โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

"สาธิต PIM" ปั้น ม.ปลาย สอนเด็กตามความถนัดรายบุคคล

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 ต.ค. 2562 เวลา 02.24 น. • เผยแพร่ 26 ต.ค. 2562 เวลา 02.24 น.

จากความสำเร็จของโรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (สาธิต PIM) ในการเปิดการเรียนการสอนระดับมัธยมต้นเมื่อปี 2559 ตามแนวทางสร้างทักษะเสริมศักยภาพนักเรียนตามความถนัดรายบุคคล บูรณาการทักษะการบริหารจัดการ ทักษะกระบวนการคิด และทักษะการใช้ภาษาไทย อังกฤษ จีน พร้อมนำสื่อเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ประกอบจนมาถึงปีนี้สาธิต PIM พร้อมเดินหน้ารับนักเรียนมัธยมปลาย เพื่อขยายความรู้เด็กสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

“ดร.สุภาวดี วงษ์สกุล” ที่ปรึกษาโรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และผู้อำนวยการหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิตพีไอเอ็ม กล่าวว่า ความจริงแล้วหลักการของโรงเรียนสาธิตในประเทศไทยคือโรงเรียนที่คิดค้นวิธีการเรียนการสอนใหม่ ๆ เพื่อช่วยแก้ปัญหาด้านการศึกษาของประเทศชาติ โดยนักวิชาการสายครุศาสตร์ต้องทำวิจัยแนวทางการเรียนการสอนใหม่ ๆ เพื่อทำการทดลองใช้กับโรงเรียนสาธิต

“เพียงแต่ 10 ปีที่ผ่านมาแนวทางของโรงเรียนสาธิตอาจเปลี่ยนไป เพราะโรงเรียนส่วนใหญ่ต้องการเน้นเนื้อหาและการท่องจำ เพื่อต้องการชูผลงานที่ได้จากคะแนนสอบ O-NET ของเด็ก ๆ เพื่อเทียบกับโรงเรียนอื่น ๆ ซึ่งผิดหลักการของโรงเรียนสาธิต แต่สาธิต PIM ให้โอกาสนักเรียนเรียนในสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง ควบคู่ไปกับการปลูกฝังทักษะชีวิตที่จำเป็นคือการจัดการ การสื่อสาร และคุณธรรม แต่ไม่ด้อยด้านเนื้อหาวิชาการ ขณะเดียวกัน เราไม่เน้นการท่องจำ เพราะการท่องจำเป็นตัวการที่ทำให้ระดับผลคะแนน PISA ของประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง”

“เราจึงใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่ได้มาตรฐานกระทรวงศึกษาธิการ แต่มีจุดเด่นที่แตกต่างคือในรายวิชาพื้นฐาน 3 วิชาหลัก คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ จะเรียนเป็นภาษาอังกฤษกับครูเจ้าของภาษา และเรียนวิชาภาษาจีนที่ถือเป็นภาษาที่ 3 เพราะวิชาเหล่านี้เป็นวิชาสำคัญที่ช่วยให้นักเรียนต่อยอดไปได้หลายสาขา ในส่วนของการเรียนรู้ 3 ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ที่ประเทศไทยและหลายประเทศมุ่งเน้น ได้แก่ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะชีวิตและการทำงาน และทักษะด้านสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี เราจัดให้เรียนแต่ละทักษะเป็นเวลา 1 เทอม เพราะเราไม่ได้เน้นท่องจำว่าแต่ละทักษะมีอะไรบ้าง แต่ให้นักเรียนได้นำแต่ละทักษะมาใช้จริงในแต่ละวัน”

“ดร.สุภาวดี” อธิบายต่อว่า สำหรับการเรียนการสอนในระดับ ม.ปลาย ยังคงมีแนวทางเรียน 3 วิชาหลักกับเจ้าของภาษาคล้ายกับของ ม.ต้น แต่มีวิชาเสริมเติมเต็มศักยภาพ Preuniversity เกี่ยวกับ IELTS, SAT, GAT และ PAT เพื่อเตรียมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัด โดยผู้ชำนาญเฉพาะทางตามสายอาชีพ

