โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'พนมยงค์' มาจากไหน? จากผู้ดีกรุงศรีถึงรัฐบุรุษนาม 'ปรีดี' เกี่ยวข้องกับ 'พระเจ้าตาก' อย่างไร

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

พนมยงค์ มาจากไหน? จากผู้ดีกรุงศรีถึงรัฐบุรุษนาม ‘ปรีดี พนมยงค์‘ เกี่ยวข้องกับ ‘พระเจ้าตาก’ อย่างไร

ชีวประวัติของ ปรีดี พนมยงค์ (11 พฤษภาคม พ.ศ. 2443-2 พฤษภาคม พ.ศ. 2526) รัฐบุรุษอาวุโสของไทย มีหลากหลายเรื่องราวที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง คณะราษฎร บทบาททางการเมือง การต่อสู้ของเสรีไทย ฯลฯ หนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ รากเหง้าของตระกูล “พนมยงค์” ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีหรือพระเจ้าตากอย่างไม่น่าเชื่อ!

ในหนังสือ“ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์” (พิมพ์ครั้งที่ 2, 2535) ปรีดีได้บันทึกเรื่องราวของต้นตระกูลพนมยงค์ ซึ่งเล่าย้อนสืบไปไกลถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึงการจดทะเบียนนามสกุล“พนมยงค์” ของบิดา เมื่อสมัยรัชกาลที่ 6

พนมยงค์ มาจากไหน?

ปรีดีบันทึกไว้ว่า บริเวณนอกกำแพงเมืองทิศเหนือของกรุงศรีอยุธยา มีวัดแห่งหนึ่งตั้งอยู่ ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบต่อกันมาว่า สร้างขึ้นโดยพระนมของพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา พระนมผู้นั้นมีนามว่า“ประยงค์” อย่างไรก็ตาม ปรีดีไม่ได้อธิบายว่า พระนมประยงค์ผู้นี้เป็นพระนมของพระมหากษัตริย์พระองค์ใด พระนมประยงค์ตั้งบ้านเรือนบริเวณฝั่งใต้ของคลองเมือง คือตั้งอยู่บริเวณชานกำแพงเมืองกรุงศรีอยุธยา (ฝั่งตรงข้ามวัด มีคลองเมืองขวางอยู่) หรือบริเวณอนุสรณ์สถานปรีดีพนมยงค์ในปัจจุบัน ซึ่งก็คือนิวาสถานเดิมของปรีดีนั่นเอง

โดยคำว่าพนมยงค์ ก็มีที่มาจาก “พระนมประยงค์” นั่นเอง

เหตุที่แปลงเสียงพระนมประยงค์เป็นพนมยงค์นั้น ปรีดีอธิบายว่า ในอดีตชาวกรุงศรีอยุธยาออกเสียงเรียกพระนมว่า “พะนม” โดยไม่มี ร. เรือ ควบกล้ำ และเขียนโดยไม่ประวิสรรชนีย์ (-ะ) จึงกลายเป็น “พนม” ส่วนชื่อบุคคล ก็นิยมเรียกแต่ชื่อพยางค์ท้าย ชื่อประยงค์จึงเรียกเพียง“ยงค์” พระนมประยงค์จึงเป็นที่รู้จักกันในนาม “พนมยงค์” และได้เรียกวัดที่พระนมประยงค์สร้างนั้นว่า “วัดพนมยงค์”

นายเกริ่น รุ่น 1

เวลาล่วงเลยผ่านไป เรือนของพระนมประยงค์ได้ตกทอดถึงลูกหลานหลายชั่วอายุคน จนมาถึงรุ่นของ “นายเกริ่น”

