป็นมียพิเภก น้องชายสามีอีกทอด

สภาวะสิ้นอำนาจในอนามัยเจริญพันธุ์ของมณโฑจึงเท่ากับการสลายอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ของหญิงชนพื้นเมืองดั้งเดิม เพราะนางมณโฑคือนางคางคกหรือคันคาก ซึ่งก็เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อีกตัวเช่นเดียวกับเงือก งู นาค เพราะเสียงร้องของคันคากเป็นสัญลักษณ์ของฟ้าฝนและความอุดมสมบูรณ์ ตามวัฒนธรรมท้องถิ่นที่บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพศหญิงให้เป็น 'เจ้าแม่' ที่สัมพันธ์กับแม่ ความอุดมสมบูรณ์ความเจริญงอกงาม ซึ่งมักมีให้เห็นในชุมชนเกษตรกรรมอินเดียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และต่อมาตำนานความเฮี้ยนหรืออภินิหารของพวกเธอก็มักจะถูกปราบหรือทำให้เชื่องโดยผู้ชาย ไม่ว่าจะโดยเทวดานักบวชหรือชนชั้นปกครอง ด้วยการจับทำเป็นเมีย

ยิ่งเมื่อหนุมานสืบมรรคา เพื่อกรุยทางให้กองทัพลิงของพระรามไปรบกับทศกัณฐ์ ก็ยิ่งทำให้เห็นหญิงท้องถิ่นที่มีอำนาจพละกำลังกระจัดกระจายตามทางก่อนถึงกรุงลงกา ซึ่งโดนหนุมานฆ่าตาเกลี้ยง ทั้งนางผีเสื้อสมุทร นางอังกาศตไล (หรือ อากาศตะไล) ที่ขัดขวางทางหนุมาน

ขณะที่คำว่า 'ผีเสื้อ' ในภาษาไตและลาวโบราณหมายถึงเจ้าที่หรือผู้รักษาท้องถิ่น [6] ส่วนคำว่า 'ตะไล' นั้น ในภาษาทมิฬแปลว่า ที่สูงหรือศีรษะ [7] นางผีเสื้อสมุทรเป็นนางยักษ์เฝ้ากรุงลงกา รูปร่างใหญ่โต มีฤทธิ์มาก วันหนึ่งขณะเดินตระเวนรอบเกาะลงกา พบหนุมานบุกเข้ามาจึงต่อสู้กันไม่มีใครแพ้ชนะ นางผีเสื้อตัดปัญหาขย้ำกินหนุมานเป็นอาหาร หนุมานจึงใช้ตรีตัดตับไตไส้พุงของนางแล้วกรีดท้องออกมา แล้วตัดแขนขาโยนให้ปลาในทะเลรอบลงกากิน ส่วนนางอังกาศตไล พระเสื้อเมืองแห่งกรุงลงกา มีหน้าสีแดงสี่หน้า แปดมือ ได้ต่อสู้กับหนุมาน แต่เพลี่ยงพล้ำถูกหนุมานฆ่าตายเช่นกัน

ในรามเกียรติ์ไทย นางอังกาศตไล ถูกอธิบายให้เป็นยักษ์กะเทย มีทั้งสองเพศสภาพ ระหว่างรบเธอถูกหนุมานล่วงละเมิดทางเพศ จับนมจับก้นอย่างที่ไม่เกิดกับศัตรูเพศอื่น กลายเป็นฉากตลกในการแสดงโขน แม้ว่าเรื่องแบบนี้โดยสามัญสำนึกแล้ว มันไม่ใช่เรื่องขำขันก็ตาม

อย่างไรก็ตามการล่วงละเมิดทางเพศมักเกิดขึ้น

ในสงครามโดยทหารฝ่ายพระรามเสมอ

หรือจะเรียกว่าเป็น wartime rape ก็ได้

คราวศึกสหัสเดชะ เพื่อนยักษ์ทศกัณฐ์ เมื่อพญายักษ์ใหญ่เพลี่ยงพล้ำถูกหนุมานจับตัวได้ ทหารลิงก็จับนางสนมยักษ์มาลวนลามต่อหน้าต่อตา ให้สหัสเดชะชอกช้ำคับแค้นใจก่อนถูกหนุมานสังหารตาย คราวทศกัณฐ์ประกอบพิธีชุบตัวให้เป็นกายเพชรคงกระพัน หนุมานก็จับนางมณโฑเมียรักทศกัณฐ์มาลวนลามเกี้ยวพาราสีโชว์ให้เสียตบะระหว่างประกอบพิธี

ส่วนนางมณโฑที่อยากช่วยสามีรบกับพระราม จึงประกอบพิธีหุงน้ำทิพย์ที่ถ้าใครดื่มแล้วจะฆ่าไม่ตาย นำมาพรมปลุกชีวิตคนตายให้ฟื้นขึ้นมาใหม่ได้ แต่ในระหว่างพิธีหุงน้ำเจ็ดวันนั้น นางห้ามมีเพศสัมพันธ์ นางจึงให้สามีอดใจไว้ก่อนแล้วไปออกรบ หนุมานจึงแปลงกายเป็นทศกัณฐ์บอกว่าชนะสงครามแล้ว แล้วก็ชวนกันไปฉลองกันสองต่อสอง เป็นอันพิธีแตก

มากไปกว่านั้น รักระหว่างรบของหนุมานที่มีบ่อยครั้งเช่นกัน สมกับเป็น 'หนุมานชาญสมร' ทั้งสมรที่แปลว่า ผู้หญิง และ การรบ

