"ทฤษฎี" ช่วงชีวิตที่หายไปของ “พระเยซู” เสด็จมาศึกษาพระพุทธศาสนาในอินเดีย?
“ทฤษฎี” ช่วงชีวิตที่หายไปของ “พระเยซู” เสด็จมาศึกษาพระพุทธศาสนาใน “อินเดีย”?
เรื่องราวของ พระเยซู ผู้เป็นทั้งศาสดาของ “ชาวคริสต์” และศาสนทูตของอัลลอฮ์ (อีซา) ตามความเชื่อของอิสลาม ยังคงถูกศึกษาสืบค้น ถกเถียงอย่างไม่จบไม่สิ้นตลอด 2,000 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เรื่องพระองค์เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงตามประวัติศาสตร์หรือไม่ และเรื่องราวของพระองค์ตามพระคัมภีร์มีความน่าเชื่อถือมากเพียงใด
และประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งเป็นที่พูดถึงมานานนับร้อยปีแล้วก็คือ ข้ออ้างที่ว่ากันว่า ประวัติของพระเยซูแห่ง ศาสนาคริสต์ ในช่วงเวลาที่มิได้ถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์ เนื่องมาจากพระองค์ได้เดินทางมายังโลกตะวันออก เพื่อทำการศึกษาศาสตร์ในตะวันออกทั้งพุทธและพราหมณ์ ก่อนกลับไปเผยแผ่ศาสนาในดินแดนปาเลสไตน์
พระเยซู กับช่วงเวลาที่หายไปจากพระคัมภีร์
แน่นอนว่าข้ออ้างดังกล่าวฟังดูพิลึกกึกกือ และไม่ได้รับการยอมรับในโลกวิชาการ แต่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เรื่องนี้เคยเป็นที่ถกเถียงใหญ่โตมาแล้ว ซึ่งถึงปัจจุบันในเมืองไทยก็ยังมีคนพูดถึงอยู่บ้างอย่างเลือนราง ไม่มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ผู้เขียนจึงอยากขอเล่าความเป็นมาของทฤษฎีที่ว่านี้
ก่อนอื่นขอเท้าความถึงที่มาของ “ช่วงเวลาที่หายไป” ของ พระเยซู จากประวัติของพระองค์ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ ซึ่ง พระวรสาร (Gospel) ของมัทธิว ได้บอกเล่าเหตุการณ์การประสูติของพระเยซูว่า อยู่ในรัชกาลของกษัตริย์เฮโรด [กษัตริย์แห่งแคว้นยูเดียซึ่งอยู่ใต้อำนาจจักรวรรดิโรมัน] (มธ.2:1) ตามมาด้วยการลี้ภัยไปยังอียิปต์ (มธ.2:14) เพื่อเลี่ยงคำสั่งสังหารทารกของกษัตริย์เฮโรด การเดินทางกลับอิสราเอล (มธ.2:21) หลังกษัตริย์เฮโรดสวรรคต การรับบัพติศมา (Baptism) (มธ.3:13) และการประกาศศาสนาของพระองค์ตามลำดับ แต่ก็มิได้ระบุปีในเหตุการณ์ต่างๆ อย่างแน่ชัด
พระวรสารของลูกา เป็นพระวรสารที่มีการระบุลำดับเหตุการณ์ประกอบพระชนมายุของพระเยซูที่ชัดเจนขึ้นว่า พระองค์ประสูติในสมัยของจักรพรรดิออกุสตุส (Augustus) (ลก.2:1) จากนั้นจึงเล่าถึงเหตุการณ์ในพระวิหาร เมื่อ พระเยซู มีพระชนมายุได้ 12 พรรษา (ลก.2:42) แล้วก็ข้ามไปยังการรับบัพติศมาซึ่งไม่ได้ระบุเวลาชัดเจน (ลก.3:21) แต่น่าจะเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกับการเริ่มประกาศศาสนา เมื่อพระองค์มีพระชนมายุประมาณ 30 พรรษา (ลก.3:23) ทำให้ช่วงเวลาที่พระองค์ก้าวเข้าสู่วัยรุ่นตั้งแต่มีพระชนมายุได้ 13 พรรษา (ซึ่งตามจารีตของชาวยิวถือเป็นวัยที่เด็กผู้ชายก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ใหญ่แล้ว) จนถึงราว 30 พรรษา ที่ไม่มีบันทึกใดๆ กล่าวถึงชีวิตของพระองค์ในช่วงนี้เลย