มารดาของนายเกริ่นให้กำเนิดนายเกริ่นในช่วงเหตุการณ์การเสียงกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 บิดาของนายเกริ่นเป็นนายกอง ทำการสู้รบกับพม่าที่ตำบลสีกุกจนสิ้นชีพ เมื่อมารดาของนายเกริ่นทราบข่าวการตายของสามี และเห็นว่าพม่ารุกประชิดกรุงศรีอยุธยามากขึ้นทุกขณะ จึงอพยพพาบุตรและญาติลงเรือพายออกไปทางแม่น้ำป่าสัก ถึงบ้านญาติที่ตำบลท่าหลวง สระบุรี พำนักอยู่ที่นั่นจนกระทั่งพระเจ้าตากนำกำลังขับไล่พม่าออกไปได้สำเร็จ มารดานายเกริ่นจึงอพยพกลับมาอยู่นิวาสถานเดิม

บ้านเรือนและวัดพนมยงค์ถูกทำลายเนื่องด้วยภัยสงคราม มารดานายเกริ่นจึงปลูกเรือนไม้ไผ่เป็นที่พำนัก จากนั้นทำขนมชนิดต่าง ๆ ขาย จนเป็นที่เลื่องลือว่ามีรสชาติอร่อย เรียกว่า “ขนมบ้านหน้าวัดพนมยงค์” หลังจากบ้านเมืองสงบ บริเวณนั้นก็ฟื้นคืนเป็นย่านตลาด การค้ากลับมาคึกคักอีกครั้ง มารดานายเกริ่นค้าขายดีขึ้น จนปลูกเรือนฝากระดาน ณ บ้านเรือนเดิมได้สำเร็จ พร้อมกับบูรณะวัดพนมยงค์ สร้างโบสถ์ใหม่บนฐานรากของโบสถ์เดิมที่ถูกทำลาย สร้างศาลาการเปรียญกับกุฏิสงฆ์ และนิมนต์พระสงฆ์จากวัดอื่นมาจำพรรษา

เมื่อนายเกริ่นเติบโตเป็นผู้ใหญ่จึงได้แต่งงานกับนางแก้ว บุตรีของหัวหน้าคณะปี่พาทย์ตำบลสวนพริก มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ นางปิ่น (ต่อมาทายาทตั้งนามสกุลพนมยงค์),นางบุญมา (ต่อมาทายาทตั้งนามสกุล ณ ป้อมเพชร์), ทรัพย์ และอ้น

นางปิ่น รุ่น 2

“นางปิ่น” แต่งงานกับ“นายก๊ก” แซ่ตั้ง ซึ่งเป็นชาวจีน เกิดเมื่อ พ.ศ. 2337 (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1) ที่หมู่บ้านเอ้ตัง แขวง (อำเภอ) เท่งไฮ้ เขต (จังหวัด) แต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง นายก๊กผู้นี้มีประวัติที่ไม่ธรรมดา เพราะมีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับพระเจ้าตาก ตามที่ปรีดีบันทึกไว้ว่า

“…ตามบันทึกของบรรพบุรุษแซ่ตั้งแห่งหมู่บ้านเอ้ตังดังกล่าวว่าก๊กเป็นลูกของเส็ง เส็งเป็นลูกของเฮง เฮงไปเมืองไทยเมื่อเส็งยังเล็กอยู่ แม่ของนายเฮงเป็นอาของ ‘แต้อ๋อง’ (จีนแต่จิ๋วเรียกพระเจ้ากรุงธนว่า ‘แต้อ๋อง’) เฮงช่วยแต้อ๋องรบพม่าตาย เส็งส่งก๊กลูกชายไปค้าขายที่เมืองไทย ตามที่บรรพบุรุษได้เล่าให้ฟังเพิ่มเติม ประกอบด้วยอาศัยเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเฮงปู่ของก๊กดังต่อไปนี้

