โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"เสี้ยวจวงเหวิน" จักรพรรดินี-พระพันปีราชวงศ์ชิง เบื้องหลังบัลลังก์มังกร 4 รัชสมัย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 19 ก.ย 2565 เวลา 03.43 น. • เผยแพร่ 18 ก.ย 2565 เวลา 04.36 น.

“ฝูหลินขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์โดยมีรุ่ยชินหวังตัวเอ๋อร์กุ่นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระสนมเอกจวงเฟยได้รับการสถาปนาเป็นพระพันปีหลวง ลือกันว่าพระนางอภิเษกสมรสกับตัวเอ๋อร์กุ่น แต่ก็ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องจริง” (Du Jiaxiang, 2010 : 207)

“ในบางกรณี บันทึกส่วนบุคคลก็มีความสมบูรณ์และเชื่อถือได้มากกว่าบันทึกของทางราชการ และเป็นแหล่งข้อมูลที่ปฐมภูมิมากกว่า เนื่องจากไม่ต้องเผชิญกับการชำระหรือตัดออกเหมือนกับบันทึกของทางราชการ” (Kahn, 1971 : 47)

สุสานตะวันออกของราชวงศ์ชิง(清东陵)ตั้งอยู่ที่อำเภอจุนฮว่า มณฑลเหอเป่ย ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว125 กิโลเมตร สุสานดังกล่าวมีพื้นที่80 ตารางกิโลเมตร เป็นที่ฝังพระศพของจักรพรรดิราชวงศ์ชิงรวม5 พระองค์ ได้แก่ จักรพรรดิซุ่นจื้อ (顺治ครองราชย์ ค.ศ. 1643-61) จักรพรรดิคังซี(康熙ครองราชย์ ค.ศ. 1661-1722) จักรพรรดิเฉียนหลง(乾隆ครองราชย์ ค.ศ. 1735-95) จักรพรรดิเสียนเฟิง(咸丰ครองราชย์ ค.ศ. 1850-61) และจักรพรรดิถงจื้อ(同治ครองราชย์ ค.ศ. 1861-75) และยังเป็นที่ฝังพระศพของบรรดาจักรพรรดินี พระสนม และพระบรมวงศานุวงศ์อีกราว150 พระองค์

อย่างไรก็ตาม ด้านนอกกำแพงของสุสานดังกล่าวกลับมีอีกสุสานหนึ่งตั้งอยู่แยกออกมาต่างหาก สุสานดังกล่าวชื่อว่าสุสานจาวซี (昭西陵) เป็นที่ฝังพระศพของจักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวิน(孝庄文皇后 ค.ศ. 1613-88) พระราชชนนีของจักรพรรดิซุ่นจื้อและพระอัยยิกาของจักรพรรดิคังซี

ภูมิหลังของจักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวิน: จากเชื้อพระวงศ์มองโกลสู่พระพันปีหลวงแห่งราชสำนักแมนจูที่ปกครองแผ่นดินจีน

จักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินประสูติเมื่อวันที่28 มีนาคม ค.ศ. 1613 พระนามเดิมว่า บุมบูไท่(布木布泰Bumbutai) ทรงเป็นธิดาของไจ้ซาง(寨桑) เจ้าชายมองโกลตระกูลเบอร์จิจิต(博尔济吉特氏 Berjijit clan) แห่งเผ่าเคอร์ชิน(科尔沁部 Khorchin Mongols) ในเวลานั้นประเทศจีนภายใต้การปกครองของราชวงศ์หมิง(明朝) ที่สถาปนาโดยชาวจีนฮั่นมาตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่14 กำลังเสื่อมอำนาจลง ส่วนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือที่เรียกกันในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ว่าแมนจูเรีย(Manchuria) เกิดการรวมตัวของชาวหนี่ว์เจิน(女真 Jurchens) ภายใต้การนำของหนูเอ่อร์ฮาชื่อ(努尔哈赤 ค.ศ. 1559-1626) ผู้ซึ่งใน ค.ศ. 1616 ได้สถาปนาตนเองเป็นข่านแห่งราชวงศ์โฮ่วจิน(后金) และสถาปนาเมืองเสิ่นหยาง(沈阳) เป็นเมืองหลวงในเวลาต่อมา

เผ่าเคอร์ชินซึ่งอาศัยอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำเหลียว(辽河) ถือเป็นชาวมองโกลกลุ่มแรก ๆ ที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับหนูเอ่อร์ฮาชื่อ ซึ่งการเป็นพันธมิตรดังกล่าวนอกจากจะหมายถึงการช่วยเหลือทางการทหารซึ่งกันและกันแล้ว ยังรวมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์ฉันเครือญาติผ่านการแต่งงานอีกด้วย(Li, 2002 : 30) เรื่องดังกล่าวจึงส่งผลต่อชะตาชีวิตของเชื้อพระวงศ์ที่เป็นสตรีของเผ่าเคอร์ชินอย่างบุมบูไท่เป็นอย่างมาก โดยใน ค.ศ. 1614 เผ่าเคอร์ชินได้ส่งเจ๋อเจ๋อ(哲哲 ค.ศ. 1599-1649) อาหญิงของบุมบูไท่ไปอภิเษกสมรสเป็นอัครชายาของหวงไท่จี๋(皇太极 ค.ศ. 1592-1643) พระโอรสองค์ที่8 ของหนูเอ่อร์ฮาชื่อ

และเมื่อถึง ค.ศ. 1625 ก็มีการส่งบุมบูไท่ในวัย12 ปี ไปเป็นชายาอีกองค์หนึ่งของหวงไท่จี๋เช่นกัน และหลังจากที่หวงไท่จี๋ขึ้นครองตำแหน่งข่านต่อจากพระราชบิดาใน ค.ศ. 1626 การสร้างพันธมิตรผ่านการแต่งงานก็ยังคงมีอยู่ต่อไป โดยใน ค.ศ. 1634 หวงไท่จี๋ได้รับไห่หลานจู(海兰珠ค.ศ. 1609-41) พี่สาวของบุมบูไท่มาเป็นชายาอีกองค์หนึ่ง