บุตรแห่งพระเจ้าหายไปไหนตั้งแต่วัยที่พระองค์ (ซึ่งตามจารีตถือว่า) เป็นผู้ใหญ่แล้ว? จึงเป็นคำถามที่ผู้สนใจไม่ว่าในทางศาสนาหรือประวัติศาสตร์พยายามหาคำตอบ
ปลายศตวรรษที่ 19 นิโคลัส โนโตวิตช์ (Nicolas Notovitch) นักสำรวจและนักเขียนชาวรัสเซีย จึงเสนอว่า พระเยซู ทรงเดินทางมายัง อินเดีย และ ทิเบต เพื่อศึกษาพระธรรมตามหลักศาสนาพราหมณ์และพุทธ ก่อนเดินทางกลับไปประกาศศาสนายังแผ่นดินปาเลสไตน์ในอีก 10 กว่าปีให้หลัง
บันทึกของโนโตวิตช์เล่าว่า ระหว่างการเดินทางของเขา ลามะรูปหนึ่งได้เล่าถึงความเชื่อใน “พระเจ้าจริงแท้องค์เดียว” ของชาวพุทธ (ในที่นี้คือพระพุทธเจ้า) ซึ่ง ชาวคริสต์ รับเอาหลักการนี้ไปจากพระพุทธเจ้า แต่กลับละทิ้งพระองค์แล้วสร้าง “ทะไล ลามะ” ของตัวเองขึ้นใหม่ นั่นคือ “อีซา” (คำเรียกพระเยซูในภาษาอาหรับ)
แต่สำหรับชาวพุทธแล้ว อีซาคือหนึ่งในทะไล ลามะ ที่เหนือกว่าทะไล ลามะ รูปอื่นๆ เนื่องจากอีซาเป็นอวตารภาคหนึ่งของพุทธองค์โดยตรง [ชาวพุทธทิเบตทั่วไปเชื่อในเรื่องอวตารของพระโพธิสัตว์ลงมาเป็นทะไล ลามะ ที่มีสืบเนื่องมาไม่ขาดสาย] ได้ยินดังนี้ โนโตวิตช์จึงสนใจที่จะสืบค้นต้นตอของบันทึกเรื่องราวดังกล่าว
ลามะรูปนี้บอกว่า เอกสารที่บันทึกเรื่องราวของพระเยซูถูกเก็บรักษาไว้ที่กรุงลาซาของทิเบต รวมไปถึงอารามใหญ่ๆ ส่วนอารามเล็กๆ ของตนไม่มีแม้กระทั่งสำเนาเอกสารดังกล่าว เนื่องจากเอกสารชิ้นนี้เป็นเอกสารสำคัญซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ และมิได้ถูกนำออกมาเผยแพร่แก่สาธารณะ โนโตวิตช์จึงตั้งใจที่จะเดินทางไปทั่วทิเบตเพื่อรวบรวมข้อมูลของพระเยซู ตามคำกล่าวอ้างของลามะรูปนี้
พระเยซูศึกษาพุทธศาสนาที่อินเดีย?
ด้วยความบังเอิญ เมื่อโนโตวิตช์เดินทางมายังวิหารแห่งฮีมิส (Himis) เมืองลาดักห์ (Ladakh) ที่ อินเดีย เขาอ้างว่าตนมีโอกาสได้เห็นพระสูตรดังกล่าวระหว่างการรักษาตัวในวิหารแห่งนี้หลังประสบอุบัติเหตุจากการเดินทาง ด้วยความอนุเคราะห์จากเจ้าอาวาส ซึ่งกล่าวกับเขาว่าตัวเอกสารชิ้นนี้ ดั้งเดิมถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาบาลีและถูกเก็บไว้ที่กรุงลาซา ส่วนฉบับที่เก็บไว้ที่วิหารแห่งฮีมิสเป็นฉบับแปลเป็นภาษาทิเบต ซึ่งโนโตวิตช์ต้องอาศัยล่ามส่วนตัวช่วยแปลเรื่องราวตามพระสูตรให้เขาเข้าใจ
พระสูตรที่โนโตวิตช์อ้างระบุว่า เมื่อ พระเยซู พระชนมายุได้ 13 พรรษา อันเป็นวัยที่จะต้องหาคู่สมรส พระองค์ทรงแอบหนีออกจากบ้านเดินทางไปยังลุ่มแม่น้ำสินธุ เพื่อศึกษาพระวจนะของพระเจ้าและกฎเกณฑ์แห่งพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงศึกษาภาษาสันสกฤตประกอบกับคัมภีร์พระเวท และใช้ชีวิตในเมืองพาราณสี รวมถึงเมืองศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เป็นเวลาราว 6 ปี พร้อมไปกับการสั่งสอนพระธรรมให้กับชาวบ้าน จนเป็นที่รักของคนในวรรณะแพศย์และศูทร
เนื้อหาท่อนหนึ่งในพระสูตรที่โนโตวิตช์อ้างถึง ได้บรรยายถึงความเชื่อที่สอดคล้องกันของพุทธศาสนาและคริสต์ศาสนาที่ไม่เชื่อในระบบวรรณะแบบพราหมณ์ว่า