“เราเปิดสอน ม.ปลายในปี 2563 แบ่งแผนการเรียนหลัก และรายวิชาเพิ่มเติม 3 แผนการเรียน เน้นเสริมศักยภาพผู้เรียนตามความถนัดคือแผนการเรียน Math-Science, แผนการเรียน Math-English และแผนการเรียนLanguage Arts ตอนนี้อยู่ในกระบวนการสรุปแนวทางการเรียนต่อของเด็ก ๆม.3 โดยเรามีการพูดคุยและแนะแนวการศึกษาต่อทีละครอบครัวเพื่อดูความถนัดของเด็ก และดูว่าแผนการเรียนไหนที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน ถึงตอนนี้มีเด็กชั้น ม.3 ของเราจะเรียนต่อม.4 ที่สาธิต PIM ในปีหน้าราว 60%มีเด็กจากภายนอก 30% และเด็กบางส่วนเลือกไปศึกษาต่อต่างประเทศ”ขณะที่ “อาจารย์จิรัฏฐ์ แจ่มสว่าง” ที่ปรึกษาโรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย ปี 2560 กล่าวเสริมว่า เราใช้เทคโนโลยีผสมกับ active learning ซึ่ง 2 อย่างนี้ต้องไปด้วยกัน และในขณะเดียวกัน เราดึงแนวทาง work-based learning ของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ซึ่งเป็น corporate university มาประยุกต์ใช้ด้วย

“ในการเรียนการสอนทุกชั่วโมงนักเรียนจะต้องมีแนวคิดในการสร้างโครงงานใหม่ ๆ และกระบวนในการทำโครงงานจะเชื่อมโยงกับ 8 กลุ่มสาระวิชา แต่หลาย ๆ โรงเรียนมักสอน 8 กลุ่มสาระวิชาให้เด็กแยกกัน ทำให้เด็กไม่สามารถเชื่อมโยง และนำมาใช้ในชีวิตจริงได้ เราจึงให้เด็กของสาธิต PIM ทุกคนเอาตนเองเป็นตัวตั้ง ดูว่าอยากเป็นอะไรในอนาคต และเอา 8 กลุ่มสาระมาเชื่อมโยงกับตัวเอง จากนั้นจึงต่อยอดไปเป็นโครงงานสำหรับจบ ม.3 และ ม.6”

“โดยเด็ก ม.3 เราจะให้เด็กนำศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นตัวตั้งและบูรณาการเข้ากับ 8 กลุ่มสาระ เพื่อทำเป็นโครงงานในการประมวลผลความรู้ทั้งหมด ส่วนการทำโครงงานในระดับ ม.6 เรามุ่งเน้นให้เด็กคิดว่าตัวเองเป็นผู้ประกอบการ และโครงงานที่ทำออกมาต้องตอบโจทย์ลูกค้า โดยโรงเรียนจะมีทีมครูที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาแนะนำเติมเต็ม จากนั้นเด็กของเราต้องได้เรียนรู้การทำ proposal และ pitching เมื่อจบ ม.6 แล้วเขาจะมีพื้นฐานที่สามารถทำสตาร์ตอัพได้”

“ที่สำคัญ แต่ละปีเราจะให้เด็กออกไปดูงาน 4 แห่ง และทัศนศึกษา 1 แห่ง และเมื่อจบปีการศึกษาแต่ละปี เด็กจะได้สังเคราะห์การเรียนรู้ที่ได้จากการดูงานเพื่อค้นพบตัวเองว่าในทุกงานที่ไปดูมาตัวเองสนใจและถนัดทางด้านไหน”

“อาจารย์จิรัฏฐ์” กล่าวถึงครูผู้สอนของสาธิต PIM ว่า เราเน้นครูรุ่นใหม่ แต่ต้องเป็นครูที่มีคุณภาพ ซึ่งเราเชื่อว่าเด็กจะเก่งต้องมีครูที่เก่งวิชานั้น ๆ ตอนนี้เรามีครูทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมกันกว่า 40 คน เรามีการอบรมเตรียมครูก่อนสอนหลายเดือน และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเน้นให้ครูทุกคนออกแบบการสอนโดยใช้ iTunes ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับผู้สอนที่ต้องการสร้างหลักสูตร และจัดการบทเรียน และงานมอบหมายบนเว็บ เพราะทำให้การสอนคงเส้นคงวา และผู้ปกครองยังสามารถเช็กได้ว่าบุตรหลานเรียนอะไร หรือชอบอะไร

อันเป็นการเรียนที่แตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปที่น่าสนใจทีเดียว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...