ชีวิตของบุมบูไท่ในราชสำนักโฮ่วจิน ณ นครเสิ่นหยางดำเนินไปเหมือนนางในทั่วไป นั่นคือการทำหน้าที่ถวายปรนนิบัติแด่หวงไท่จี๋ผู้เป็นข่าน บุมบูไท่ให้กำเนิดพระธิดารวม3 พระองค์ ได้แก่เจ้าหญิงกู้หลุนยงมู่(固伦雍穆长公主) เจ้าหญิงกู้หลุนซูฮุ่ย(固伦淑慧长公主) และเจ้าหญิงกู้หลุนตวนเสี้ยน(固伦端献长公主) เมื่อ ค.ศ. 1629, 1632 และ1633 ตามลำดับ แต่เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลังของทศวรรษ1630 ก็มีเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลต่อสถานะของบุมบูไท่

เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1635 เมื่อหวงไท่จี๋สามารถทำสงครามปราบปรามกลุ่มอำนาจใหญ่ของชาวมองโกลเผ่าชาฮาร์(察哈尔部 Chahar Mongol) ที่นำโดยลิกดานข่าน(林丹汗Ligdan Khan ค.ศ. 1592-1634) ได้สำเร็จและครอบครองตราแผ่นดินโบราณสมัยราชวงศ์ฮั่นต่อจากข่านองค์ดังกล่าว ซึ่งเปรียบเสมือนนิมิตหมายว่าหวงไท่จี๋ได้รับอาณัติจากสวรรค์ให้มาปกครองโลกมนุษย์(Yan Chongnian, 2005 : 27-28)

ดังนั้น ในปีถัดมาหวงไท่จี๋จึงเปลี่ยนชื่อชนชาติจากหนี่ว์เจินเป็น“หม่านโจว (满洲) หรือแมนจู และเปลี่ยนชื่อราชวงศ์จากโฮ่วจินเป็น“ชิง (清) รวมทั้งสถาปนาตนเองเป็น“หวงตี้ (皇帝) หรือจักรพรรดิตามแบบจีน เรื่องดังกล่าวส่งผลต่อบรรดาชายาของหวงไท่จี๋ กล่าวคือ เจ๋อเจ๋อผู้เป็นอัครชายาของหวงไท่จี๋ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นจักรพรรดินี(皇后) ส่วนบุมบูไท่และไห่หลานจูก็ได้รับการสถาปนาให้เป็นพระสนมเอกจวงเฟย(庄妃) และพระสนมเอกเฉินเฟย(宸妃) ตามลำดับ ส่วนเหตุการณ์ที่2 เกิดขึ้นใน ค.ศ. 1638 เมื่อพระสนมจวงเฟยให้กำเนิดโอรสนามว่า ฝูหลิน(福临) ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์ที่9 ของหวงไท่จี๋ และจะเป็นผู้สืบราชสมบัติในเวลาต่อมา

เหตุการณ์หนึ่งในรัชสมัยของหวงไท่จี๋ที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันว่าเป็นผลงานของพระสนมเอกจวงเฟยหรือไม่นั้นก็คือ การยอมสวามิภักดิ์ของหงเฉิงโฉว(洪承畴ค.ศ. 1593-1665) แม่ทัพคนสำคัญของราชวงศ์หมิงใน ค.ศ. 1642 กล่าวคือ หลังปราบลิกดานข่านได้สำเร็จ หวงไท่จี๋ทรงหันมาทุ่มเทกำลังทำสงครามทางทิศใต้กับราชวงศ์หมิงของจีนอย่างเต็มที่ โดยมีการยกทัพครั้งใหญ่รวม3 ระลอกใน ค.ศ. 1636, 1638-39 และ1642 ซึ่งในครั้งหลังสุดกองทัพแมนจูสามารถจับกุมตัวหงเฉิงโฉวเอาไว้ได้

มีเรื่องเล่ากันว่าในตอนแรกหวงไท่จี๋ทรงมอบหมายให้ฟ่านเหวินเฉิง(范文程ค.ศ. 1597-1666) ขุนนางชาวฮั่นที่สวามิภักดิ์ต่อแมนจูมาตั้งแต่สมัยหนูเอ่อร์ฮาชื่อเป็นผู้เกลี้ยกล่อมหงเฉิงโฉวให้สวามิภักดิ์ แต่ไม่สำเร็จ ในที่สุดหวงไท่จี๋จึงต้องใช้“อุบายนางงาม (美人计) ด้วยการส่งพระสนมเอกจวงเฟยไปเกลี้ยกล่อมจนเขายอมสวามิภักดิ์(Han Yongfu, 2004 : 4-5)

เรื่องดังกล่าวไม่ปรากฏในบันทึกประวัติศาสตร์ของทางราชการ แต่ก็เป็นเรื่องที่แพร่หลายอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในต้นคริสต์ศตวรรษที่20 ที่การปฏิวัติซินไฮ่(辛亥革命) และการล่มสลายของราชวงศ์ชิงนำไปสู่เสรีภาพด้านวรรณกรรม นักเขียนชาวฮั่นในยุคนั้นจึงมักนำเสนอภาพลักษณ์ของราชสำนักแมนจูในแง่ของการใช้ความรุนแรงและความหมกมุ่นเรื่องเพศ(Dong, 2007 : 287) ทั้งหมดนี้ทำให้ยังไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าเรื่องเล่าดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่

จุดพลิกผันในชีวิตของพระสนมเอกจวงเฟยเกิดขึ้นเมื่อจักรพรรดิหวงไท่จี๋สิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันในวันที่21 กันยายน ค.ศ. 1643 โดยมิได้ทรงแต่งตั้งรัชทายาทเอาไว้ นำไปสู่การแย่งชิงอำนาจกันในบรรดาเชื้อพระวงศ์ที่ควบคุมกองทัพแปดธง(八旗Eight Banners)[1] โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างตัวเอ๋อร์กุ่น(多尔衮 ค.ศ. 1612-50) พระอนุชาต่างพระชนนีของหวงไท่จี๋ ซึ่งควบคุมกองทัพธงขาว กับหาวเก๋อ(豪格 ค.ศ. 1609-48) พระราชโอรสองค์โตของหวงไท่จี๋ซึ่งควบคุมกองทัพธงน้ำเงิน