“พระองค์ [พระเยซู] ทรงปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวต่อความยโสของมนุษย์ที่ใช้อำนาจเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ [ระบบวรรณะ] และสิทธิทางศาสนาของผู้อื่น [จากพระสูตรเดียวกัน พราหมณ์และกษัตริย์กล่าวกับพระเยซูว่า ผู้ที่เกิดในวรรณะต่ำไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะอ่านคัมภีร์พระเวท]” แต่พระเยซูทรงแย้งว่า “ในความเป็นจริง…พระเจ้ามิได้ทรงเลือกปฏิบัติต่อบุตรของพระองค์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นที่รักของพระองค์ทั้งสิ้น”
พระสูตรของโนโตวิตช์อ้างว่า คำสอนของพระองค์ทำให้กลุ่มวรรณะพราหมณ์และกษัตริย์ไม่พอใจคิดร้ายต่อพระองค์ แต่ชาวบ้านในวรรณะต่ำได้มาเตือนพระองค์ก่อน พระองค์จึงเสด็จหนีไปยังดินแดนของชุมชนชาวพุทธในลุ่มน้ำคงคา อันเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า โดยพระเยซูทรงใช้เวลาอีก 6 ปี ในการศึกษาพระคัมภีร์บาลีในพุทธศาสนา ก่อนนำไปเผยแผ่ต่อในโลกตะวันตก
เรื่องเล่าของโนโตวิตช์ถือว่า ช่วยเติมเต็มช่องว่างของช่วงเวลาที่ไม่มีการบันทึกในพระวรสารทั้งสี่ของพันธสัญญาใหม่ได้เป็นอย่างดี และเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือเขาอ้างว่า หลังการเดินทางกลับจากโลกตะวันออกพร้อมความตั้งใจที่จะตีพิมพ์เรื่องราวที่ตนได้พบเจอ เขาเดินทางไปยังกรุงโรมนำบันทึกของเขาไปให้พระคาร์ดินัลรายหนึ่ง ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระสันตะปาปาเป็นอย่างยิ่งเป็นผู้พิจารณา
แต่พระคาร์ดินัลคนดังกล่าวตอบโนโตวิตช์กลับมาว่า “มันจะมีอะไรดีหากตีพิมพ์มันออกมา? คงไม่มีใครยอมเชื่อและเห็นความสำคัญอะไรของมัน ลูกมีแต่จะสร้างศัตรูจำนวนมาก ลูกยังหนุ่มอยู่เลย หากปัญหาของลูกคือเรื่องเงิน พ่อสามารถหารางวัลมาแลกกับบันทึกของลูกเป็นจำนวนมากพอที่จะชดเชยค่าใช้จ่ายและเวลาที่ลูกสูญเสียไปได้”
ข้ออ้างของโนโตวิตช์ช่วยกระตุ้นความสนใจว่า เหตุใดพระระดับสูงของคริสตจักรจึงพยายามปกปิดสิ่งที่เขาพบเจอ ซึ่งสุดท้ายบันทึกของโนโตวิตช์ก็ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในฝรั่งเศสเมื่อปี 1894 (พ.ศ. 2437) มีการจัดจำหน่ายและแปลเป็นภาษาต่างๆ อย่างแพร่หลาย ความนิยมในหนังสือของโนโตวิตช์ ทำให้มีการตีพิมพ์ฉบับภาษาฝรั่งเศสใหม่ถึง 8 ครั้งในรอบ 1 ปี
ปีเดียวกันนั้นเอง แม็กซ์ มุลเลอร์ (Max Muller) ศาสตราจารย์ชาวเยอรมันผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ได้ออกมาตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของบันทึกของโนโตวิตช์ โดยยืนยันว่า ไม่เคยมีการพบบันทึกชีวิตของพระเยซูในงานประพันธ์ใดๆ ในคลังข้อมูลที่มีการรวบรวมเอกสารภาษาทิเบตอย่างกว้างขวางที่สุด ทั้งๆ ที่โนโตวิตช์อ้างว่า บันทึกดังกล่าวเป็นที่รู้จักดีในทิเบต แม้จะจำกัดการเข้าถึงจากบุคคลทั่วไป
