โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

5 ปี อาคม-รมว.คมนาคม "รัฐบาลหน้าขอเป็นประชาชนธรรมดา"

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 13 เม.ย. 2562 เวลา 01.30 น.

สัมภาษณ์พิเศษ

ถือเป็นรัฐมนตรีที่อยู่ในรัฐนาวารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มาอย่างยาวนาน สำหรับ “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” จากเลขาฯสภาพัฒน์ หน่วยงานที่เปรียบเสมือนมันสมองของประเทศ ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลทหารให้ดูแลกระทรวงเศรษฐกิจเกรดเออย่าง “คมนาคม” ซึ่งเป็นที่หมายปองของพรรคการเมืองทุกยุคทุกสมัย

จากก้าวแรกนั่ง “เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยฯ” เมื่อปี 2557 ต่อมาปี 2558 ได้รับโปรโมตรั้งเก้าอี้ “รัฐมนตรีว่าการฯ” จากวันนั้นถึงวันนี้ก็เป็นระยะเวลาร่วม 5 ปี

ตลอด 5 ปีเรียกว่าเป็นรัฐมนตรีที่ทำงานแทบไม่มีวันหยุด นอกจากคิวงานประชุมรูทีนในกระทรวง ยังถอดสูทจัดคิวลงพื้นที่ติดตามงานในต่างจังหวัดแทบจะทุกสุดสัปดาห์ จนได้รับฉายาจากบรรดาข้าราชการว่าเป็น “รัฐมนตรีที่ขยันที่สุดในปฐพี”

“อาคม” เปิดใจกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงการนับถอยหลังของการทำหน้าที่เบอร์หนึ่งคมนาคม ที่ใกล้จะสิ้นสุดลงหลังมีรัฐบาลใหม่เข้ามารับไม้ต่อ

Q : ตลอด 4-5 ปี กระทรวงจัดแผนงานไว้น่าสนใจ นักการเมืองหลายคนก็จับตา ถึงขนาดบอกว่าถ้าไม่ได้กระทรวงคมนาคมจะจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้

จริง ๆ รูปการณ์ของกระทรวงก็เป็นแบบนี้มาตลอด แต่ที่เราทำมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมาก็เป็นการทำเพื่อเตรียมความพร้อมให้รัฐบาลที่จะเข้ามาใหม่สามารถเสนอโครงการให้พิจารณาได้ทันที จะต่างกับตอนที่เราเข้ามาใหม่ ๆ ตอนนั้นมีแต่รายชื่อโครงการ แต่ไม่มีรายละเอียดอะไรไว้เลย เราต้องมาร่างเองหมด และจัดทำในรูปแบบแพ็กเกจ เพื่อให้ง่ายต่อการพิจารณาของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

Q : แต่หลายโครงการที่ทำมาก็มีโอกาสจะถูกรัฐบาลที่เป็นฝ่ายตรงข้ามรื้อใหม่

ส่วนตัวไม่อยากจะตอบคำถามนี้ เอาง่าย ๆ ที่ผ่านมาโครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็อยู่ในแผนงานมานานแล้ว และประชาชนหลายคนก็เฝ้ารอคอยให้เกิดขึ้นเสียที บางโครงการก็ช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชนอีกด้วย ถ้าไม่ทำประชาชนจะเดือดร้อน ปัญหาที่เกิดก็จะเหมือนเดิม ๆ เช่น รถติด

Q : แสดงว่าโปรเจ็กต์พวกนี้เป็นไฟต์บังคับจะต้องทำ

อย่างที่บอกว่า โครงการส่วนใหญ่มีอยู่ในแผนงานอยู่แล้ว เช่น โครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑล เราก็ทำตามแผนแม่บทการขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล (M-MAP) ที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2553 เราได้ริเริ่ม 10 เส้นหลักตามแผนได้ทันในรัฐบาลนี้ โดยจะเปิดครบทั้ง 10 เส้นในปี 2568

ส่วนต่อขยายต่าง ๆ เช่น ส่วนต่อสายสีน้ำเงินช่วงบางแค-พุทธมณฑลสาย 4, สายสีแดงช่วงหัวลำโพง-มหาชัย และสายสีเขียวส่วนต่อขยายช่วงคูคต-ลำลูกกา ก็ค่อยให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาทำงานต่อเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะทั้ง 10 เส้นทางที่เป็นสายทางหลักก็ถือว่าลงทุนไปมากแล้ว

Q : การพิจารณาโครงการหลังจากนี้ โครงการไหนจะต้องชงไปรัฐบาลใหม่

โครงการไหนที่พร้อมมากที่สุดก็สามารถเสนอได้ทันที เช่น โครงการรถไฟทางคู่ 8 เส้นทาง ซึ่งเส้นทางไหนที่รัฐบาลชุดนี้อนุมัติไม่ทัน ก็สามารถรอรัฐบาลใหม่เข้ามาอนุมัติได้เลย เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่า เราเข้ามา เราจัดโครงการต่าง ๆ เป็นแพ็กเกจไว้ ข้อมูลรายละเอียดของโครงการทำไว้ครบ สามารถเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เลย ไม่จำเป็นต้องตั้งต้นใหม่