เหมือนทศกัณฑ์ หนุมานเองก็กินหลากหลายตั้งแต่ ยักษ์ นางฟ้า นางเงือก ตั้งแต่บุษมาลี ซึ่งเป็นนางฟ้าต้องคำสาปให้มาอยู่ในเมืองร้างโลกมนุษย์ เมื่อชี้ทางไปกรุงลงกาให้กับหนุมาน ที่ไปสืบทางรบก็เกี้ยวพาราสีได้เป็นเมียหนุมานก่อนได้กลับขึ้นสวรรค์

นางสุพรรณมัจฉา ลูกสาวทศกัณฐ์กับนางปลา ที่เข้ามาก่อกวนขัดขวางตอนหนุมานควบคุมงานสร้างถนนข้ามมหาสมุทรไปยังกรุงลงกา แต่นางก็เสร็จหนุมาน จนนางเลิกก่อกวนการสร้างถนน แต่อย่างไรก็ตามนางก็สามารถทำให้หนุมานหยุดสร้างถนนได้ในช่วงเวลาหนึ่งด้วยการเสียเวลามาเล่นบทอัศจรรย์กับนาง

รวมทั้งนางเบญจกาย ลูกสาวของพิเภกที่เป็นน้องชายทศกัณฐ์ เมื่อพิเภกมาสวามิภักดิ์ต่อพระรามแล้ว ทศกัณฐ์จึงใช้เบญจกายแปลงกายเป็นนางสีดานอนอืดลอยน้ำหลอกให้พระรามเข้าใจว่านางสีดาตายแล้ว จะได้ถอยทัพกลับไป แต่แผนลวงนี้นอกจากจะไม่สำเร็จ ยังถูกหนุมานเกี้ยวจนตกเป็นเมียอีกนาง

ตรงกันข้ามกับหนุมานในรามายาณะของอินเดีย ที่ได้รับการเคารพบูชาเป็นเทพองค์หนึ่ง เป็นอวตารของพระอิศวร (อินเดียเรียกว่า พระศิวะ) เป็นผู้พิทักษ์ความดีงามที่มีความเก่งกาจสามารถกำลังวังชา งามสง่า และมีจิตใจซื่อตรง ภักดีต่อพระรามกับนางสีดา ถึงขั้นแหวกอกให้เห็น anatomy ว่าก็มีพระรามนางสีดาข้างในนั้น

ขณะที่หนุมานรามเกียรติ์ไทย เป็นเพียงลิงเผือกที่มีอภินิหาร ฉลาดเจ้าเล่ห์แสนกล ซ้ำยังเจ้าชู้ สามารถสมสู่กับหญิงสาวที่พบขณะปฏิบัติภารกิจได้ ไม่ใช่เทพเจ้าอย่างรามายณะอินเดีย เพราะถือว่ากษัตริย์เท่านั้นที่ประหนึ่งเทพเจ้าได้ ที่ข้าราชการบริวารรวมไปถึงพสกนิกรจำต้องภักดีประหนึ่งหนุมานที่จงรักภักดีต่อพระรามอย่างถวายหัว รู้จักที่ต่ำที่สูง เหมือนกับหลังศึกทศกัณฐ์ พระรามได้แบ่งกรุงอโยธยาปกครองร่วมกัน ทว่าหนุมานมีบุญบารมีก็ไม่ถึงพระราม พอนั่งบัลลังก์แล้วร้อน พระรามจึงไปสร้างเมืองใหม่ให้ปกครองพร้อมมอบนางในให้อีก 5,000 นาง

รามเกียรติ์จึงไม่เพียงเป็นมหากาพย์ระหว่างคนกับยักษ์ ยักษ์กับลิง ความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าหรืออาณาจักร แต่ยังรวมถึงการปะทะกันระหว่างเพศสภาพที่ต่างกันระหว่างท้องถิ่น ซี่งมันก็สนุกดีและก็น่ากลัวไปพร้อมกัน เมื่อมองว่า การศึกสงครามในนามของศีลธรรมอันดีงาม เพื่อรับใช้สมมุติเทพอย่างพระราม จะต่อสู้อย่างไรก็ได้ ไม่ถือว่าผิด

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

[1] วัชรี วัชรสินธุ์,วัดพระเชตุพน : มัชฌิมประเทศอันวิเศษในชมพูทวีป, กรุงเทพฯ : มติชน, 2548, หน้า 94-95.

[2] พระยาอนุมานราชธน,อุปกรณ์รามเกียรติ์, กรุงเทพฯ : ศยาม, 2550, หน้า 46.

[3] ทรงวิทย์ ดลประสิทธิ์ , สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ),โคตรวงศ์ทศกัณฐ์, กรุงเทพฯ : มติชน, 2541, หน้า 7 - 9.

[4] ไชยันต์  ไชยพร, “ผู้หญิงกับความรู้ในประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองตะวันตก : ว่าด้วยวาทกรรมแห่งอุปสรรคของความรักระหว่างโซเฟียกับโซเฟีย? ตอนที่สอง : ว่าด้วยวาทกรรมม์กซิสต์”,ผู้หญิงกับความรู้.กรุงเทพฯ : โครงการสตรีและเยาวชนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2546,หน้า 92.

[5] อุทัย สินธุสาร, รามายนะ รามจริตมานัส,(กรุงเทพฯ : ศยาม, 2535),หน้า 62.

[6]จิตร ภูมิศักดิ์,ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม, กรุงเทพฯ : มติชน, 2547,หน้า 39 – 40.

[7] ชำนาญ รอดเหตุภัย,รามเกียรติ์ปริทัศน์, นครปฐม, โครงการผลิตเอกสารตำราเรียน วิทยาลัยครูนครปฐม, ม.ป.ป.,หน้า 117.

Illustration by Sutanya Phattanasitubon

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...