ในที่สุดเจ้านายแมนจูอาวุโสนามว่าไต้ส้าน(代善ค.ศ. 1583-1648) ผู้เป็นพระราชโอรสองค์ที่2 ของหนูเอ่อร์ฮาชื่อ ซึ่งควบคุมกองทัพธงแดงและธงแดงมีขอบได้เข้ามาไกล่เกลี่ยด้วยการทูลเชิญฝูหลิน พระราชโอรสซึ่งมีพระชนม์6 พรรษาของหวงไท่จี๋ที่ประสูติจากพระสนมเอกจวงเฟยขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิซุ่นจื้อ โดยให้ตัวเอ๋อร์กุ่นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ร่วมกับจีร์ฮาลาง(济尔哈朗ค.ศ. 1599-1655) ผู้เป็นพระภาติยะ(หลานลุง) ของหนูเอ่อร์ฮาชื่อซึ่งควบคุมกองทัพธงน้ำเงินมีขอบ ส่วนจักรพรรดินีของหวงไท่จี๋และพระสนมเอกจวงเฟยต่างได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระพันปีหลวง(皇太后) โดยถวายพระนามเมื่อสิ้นพระชนม์ไปแล้วว่าจักรพรรดินีเสี้ยวตวนเหวิน(孝端文皇后) และจักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวิน ตามลำดับ

ในปีถัดมาเมื่อราชวงศ์หมิงล่มสลายและกองทัพแมนจูบุกยึดกรุงปักกิ่งได้สำเร็จ จักรพรรดิซุ่นจื้อและจักรพรรดินีพันปีหลวงทั้งสองก็ได้เสด็จออกจากนครเสิ่นหยางไปประทับ ณ กรุงปักกิ่งเป็นการถาวร ต่อมาเมื่อจักรพรรดินีเสี้ยวตวนเหวินสิ้นพระชนม์ใน ค.ศ. 1649 จักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินซึ่งมีพระชนมายุ36 พรรษา ก็กลายเป็นพระราชวงศ์ฝ่ายในที่มีอิสริยยศสูงสุดของราชสำนักแมนจูไปโดยปริยาย

**ปริศนาการอภิเษกสมรสระหว่าง

จักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินกับตัวเอ๋อร์กุ่น**

แม้จะเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ร่วมกับจีร์ฮาลาง แต่อำนาจของตัวเอ๋อร์กุ่นก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อันเป็นผลมาจากการสร้างบารมีทางการทหารด้วยการเข้ายึดกรุงปักกิ่งได้สำเร็จใน ค.ศ. 1644 รวมทั้งการสนับสนุนจากตัวตั๋ว(多铎) น้องชายของเขาซึ่งควบคุมกองทัพธงขาวมีขอบ และจากแม่ทัพถานไท่(谭泰) และเหอลั่วฮุ่ย(何洛会) ซึ่งสังกัดกองทัพธงเหลือง(Dennerline, 2002 : 78-79)

ต่อมาใน ค.ศ. 1648 หาวเก๋อถูกจำคุกด้วยข้อหาพยายามเคลื่อนไหวเพื่อท้าทายอำนาจของตัวเอ๋อร์กุ่นและเสียชีวิตลงไม่นานหลังจากนั้น ขณะที่จีร์ฮาลางก็ถูกปลดจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ารู้เห็นกับแผนการของหาวเก๋อ การสิ้นอำนาจของหาวเก๋อทำให้กองทัพธงน้ำเงินย้ายมาอยู่ภายใต้การควบคุมของตัวเอ๋อร์กุ่น เท่ากับว่าในปลายทศวรรษ1640 ตัวเอ๋อร์กุ่นคือผู้กุมอำนาจสูงสุดในราชสำนักจนกระทั่งเสียชีวิตระหว่างออกไปล่าสัตว์เมื่อวันที่31 ธันวาคม ค.ศ. 1650

สถานะและอำนาจอันเปี่ยมล้นของตัวเอ๋อร์กุ่นในขณะที่จักรพรรดิซุ่นจื้อยังทรงพระเยาว์นำไปสู่เรื่องเล่าที่ว่าจักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินทรงจำต้องรักษาความมั่นคงของราชบัลลังก์ของพระราชโอรสด้วยการยอมอภิเษกสมรสกับตัวเอ๋อร์กุ่น หรือที่เรียกกันว่า“ปริศนาการอภิเษกสมรสของพระพันปีหลวง (太后下嫁之谜) เรื่องเล่าดังกล่าวมีที่มาจากบทกวีชื่อ พระตำหนักเจี้ยนอี้(建夷宫词) แต่งโดยจางหวงเหยียน(张煌言ค.ศ. 1620-64) ความตอนหนึ่งว่า

จอกเหล้าวันเกิดกลายเป็นจอกเหล้ามงคล
พระตำหนักสือหนิงเต็มไปด้วยความคึกคัก
ขุนนางเข้าร่วมพิธีการ
มาพบกันเพื่อฉลองราชาภิเษกสมรสของพระพันปีหลวง

上寿觞为合卺尊,慈宁宫里灿盈门;
春官昨进新仪注,大礼恭逢太后婚。

(Yan Chongnian, 2005 : 46)

นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานในร่างประวัติศาสตร์ราชวงศ์ชิง(清史稿)[2] ด้วยว่ามีการเปลี่ยนแปลงการเรียกตำแหน่งของตัวเอ๋อร์กุ่นอยู่หลายครั้ง โดยใน ค.ศ. 1644 เรียกว่า“พระปิตุลาผู้สำเร็จราชการ (叔父摄政王) แต่พอถึง ค.ศ. 1645 ก็เปลี่ยนเป็น“พระบรมราชปิตุลาผู้สำเร็จราชการ (皇叔父摄政王) และเมื่อถึง ค.ศ. 1648 ก็เปลี่ยนเป็น“พระบรมราชชนกผู้สำเร็จราชการ (皇父摄政王) ซึ่งการเรียกว่า“พระบรมราชชนก” หรือ“หวงฟู่ (皇父) นั้นยิ่งเป็นหลักฐานเสริมให้เรื่องเล่าเกี่ยวกับการอภิเษกสมรสของจักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินดูมีน้ำหนักมากขึ้น(Han Yongfu, 2004 : 10)

เมิ่งเซิน(孟森ค.ศ. 1868-1937) เป็นนักประวัติศาสตร์คนสำคัญที่ออกมาวิเคราะห์ว่าเรื่องเล่าดังกล่าวไม่น่าจะเป็นความจริง โดยมีเหตุผลว่า ประการแรก บทกวีของจางหวงเหยียนนั้นเชื่อถือไม่ได้ เนื่องจากผู้แต่งเป็นชาวฮั่นที่อาศัยอยู่ทางภาคใต้และต่อต้านการปกครองของราชวงศ์ชิง(Dong, 2007 : 285) ซึ่งนักประวัติศาสตร์อย่างเหยียนฉงเหนียน(阎崇年ค.ศ. 1934- ) ก็สนับสนุนเมิ่งเซิน โดยตั้งข้อสังเกตว่าบทกวีพระตำหนักเจี้ยนอี้ มีนัยแฝงการเหยียดเชื้อชาติ เพราะคำว่า“เจี้ยน (建) หมายถึงเจี้ยนโจว(建州) ซึ่งเป็นชื่อถิ่นฐานเดิมของราชวงศ์ชิง(ปัจจุบันอยู่ในมณฑลจี๋หลิน) ส่วน“อี้ (夷) หมายถึงอนารยชน(Yan Chongnian, 2005 : 46) สอดคล้องกับทัศนะของสวี่จัวหยุน(许倬云ค.ศ. 1930- ) ที่ได้สรุปเอาไว้ว่า

ความต้องการที่จะโค่นล้มราชวงศ์ชิงและฟื้นฟูราชวงศ์หมิงไม่เคยจางหายไป… อีกทั้งยังมีข่าวลือมากมายและหลากหลายแพร่สะพัดในหมู่ประชาชน เช่น เรื่องที่ว่าหลังการสิ้นพระชนม์ของหวงไท่จี๋ ปฐมจักรพรรดิราชวงศ์ชิง[sic] จักรพรรดินีหม้ายเสี้ยวจวงเหวินได้อภิเษกสมรสกับตัวเอ๋อร์กุ่น เจ้าชายผู้สำเร็จราชการซึ่งเป็นพระอนุชาของพระสวามีของพระองค์… การแพร่สะพัดของเรื่องซุบซิบที่แปลกประหลาดและไม่มีมูลเหล่านี้เป็นเพียงภาพสะท้อนการที่ชาวฮั่นต้องการเยาะเย้ยการปกครองของชาวแมนจูเท่านั้นเอง(Hsu, 2006 : 440-441)

ประการที่2 เมิ่งเซินมองว่าการที่ตัวเอ๋อร์กุ่นมีสถานะเป็น“พระบรมราชชนก” หรือ“หวงฟู่ (皇父) นั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากกษัตริย์หรือจักรพรรดิของจีนในอดีตก็เคยเรียกขุนนางว่า“ซ่างฟู (尚父) หรือ“จ้งฟู่ (仲父) เพื่อแสดงความนับถือเสมือนเป็นบิดามาแล้ว สถานะดังกล่าวของตัวเอ๋อร์กุ่นจึงสะท้อนให้เห็นคุณูปการที่เขามีต่อราชวงศ์ชิง และหาใช่หลักฐานที่แสดงว่ามีการอภิเษกสมรสระหว่างเขากับจักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินแต่อย่างใด(Dong, 2007 : 285-286)

ประการที่3 เมิ่งเซินมองว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีหลักฐานปรากฏในบันทึกประวัติศาสตร์ของทางราชการจีนเลย และเมื่อหันไปพิจารณาหลักฐานต่างชาติอย่างจดหมายเหตุรายวันราชวงศ์ลี(李朝实录) ของเกาหลีซึ่งติดต่อกับราชวงศ์ชิงในระบบบรรณาการอยู่เป็นประจำทุกปีก็ไม่ปรากฏว่ามีการบันทึกเรื่องดังกล่าวเอาไว้เช่นกัน เมิ่งเซินจึงสรุปว่าข้อมูลจากประวัติศาสตร์ที่ไม่เป็นทางการ(野史) โดยไม่มีบันทึกประวัติศาสตร์ของทางราชการ(正史) มารองรับย่อมเป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้(Dong, 2007 : 286)

อย่างไรก็ตาม เหตุผลของเมิ่งเซินมิได้เป็นที่ยอมรับไปเสียทั้งหมด ดังที่ หูซื่อ(胡适 ค.ศ. 1893-1962) ปัญญาชนจีนร่วมสมัยกับเมิ่งเซินได้แสดงทัศนะว่า คำอธิบายของเมิ่งเซินเกี่ยวกับสถานะ“หวงฟู่” ของตัวเอ๋อร์กุ่นโดยยกตัวอย่างของ“ซ่างฟู่” และ“จ้งฟู่ ในอดีตนั้นยังฟังไม่ขึ้น(Dong, 2007 : 287-288) ขณะที่มีนักประวัติศาสตร์บางส่วนยังคงเชื่อว่าการอภิเษกสมรสระหว่างจักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินกับตัวเอ๋อร์กุ่นเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้ เพราะการรับพี่สะใภ้หม้ายมาเป็นภรรยาเป็นเรื่องปกติในวัฒนธรรมแมนจูที่ต้องการป้องกันไม่ให้ทรัพย์สมบัติของหญิงหม้ายตกไปเป็นของครอบครัวอื่น(Rawski, 1998 : 129)