Q : เท่าที่ดูมีกี่โครงการจะเข้าลักษณะนี้

หากจุดที่รัฐบาลใหม่จะเข้ามาประมาณ มิ.ย.นี้ก็เหลือเวลาอีกแค่ 2 เดือน เวลาน้อยมาก คงอนุมัติได้ไม่กี่โครงการ แต่จะมีถึง 10 โครงการหรือไม่ก็ตอบยาก เพราะปัจจัยว่าจะเร็วหรือช้า

ไม่ได้อยู่ที่กระทรวงอย่างเดียว แต่ละโครงการมีหน่วยงานที่ให้ความเห็นชอบหลายหน่วยงาน เช่น สภาพัฒน์ สำนักงบประมาณ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ บอร์ด PPP ก็ไม่รู้ว่ากว่าจะผ่านการพิจารณาต้องใช้เวลาเท่าไหร่

Q : ถ้าหลังเลือกตั้งพลเอกประยุทธ์กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 จะยังเป็นรัฐมนตรีอยู่หรือไม่

ผมขอเป็นประชาชนธรรมดาดีกว่า อยากกลับบ้านเกิดที่ จ.ศรีสะเกษ หลังรัฐบาลใหม่มาก็ถือเป็นคนละยุคกับรัฐบาลนี้แล้ว

Q : 5 ปีที่ผ่านมา เหนื่อยไหม เพราะเห็นลงพื้นที่ทำงานทุกวัน

ไม่เหนื่อยเลย งานที่ทำก็สนุกดี ส่วนที่ลงพื้นที่จังหวัดทุกเสาร์-อาทิตย์ก็ถือว่าไปเปิดหูเปิดตาบ้าง เวลาประชาชนเขาร้องเรียนว่าถนนตรงนั้นเป็นหลุมเป็นบ่อ กิ่งไม้บังป้ายทางก็ไปดูว่าเป็นจริงตามนั้นไหม

Q : เป็นรัฐมนตรี 5 ปี มีอะไรจะฝากรัฐบาลใหม่

อยากให้โจทย์กลับไปคิดว่า ตอนนี้ประเทศต้องการอะไร ? การปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เป็นสิ่งที่เราต้องการที่สุด ลองกลับไปดูการจัดอันดับได้เลย ที่ผ่านมาประเทศไทยกำลังดีขึ้นตามลำดับ เราต้องปรับทุกด้าน

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเสมอในเรื่องของการเชื่อมต่อการเดินทางและการทำระบบขนส่งมวลชนที่คนทุกวัยทั้งผู้สูงอายุ เด็ก และคนพิการจะต้องสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยในทุกโหมดการเดินทาง หรือแม้แต่เรื่องสิ่งแวดล้อมกับกรณีฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน กระทรวงเราก็ออกแอ็กชั่นช่วยให้ปัญหาบรรเทาลง

Q : มีเรื่องอะไรที่ยังแก้ได้ช้า

ระบบตั๋วร่วมยังช้าอยู่ แต่เริ่มเชื่อมรถไฟฟ้าสายสีม่วงกับสีน้ำเงินได้แล้ว ก็เริ่มต้นไว้ งานนี้ถือเป็นภารกิจของกระทรวงที่จะต้องทำต่อ เฟสต่อไปคือจะต้องเชื่อมต่อกับแอร์พอร์ตเรลลิงก์และรถเมล์ ขสมก.

ส่วนปัญหาแก้รถติดในกรุงเทพฯต้องยอมรับว่าแก้ยากจริง ๆ เพราะปริมาณรถยนต์ใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี ตอนนี้เราจึงใส่โครงการระบบรางลงไปให้ครอบคลุมมากที่สุด และพยายามให้จุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้าอยู่ในบริเวณเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้งานได้สะดวกสบาย เช่น บริเวณบางขุนนนท์ ในอนาคตจะมีรถไฟฟ้า 3 สายพาดผ่าน คือ สายสีน้ำเงิน สายสีแดง และสายสีส้ม ก็ให้ 3 สายเชื่อมต่อที่บางขุนนนท์ทั้งหมด

Q : จะไม่กลับมาอีกแล้วใช่หรือไม่

(หัวเราะ) กลับมาแล้วจะให้ทำอะไรล่ะ ขอไปเป็นประชาชนผู้ใช้บริการบ้าง ส่วนอนาคตหลังจัดตั้งรัฐบาล เอาจริง ๆ ก็คาดการณ์อะไรไม่ได้ ขอกลับไปเป็นประชาชนดีกว่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...