ในงานเขียนชิ้นเดียวกัน มุลเลอร์ยังอ้างว่า ตนได้รับจดหมายจากสตรีชาวอังกฤษรายหนึ่งระบุว่า เธอได้เดินทางไปยังวิหารแห่งฮีมิส และพระทิเบตประจำวิหารแห่งฮีมิสต่างปฏิเสธว่าไม่เคยช่วยรักษาพยาบาลโนโตวิตช์ หรือชาวรัสเซียที่มีอาการขาหักมาก่อนในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา
“ถ้าคิดซะว่า โนโตวิตช์ เป็นสุภาพบุรุษไม่ใช่คนโกหก เราก็อดคิดไม่ได้ว่า พระในลาดักห์และทิเบตคงเป็นพวกขี้เล่นที่ชอบแกล้งนักเดินทางผู้อยากรู้อยากเห็นให้งงงวยเล่น และโนโตวิตช์ก็ตกเป็นเหยื่อมุขของพระเหล่านี้อย่างง่ายดาย” มุลเลอร์กล่าว
เจ. อาร์ชิบัลด์ ดักลาส (J. Archibald Douglas) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์อีกราย ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ด้วยการเดินทางไปยังวิหารแห่งฮีมิสด้วยตนเอง เพื่อสอบถามเรื่องราวจากเจ้าอาวาส ซึ่งโนโตวิตช์อ้างว่า เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือตนหลังประสบอุบัติเหตุ
เจ้าอาวาสรายนี้กล่าวกับดักลาสว่า ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ที่เขาได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาส [ครอบคลุมระยะเวลาที่โนโตวิตช์อ้างว่าได้เดินทางมายังอินเดียนับแต่ปี 1887] เขาไม่เคยเจอชาวต่างชาติได้รับบาดเจ็บมาขอพักรักษาตัวมาก่อน และตลอด 42 ปีที่เขาบวชมา เขาคุ้นเคยกับพระคัมภีร์และพระสูตรในศาสนาพุทธเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่เคยเห็นเอกสารพุทธชิ้นใดอ้างถึงพระเยซู หรืออีซา
เจ้าอาวาสรูปนี้กล่าวต่อไปว่า ตนไม่รู้จักคัมภีร์พุทธในภาษาบาลีเลย และเอกสารทั้งหมดในวิหารของตนก็ล้วนแปลมาจากภาษาสันสกฤต หรือภาษาฮินดีเป็นภาษาทิเบตเท่านั้น
ด้าน บาร์ต ดี. เออร์มัน (Bart D. Ehrman) ผู้เชี่ยวชาญด้านคัมภีร์ไบเบิลในยุคปัจจุบัน กล่าวถึงเรื่องราวของโนโตวิตช์ว่า “ถึงวันนี้ไม่มีนักวิชาการที่ได้รับการยอมรับคนไหนบนโลกที่ยังข้องใจอีกว่า เรื่องราวทั้งหมดถูกแต่งขึ้นโดยโนโตวิตช์ และเขาก็ได้เงินไปหลายอัฐ แลกกับชื่อเสียงที่ฉาวโฉ่จากการสร้างเรื่องหลอกลวงขึ้นมา”
อ่านเพิ่มเติม :
- เซอร์จอร์น แมนเดอวิล กับการค้นพบ “สวนอีเดน” สรวงสวรรค์แห่งตะวันออก
- พระเมสสิยาห์ (Messiah) หรือ “พระผู้ช่วยให้รอด” ไม่ได้มีเพียงพระเยซู ?
- เริ่มการบูรณะสุสาน (ที่เชื่อกันว่าเป็นของ) พระเยซูเป็นครั้งแรกในรอบสองร้อยปี
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
Douglas J. Archibald. The Chief Lama of Himis on the Alleged ‘Unknow Life of Christ’
Ehrman, Bart D. Forged. (Harper Colins).
Müller, F. Max. The Alleged Sojourn of Christ in India.
Notovitch, Nicolas. The Unknown Life of Jesus Christ. (Start Publishing LLC).
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 4 สิงหาคม 2561
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ทฤษฎี” ช่วงชีวิตที่หายไปของ “พระเยซู” เสด็จมาศึกษาพระพุทธศาสนาในอินเดีย?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com