แต่เมื่อชาวแมนจูเข้ามาปกครองแผ่นดินจีนก็ค่อย ๆ ซึมซับวัฒนธรรมจีนซึ่งรวมไปถึงการยกย่องพรหมจรรย์ของสตรี ดังที่ทางการจีนสมัยราชวงศ์ชิงมีการประกาศเกียรติคุณหญิงหม้ายพรหมจรรย์อย่างต่อเนื่อง(นัยน์พัศ ประเสริฐเมฆากุล, 2555 : 116-121) ด้วยเหตุนี้การอภิเษกสมรสของจักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินจึงเป็นเรื่องที่สร้างความลำบากใจให้แก่ชนชั้นปกครองของราชวงศ์ชิงในเวลาต่อมา จนมีการลบเรื่องดังกล่าวออกจากบันทึกของทางราชการ(Tao, 1991 : 103-104)

ขณะที่ซางหงขุย(商鸿逵 ค.ศ. 1907-83) นักประวัติศาสตร์ผู้เป็นศิษย์ของเมิ่งเซินก็ได้แสดงทัศนะว่า หากการอภิเษกสมรสระหว่างจักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินกับตัวเอ๋อร์กุ่นเป็นเรื่องจริง เราก็ควรพิจารณาเรื่องดังกล่าวว่าเป็นเหตุผลทางการเมืองมากกว่าที่จะตัดสินพระนางด้วยมาตรฐานทางศีลธรรม(Dong, 2007 : 292)

จักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินกับรัชสมัยซุ่นจื้อ

ไม่ว่าการอภิเษกสมรสระหว่างจักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินกับตัวเอ๋อร์กุ่นจะเป็นเพียงเรื่องเล่าหรือไม่ แต่สิ่งที่เป็นความจริงก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างจักรพรรดิซุ่นจื้อกับบุคคลทั้งสองเป็นไปอย่างไม่ราบรื่น การที่ตัวเอ๋อร์กุ่นขยายฐานอำนาจอย่างต่อเนื่องในครึ่งหลังของทศวรรษ1640 สร้างความไม่พอพระทัยแก่จักรพรรดิผู้ทรงพระเยาว์เป็นอย่างมาก

และแม้ว่าในเดือนมกราคม ค.ศ. 1651 จะมีการถวายพระนามแด่ตัวเอ๋อร์กุ่นซึ่งเสียชีวิตไปแล้วว่า“จักรพรรดิอี้ (义皇帝) และ“เฉิงจง (成宗) รวมทั้งยังนำป้ายวิญญาณของเขาไปประดิษฐานในพระอารามบรรพชน(太庙) ร่วมกับจักรพรรดิและจักรพรรดินีในรัชกาลก่อน ๆ(Han Yongfu, 2004 : 8)

แต่เมื่อจักรพรรดิซุ่นจื้อมีพระชนม์13 พรรษา ได้ขึ้นว่าราชการเองในเดือนถัดมาก็ทรงดำเนินการกวาดล้างบุคคลในเครือข่ายของตัวเอ๋อร์กุ่นครั้งใหญ่ แม่ทัพถานไท่และเหอลั่วฮุ่ยถูกประหารชีวิต และมีการเชิญป้ายวิญญาณของตัวเอ๋อร์กุ่นออกจากพระอารามบรรพชน[3]

นอกจากจะทรงสลัดพระองค์เองให้พ้นจากเครือข่ายอำนาจของตัวเอ๋อร์กุ่นแล้ว จักรพรรดิซุ่นจื้อยังทรงต่อต้านการควบคุมจากจักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินผู้เป็นพระราชชนนีอีกด้วย โดยใน ค.ศ. 1651 จักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินจัดการให้พระองค์อภิเษกสมรสกับพระภาติยะ(หลานอา) ของพระนางที่มาจากตระกูลเบอร์จิจิตและสถาปนาขึ้นเป็นจักรพรรดินี ซึ่งจักรพรรดิซุ่นจื้อก็ทรงยอมอภิเษกสมรสอย่างไม่เต็มพระทัย ก่อนที่จะทรงปลดจักรพรรดินีองค์ดังกล่าวลงเป็นพระสนมจิ้งเฟย(静妃) ใน ค.ศ. 1653

แต่จักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินก็มิได้ทรงลดละความพยายามโดยทรงนำพระราชนัดดาจากตระกูลของพระนางมาอภิเษกสมรสเป็นจักรพรรดินีอีก ใน ค.ศ. 1654 ซึ่งมีการถวายพระนามเมื่อสิ้นพระชนม์ไปแล้วว่า จักรพรรดินีเสี้ยวฮุ่ยจาง(孝惠章皇后ค.ศ. 1640-1717) แต่จักรพรรดิซุ่นจื้อก็มิได้โปรดปรานจักรพรรดินีองค์ใหม่ที่พระราชชนนีจัดหามาให้แต่อย่างใด

พระองค์กลับโปรดปรานพระสนมต่งเอ้อ(董鄂妃 ค.ศ. 1638-60) และมีพระราชประสงค์จะปลดจักรพรรดินีเสี้ยวฮุ่ยจางและให้พระสนมองค์ดังกล่าวขึ้นดำรงตำแหน่งแทน แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากจักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินไม่เห็นด้วย(Oxnam, 1975 : 60) เมื่อพระสนมองค์ดังกล่าวเสียชีวิตลง จักรพรรดิซุ่นจื้อซึ่งเสียพระทัยมากก็สถาปนาให้นางเป็นจักรพรรดินีเสี้ยวเสี้ยนตวนจิ้ง(孝献端敬皇后)

