6 รพ.หาดใหญ่พลิกวิกฤตสร้างรายได้ ชูจุดแข็งหมอไทยดันของบโครงการ "เมดิคอลทัวริซึ่ม"
6 โรงพยาบาลรัฐ-เอกชนหาดใหญ่พลิกวิกฤตโควิด-19 เดินหน้าโครงการ “เมดิคอลทัวริซึ่ม” ชูจุดแข็งศักยภาพระบบการแพทย์ไทยป้องกัน-รักษาโควิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำต่างชาติเชื่อมั่นสูง สยบประเทศคู่แข่ง “สิงคโปร์-เกาหลี-อินเดีย-มาเลย์” ถูกโควิดระบาดหนัก เตรียมจัดแพ็กเกจทำประชาสัมพันธ์ พร้อมรองรับเมื่อเปิดประเทศ คาดดูดเม็ดเงินจากต่างชาติกว่า 30,000 ล้านบาท/ปี ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวสงขลา และหลายจังหวัดภาคใต้ทั้งระบบฟื้น นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา 30-40 ล้านคน/ปี
นพ.เกรียงศักดิ์ หลิวจันทร์พัฒนา อดีตอาจารย์คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ จ.สงขลา และผู้อำนวยการคลินิกนพ.เกรียงศักดิ์ พญ.พิพิธพรหาดใหญ่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทางกลุ่มหาดใหญ่เมดิคอลทัวริซึ่มได้ยื่นโครงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (medical tourism) ต่อนายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เพื่อของบประมาณสนับสนุนในการดำเนินการโครงการประมาณ 12,810,000 บาท หลังจากที่ได้พยายามผลักดันอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 โดยเล็งเห็นว่าท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตไวรัสโควิด-19 การที่ประเทศไทยสามารถป้องกันและรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีศักยภาพในสายตาของชาวต่างชาติ ถือว่าได้รับความเชื่อมั่นอย่างสูง จะช่วยส่งผลให้ประเทศไทยมีโอกาสฟื้นธุรกิจการท่องเที่ยวขึ้นมาได้เป็นอย่างดีผ่านโครงการเมดิคอลทัวริซึ่ม ซึ่งจะเป็นจุดแข็งจุดขายได้เป็นอย่างดี
“โครงการเมดิคอลทัวริซึ่มของไทยที่ผ่านมามีประเทศคู่แข่งสำคัญ เช่น สิงคโปร์ เกาหลี อินเดีย มาเลเซีย แต่สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ประเทศคู่แข่งเหล่านั้นเพลี่ยงพล้ำในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และแม้กระทั่งกรุงเทพฯเองก็ตาม เพราะจังหวัดสงขลาสามารถป้องกันและรักษาความปลอดภัยโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศักยภาพที่ผ่านมาเราได้ยุติการผลักดันโครงการเมื่อเกิดสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาด ขณะนี้สถานการณ์ภายในคลี่คลายลงและรัฐบาลได้ปลดล็อกดาวน์อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เราจะเดินหน้าโครงการต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1 ปี ส่วนงบประมาณที่ขอไปยังต้องผลักดันจากจังหวัดไปสู่หน่วยงานส่วนกลางต่อไป”
นพ.เกรียงศักดิ์กล่าวต่อไปว่า ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ถือเป็นของใหม่ของประเทศไทย แต่ประเทศไทยมีความพร้อม เพื่อจะสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประเทศ อีกทั้งสร้างแรงงานได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) มีศักยภาพการบริหารทางการแพทย์ระดับสากลอยู่แล้ว บวกกับความพร้อมด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง เช่น พัทลุง สตูล ปัตตานี ยะลา ที่จะเชิญชวนชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากประเทศจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และประเทศตะวันออกกลาง เข้ามารับการรักษาดูแลทางการแพทย์ร่วมกับการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี และถือเป็นโครงการเพื่อสร้างรายได้และฟื้นฟูเศรษฐกิจจังหวัดสงขลา และสอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ภาคใต้ พัฒนาการท่องเที่ยวของภาคใต้ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ให้มีความหลากหลาย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยว
สำหรับโรงพยาบาลที่จะเข้าร่วมโครงการหาดใหญ่เมดิคอลทัวริซึ่มประกอบด้วย โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) โรงพยาบาลหาดใหญ่ โรงพยาบาลสงขลา และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของเอกชนอีก 3 แห่ง โดยมีคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ม.อ.เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ทั้งนี้ คณะทำงานโครงการหาดใหญ่เมดิคอลทัวริซึ่มจะดำเนินการประชาสัมพันธ์ทุกสื่อ และจัดทำโรดโชว์ไปยังประเทศเป้าหมายต่อไป
นพ.เกรียงศักดิ์กล่าวต่อไปว่า คณะทำงานได้ตั้งเป้าหมายในปีแรกจะมีนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์จากต่างชาติประมาณ 1,000 คน/เดือน หรือประมาณวันละกว่า 30 คน โดยแต่ละคนจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 100,000 บาท ภาพรวมเป็นเงินประมาณ 1,200 ล้านบาท/ปี ส่งผลให้เศรษฐกิจ จ.สงขลาจะได้ขยายตัวเติบโตขึ้นประมาณ 1,200 ล้านบาท/ปี และภายในระยะ 5 ปีตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 1,000 คน/วัน หรือประมาณ 30,000 คน/เดือน หรือประมาณ 300,000 คน/ปี แต่ละคนมีค่าใช้จ่ายประมาณ 100,000 บาท/คน เป็นภาพรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท/ปี จากที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาประมาณ 30-40 ล้านคน/ปี
โครงการหาดใหญ่เมดิคอลทัวริซึ่มตั้งเป้าหมายกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติในระดับพรีเมี่ยมที่มีกำลังซื้อต้องการเข้ามารักษาดูแลสุขภาพ โดยไม่ใช่ผู้ป่วยฉุกเฉิน เช่น เข้ามาผ่าตัดหัวใจ ผ่าตัดหัวเข่า ผ่าตัดตา ต่อมลูกหมาก ศัลยกรรมความงามสตรี สายตาสั้น โดยเฉพาะการผสมเทียม ซึ่งประเทศจีนมีความต้องการสูงมาก จัดทำแพ็กเกจท่องเที่ยวภายในจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง ส่งผลให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่องต่าง ๆ มีรายได้ด้วย เช่น ร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม รถตู้ให้เช่า รถตุ๊กตุ๊ก มัคคุเทศก์ สถานที่ท่องเที่ยว และจะมีตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นรองรับอีกจำนวนมาก เมื่อผู้ประกอบการ ประชากรมีรายได้เพิ่ม รัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีต่าง ๆ ได้เพิ่มขึ้น
“สำหรับเมดิคอลทัวริซึ่ม ผู้ที่จะเข้ามาจะต้องค้นหาเชื้อโรคไวรัสโควิด-19 คัดกรองที่ต้นทาง 2 รอบก่อน และปลายทางค้นหาเชื้อไวรัสโควิด-19 คัดกรองอีก 2 รอบ โดยทางคณะแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ จะรอบคอบระวังกว่าบุคคลทั่วไปอยู่แล้วเรื่องโรค จึงมีความเชื่อมั่นได้ในส่วนตรงนี้”
นพ.เกรียงศักดิ์กล่าวต่อไปว่า สำหรับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ภายในประเทศไทย จะต้องมีนโยบายค้นหาไล่ล่าตรวจกวาดล้างชนิดปูพรม โดยการตรวจเจาะเลือดหาเชื้อโรคสำหรับพื้นที่เสี่ยงจะต้องเจาะเลือดแบบโรคเบาหวานใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็รู้ผล และส่วนพื้นที่ไม่เสี่ยงโดยจะต้องตรวจโดยการสุ่มเจาะเลือด เป็นต้น ทั้งหมดเป็นนโยบายเคลียร์พื้นที่ไวรัสโควิด-19