ขณะเดียวกันจักรพรรดิซุ่นจื้อก็ทรงปกครองประเทศโดยไม่พึ่งพาขุนนางแมนจูอาวุโส แต่ทรงสร้างบุคลากรขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นฐานอำนาจของพระองค์เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งหน่วยงานทั้งสิบสาม(十三衙门) เมื่อ ค.ศ. 1653 เพื่อให้ขันที ขุนนางชาวฮั่น พระสงฆ์ และบาทหลวงเยซูอิตที่ทรงไว้วางพระทัยดูแลการบริหารราชกิจ การคลัง และการแต่งตั้งข้าราชการ(Oxnam, 1975 : 52-54) ทั้งหมดนี้สร้างความไม่พอพระทัยให้แก่จักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้เมื่อจักรพรรดิซุ่นจื้อซึ่งมีพระชนม์23 พรรษา ทรงพระประชวรด้วยพระโรคไข้ทรพิษจนสิ้นพระชนม์ในวันที่5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1661 จักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินได้ร่วมมือกับขุนนางแมนจูอาวุโสออกพระราชโองการที่อ้างว่าเป็นคำสั่งเสียของจักรพรรดิซุ่นจื้อ อันมีเนื้อหากล่าวโทษพระองค์เองที่บริหารประเทศอย่างบกพร่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไว้วางพระทัยขันทีมากเกินไป การพึ่งพาข้าราชการชาวฮั่นมากเกินไป การละเลยประเพณีและวัฒนธรรมแมนจู และการหลงพระสนมจนลืมพระราชชนนี(Oxnam, 1975 : 52)

และในพระราชโองการก็กำหนดให้เสวียนเย่(玄烨ประสูติ ค.ศ. 1654) พระราชโอรสองค์ที่3 พระชนม์8 พรรษา เป็นจักรพรรดิองค์ต่อไป โดยมีขุนนางแมนจูอาวุโสรวม4 คน เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ประกอบไปด้วยสั่วหนี(索尼 ค.ศ. 1601-67) ซูเค่อซาฮา(苏克萨哈 ตาย ค.ศ. 1667) เอ้อปี้หลง(遏必隆 ตาย ค.ศ. 1674) และอ๋าวไป้(鳌拜 ตาย ค.ศ. 1669) ซึ่งการขึ้นครองราชย์ของเสวียนเย่เป็นจักรพรรดิคังซี ก็ทำให้จักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินพระชนมายุ48 พรรษา ได้เลื่อนสถานะขึ้นเป็นพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า(太皇太后) ซึ่งในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ชิงมีจักรพรรดินีเพียง2 พระองค์เท่านั้นที่มีสถานะดังกล่าว[4]

จักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินกับรัชสมัยคังซี

หลังการขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิคังซีใน ค.ศ. 1661 จักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินทรงปล่อยให้คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ดำเนินการบริหารประเทศโดยไม่ทรงเข้าไปก้าวก่าย และทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการอภิบาลจักรพรรดิคังซี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่จักรพรรดินีเสี้ยวคังจาง(孝康章皇后) พระราชชนนีของจักรพรรดิสิ้นพระชนม์ลงในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1663 ซึ่งในครั้งนั้นพระนางไม่อนุญาตให้จักรพรรดิพระชนม์9 พรรษา เดินทางไปส่งพระศพ โดยทรงให้เหตุผลว่าเรื่องดังกล่าวจะเป็นประสบการณ์ที่โหดร้ายเกินไปสำหรับเด็ก(Oxnam, 1975 : 167-168)

อย่างไรก็ตาม บทบาทในการอภิบาลจักรพรรดิคังซีของพระนางก็ส่งผลในทางการเมืองเช่นกัน โดยความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1665 เมื่อพระนางทรงเลือกหลานสาวของสั่วหนี หนึ่งในผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ให้มาอภิเษกสมรสกับจักรพรรดิคังซีและสถาปนาขึ้นเป็นจักรพรรดินีโดยมีพระนามหลังจากสิ้นพระชนม์ไปแล้วว่าจักรพรรดินีเสี้ยวเฉิงเหริน(孝诚仁皇后 ค.ศ. 1652-74) ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างพันธมิตรทางการเมืองระหว่างจักรพรรดิกับกลุ่มของสั่วหนีจนทำให้จักรพรรดิคังซีสามารถว่าราชการได้ด้วยพระองค์เองในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1667 และทรงกำจัดซูเค่อซาฮาและอ๋าวไป้ได้สำเร็จในเดือนกันยายน ค.ศ. 1667 และเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1669 ตามลำดับ(Oxnam, 1975 : 166-198) เรื่องดังกล่าวสะท้อนบทบาทอันชาญฉลาดของจักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินในการธำรงพระราชอำนาจของจักรพรรดิคังซีได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ จักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินยังทรงตระหนักอีกด้วยว่าการอุปถัมภ์พุทธศาสนานิกายลามะของทิเบตมีส่วนสำคัญในการรักษาความมั่นคงทางทิศเหนือของราชวงศ์ชิง เนื่องจากพุทธศาสนานิกายดังกล่าวเผยแผ่ไปถึงชาวมองโกล จักรพรรดิราชวงศ์ชิงจึงอุปถัมภ์พุทธศาสนานิกายลามะเพื่อให้ทะไลลามะใช้บารมีกล่อมเกลาไม่ให้ชาวมองโกลต่อต้านอำนาจของราชวงศ์ชิง(Smith, Jr., 1996 : 113)

ดังนั้น ใน ค.ศ. 1669 จักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินจึงโปรดให้มีการจัดทำพระไตรปิฎกมังกรอักษรทิเบต(藏文龙藏经) จำนวน108 เล่ม ความยาวเล่มละประมาณ500 หน้า น้ำหนักเล่มละ50 กิโลกรัม จารึกตัวอักษรด้วยทองคำรวม5,000 ชั่ง(Cheng Hong, 2010) ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังกรุงไทเปบนเกาะไต้หวัน

การที่จักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินทรงมีชาติกำเนิดเป็นชาวมองโกลก็มีส่วนสำคัญในการรักษาพระราชอำนาจของจักรพรรดิคังซีเช่นกัน โดยในระหว่างที่จักรพรรดิคังซีทรงทำสงครามปราบปรามสามเจ้าศักดินา(三藩)[5] ในภาคใต้เมื่อ ค.ศ. 1675 ผู้นำมองโกลเผ่าชาฮาร์นามว่าเบอร์นี(布尔尼 ตาย ค.ศ. 1675) ได้ถือโอกาสก่อกบฏและนำกำลังโจมตีนครเสิ่นหยาง จักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินจึงได้ส่งราชองครักษ์ไปเชิญผู้นำชาวมองโกลเผ่าต่าง ๆ มาประชุม ณ กรุงปักกิ่งและนำไปสู่การจัดตั้งกองกำลังพันธมิตรระหว่างแมนจูกับมองโกลจนปราบปรามเบอร์นีได้สำเร็จ(Spence, 2002 : 140-141)

มีข้อสังเกตด้วยว่าในเวลาที่จักรพรรดิคังซีเสด็จไปเข้าเฝ้าจักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินนั้น พระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้เจ้าพนักงานผู้จดบันทึกพระราชกิจรายวันตามเสด็จไปด้วย โดยทรงให้เหตุผลว่าการเข้าเฝ้าดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความกตัญญูตามปกติเท่านั้น แต่หากมองในอีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นไปได้ว่า จักรพรรดิคังซีทรงต้องการปรึกษาหารือเรื่องราวต่าง ๆ กับพระอัยยิกาอย่างเป็นความลับ(Spence, 2002 : 141) และคำชี้แนะของจักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินผู้ประสบพบเห็นเหตุการณ์ทางการเมืองมายาวนานถึง4 รัชกาลก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อจักรพรรดิคังซีอยู่ไม่น้อย

การสิ้นพระชนม์และปริศนาของสุสานจาวซี

จักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่27 มกราคม ค.ศ. 1688 ด้วยพระชนมายุ75 พรรษา จักรพรรดิคังซีทรงแสดงความกตัญญูสูงสุดด้วยการตัดผมเปียของพระองค์เอง ซึ่งปกติแล้วจะทำในการถวายอาลัยแด่จักรพรรดิเท่านั้น โปรดให้กางเต๊นท์เพื่อที่พระองค์จะได้บรรทมเฝ้าพระศพของพระอัยยิกา รวมทั้งโปรดให้ยกเลิกงานฉลองตรุษจีนในปีนั้น และมีการเชิญป้ายพระวิญญาณของพระนางเข้าไปประดิษฐานในพระอารามบรรพชนด้วย ทั้ง ๆ ที่มีป้ายพระวิญญาณของจักรพรรดินีเสี้ยวตวนเหวินซึ่งเป็นพระอัครมเหสีของจักรพรรดิหวงไท่จี๋ประดิษฐานอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งขัดกับธรรมเนียมปฏิบัติตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงที่อนุญาตให้มีป้ายพระวิญญาณของจักรพรรดินีได้เพียงพระองค์เดียวต่อจักรพรรดิ1 รัชกาล(Rawski, 1998 : 277)

ก่อนสิ้นพระชนม์ จักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินได้รับสั่งเรื่องการพระศพกับจักรพรรดิคังซีไว้ว่าจักรพรรดิหวงไท่จี๋สิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว พระนางจึงไม่มีพระราชประสงค์ที่จะไปรบกวนสุสานของพระราชสวามี ณ นครเสิ่นหยาง แต่มีพระราชประสงค์ให้ฝังพระศพไว้ที่สุสานตะวันออกราชวงศ์ชิงในมณฑลเหอเป่ยเพื่อที่จะได้ทรงอยู่ใกล้ ๆ จักรพรรดิซุ่นจื้อและจักรพรรดิคังซีผู้เป็นพระราชโอรสและพระราชนัดดา อย่างไรก็ตาม จักรพรรดิคังซีก็มิได้จัดการฝังพระศพของพระอัยยิกาในทันที แต่กลับประดิษฐานพระศพเอาไว้ในอาคารชั่วคราวตลอดรัชกาล ตราบจน ค.ศ. 1725 จักรพรรดิยงเจิ้ง(雍正ครองราชย์ ค.ศ. 1722-35) จึงจัดการฝังพระศพของจักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินเอาไว้ที่สุสานจาวซี ซึ่งอยู่นอกกำแพงสุสานตะวันออกของราชวงศ์ชิง(Han Yongfu, 2004 : 6)

การที่พระศพของจักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินได้รับการประดิษฐานไว้ในอาคารชั่วคราวเป็นเวลานานถึง37 ปี นำมาสู่คำถามที่สำคัญว่า เหตุใดจักรพรรดิคังซีจึงไม่จัดการฝังพระศพตามพระราชประสงค์ของพระอัยยิกา เป็นไปได้หรือไม่ที่จักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินทรงเคยอภิเษกสมรสกับตัวเอ๋อร์กุ่นจริง และการที่พระนางมีพระราชสวามี2 พระองค์อาจทำให้จักรพรรดิคังซีตัดสินพระทัยไม่ได้ว่าควรฝังพระศพของพระอัยยิการวมกับพระศพของจักรพรรดิ จักรพรรดินี พระสนม และพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่น ๆ ในสุสานตะวันออกของราชวงศ์ชิงหรือไม่

พระองค์จึงยกหน้าที่การตัดสินพระทัยเรื่องนี้ให้แก่จักรพรรดิรัชกาลต่อไปซึ่งในที่สุดการตัดสินพระทัยของจักรพรรดิยงเจิ้งที่ให้ฝังพระศพเอาไว้นอกกำแพงสุสานก็ยิ่งยืนยันความเป็นไปได้ว่าจักรพรรดินีเสี้ยวจวงเหวินทรงอาจมีปมบางอย่างในพระชนมชีพที่ทำให้ไม่อาจฝังพระศพในเขตกำแพงสุสานได้และปมดังกล่าวก็อาจหมายถึงการอภิเษกสมรสระหว่างพระนางกับตัวเอ๋อร์กุ่นนั่นเอง

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] ระบบกองทัพแปดธงเริ่มใช้มาตั้งแต่ ค.ศ. 1601 ประกอบไปด้วย กองทัพธงเหลือง ธงขาว ธงแดง ธงน้ำเงิน ธงเหลืองมีขอบ ธงขาวมีขอบ ธงแดงมีขอบ และธงน้ำเงินมีขอบ โดยกองทัพธงเหลืองและธงเหลืองมีขอบจะขึ้นตรงต่อจักรพรรดิ

[2] ร่างประวัติศาสตร์ราชวงศ์ชิง เป็นความพยายามของรัฐบาลขุนศึกยุคต้นสาธารณรัฐจีนที่จะเขียนประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการของราชวงศ์ชิง โดยเริ่มเขียนใน ค.ศ. 1914 แล้วเสร็จใน ค.ศ. 1927 แต่เมื่อพรรคกั๋วหมินตั่ง(国民党) ของเจียงไคเช็ค(蒋介石) สามารถปราบปรามขุนศึกและรวมประเทศได้สำเร็จใน ค.ศ. 1928 ร่างประวัติศาสตร์ดังกล่าวก็ถูกสั่งห้ามเผยแพร่เนื่องจากรัฐบาลกั๋วหมินตั่งมองว่าเป็นมรดกจากรัฐบาลขุนศึกและเนื้อหาข้างในไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปฏิวัติของ ดร. ซุนยัตเซ็น(孙逸仙) ผู้ก่อตั้งพรรคกั๋วหมินตั่งเท่าที่ควร

[3] ต่อมาใน ค.ศ. 1778 จักรพรรดิเฉียนหลงทรงประกาศฟื้นฟูเกียรติภูมิของตัวเอ๋อร์กุ่นในฐานะที่เป็นผู้วางรากฐานการปกครองของราชวงศ์ชิง

[4] อีกพระองค์หนึ่งก็คือจักรพรรดินีเสี้ยวชินเสี่ยน(孝钦显皇后 ค.ศ. 1835-1908) หรือพระนางซูสีไทเฮา(慈禧太后) พระราชชนนีของจักรพรรดิถงจื้อ พระนางมีสถานะเป็นพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าในวันสุดท้ายของพระชนมชีพหลังการสถาปนาผู่อี๋(溥仪) ขึ้นเป็นจักรพรรดิเซวียนถ่ง(宣统ครองราชย์ ค.ศ. 1908-12) โดยมีสถานะเป็นพระราชโอรสบุญธรรมของจักรพรรดิถงจื้อ

[5] เจ้าศักดินาทั้งสามประกอบไปด้วย อู่ซานกุ้ย(吴三桂ค.ศ. 1612-78) เกิ่งจิงจง(耿精忠 ตาย ค.ศ. 1682) และซ่างเขอสี่(尚可喜 ค.ศ. 1604-76) พวกเขาเป็นอดีตนายทหารของราชวงศ์หมิงที่สวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ชิงและได้รับอัตตาณัติ(autonomy) ในการปกครองดินแดนตอนใต้ของแม่น้ำฉางเจียงในต้นราชวงศ์ชิง

เอกสารอ้างอิง :

ภาษาไทย

นัยน์พัศ ประเสริฐเมฆากุล. 2555. “พรหมจรรย์: กรงเกียรติยศสตรีในสมัยราชวงศ์ชิง,” ใน ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์. (บ.ก.). เหตุเกิดในราชวงศ์ชิง. กรุงเทพฯ: ชวนอ่าน.

ภาษาจีน

Cheng Hong 程红(编)。(2010/06/22)。《藏文龙藏经》台北故宫。http://www.mzb.com.cn/html/node/132443-1.htm。

Du Jiaxiang 杜家骧(编)。(2010)。 《皇太极事典》 北京: 紫禁城出版社。

Han Yongfu 韩永福。(2004)。《清初第一疑案— 太后下嫁》,李国荣主编《清宫档案揭秘》第1 – 12 页。北京:中国青年出版社。

Yan Chongnian 阎崇年。(2005)。《正说清朝十二帝》。 北京:中华书局。

ภาษาอังกฤษ

Dennerline, J. 2002. The Shun-chih Reign. In W. J. Peterson, ed. The Cambridge History of China, Volume 9, Part One : the Ch’ing Empire to 1800. New York, NY : Cambridge University Press.

Dong, M. Y. 2007. How to Remember the Qing Dynasty : the Case of Meng Sen. In Tze-ki Hon and R. J. Culp, eds. The Politics of Historical Production in Late Qing and Republican China. Leiden : Brill.

Hsu, Cho-yun. 2006. China : A New Cultural History. New York, NY : Columbia University Press.

Kahn, H. L. 1971. Monarchy in the Emperor’s Eyes : Image and Reality in the Ch’ien-lung Reign. Cambridge, MA : Harvard University Press.

Li, G. R. 2002. State Building before 1644. In W. J. Peterson, ed. The Cambridge History of China, Volume 9, Part One : the Ch’ing Empire to 1800. New York, NY : Cambridge University Press.

Oxnam, R. B. 1975. Ruling from Horseback : Manchu Politics in the Oboi Regency, 1661-1669. Chicago, IL : The University of Chicago Press.

Rawski, E. S. 1998. The Last Emperors : A Social History of Qing Imperial Institutions. Berkeley, CA : University of California Press.

Smith, Jr., W. W. 1996. Tibetan Nation : A History of Tibetan Nationalism and Sino-Tibetan Relations. Boulder, CO : Westview Press.

Spence, J. D. 2002. The K’ang-hsi Reign. In W. J. Peterson, ed. The Cambridge History of China, Volume 9, Part One : the Ch’ing Empire to 1800. New York, NY : Cambridge University Press.

Tao, Chia-lin Pao. 1991. “Chaste Widows and Institutions to Support Them in Late-Ch’ing China,” in Asia Major.Third Series 4(1), pp. 101-119.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...