เฮงได้เข้ามาเมืองไทยในรัชสมัยของพระเจ้าที่นั่งสุริยามรินทร์ ได้พักอยู่กับญาติฝ่ายจีนของพระเจ้าตากในบริเวณคลองสวนพลู (สมัยนั้นเป็นบริเวณที่ชาวจีนอาศัยอยู่) เมื่อกษัตริย์พม่าได้ส่งกองทัพมารุกรานอาณาจักรไทย และสามารถทำลายแนวต้านทานที่มีอยู่ประปรายได้แล้วเคลื่อนกำลังเข้ามาใกล้กรุงฯ นั้น พระมหากษัตริย์จึงได้มีพระบัญชาให้เจ้าหน้าที่รวบรวมราษฎรจำนวนหนึ่งเข้าไปรักษาป้องกันกำแพงกรุงฯ โอกาสนั้นมีชาวจีนจำนวนหนึ่งซึ่งรวมทั้งนายเฮงได้อาสาเข้าร่วมกับราษฎรไทยในการนั้นด้วย ทางการไทยจึงได้มอบจีนเหล่านั้นให้สังกัดอยู่ในกองที่พระยาตากเป็นผู้บังคับบัญชา…”

ดังนั้น นายก๊กจึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้าตาก เพราะย่าทวดมีศักดิ์เป็นอาของพระเจ้าตาก และนายเฮง หรือปู่ของนายก๊ก ก็เคยสนองพระเดชพระคุณรับใช้พระเจ้าตากในคราวกู้กรุงศรีอยุธยา

ทว่า ปรีดีไม่ได้เล่าว่า นายเฮงได้สิ้นชีพในสมรภูมิใด เล่าเพียงว่า ภายหลังจากย้ายเมืองหลวงมายังกรุงธนบุรีแล้ว มารดาของนายเฮงได้ส่งจดหมายมาถวายพระเจ้าตาก แสดงความยินดีที่ได้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทย และได้ถามข่าวคราวของบุตรชายซึ่งขาดการติดต่อมานาน พระเจ้าตากจึงโปรดเกล้าฯ ให้ตอบไปว่า “…นายเฮงได้สิ้นชีพในการรับใช้พระองค์ต่อสู้กับศัตรูของชาติไทย…” และพระราชทานเงินพดด้วงให้ครอบครัวนายเฮงจำนวนหนึ่ง

ต่อจากนั้น มารดานายเฮงตั้งใจว่า เมื่อนายเส็งผู้เป็นหลานเติบใหญ่จะให้เดินทางมาเมืองไทยเพื่อรับใช้พระเจ้าตาก ทว่า เกิดเหตุการณ์เปลี่ยนราชวงศ์เสียก่อน จึงไม่ได้เดินทางเข้ามา นายเส็งจึงทำมาหากินในเมืองจีนต่อไป กระทั่งเกิดเศรษฐกิจฝืดเคือง นายเส็งจึงส่งนายก๊กผู้เป็นบุตรมาทำมาหากินที่เมืองไทย นายก๊กเดินทางเข้ามาเมืองไทยในสมัยรัชกาลที่ 2 ทำมาหากินอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา โดยได้ใช้เงินพดด้วงที่พระเจ้าตากพระราชทานมาให้ครอบครัวของตนนั้นเป็นเงินทุนตั้งตัวเลี้ยงชีพ

นายก๊กมีความรู้เชี่ยวชาญทำแป้งข้าวหมัก ทำขนมแบบจีน เต้าหู้ และเต้าเจี้ยว หากินเลี้ยงชีพจนซื้อแพได้หลังหนึ่ง จอดอยู่ใกล้วัดพนมยงค์ ทำการค้าขายบริเวณนั้น ไม่ช้าก็ชำระหนี้ที่กู้ยืมมาจดหมด เริ่มมีฐานะเป็นนายทุนขนาดกลางของหัวเมือง จนได้แต่งงานกับนางปิ่น บุตรของนายเกริ่น ทั้งสองช่วยกันทำมาหากิน ขายขนมไทยและจีนอยู่บริเวณวัดพนมยงค์ มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือนายเกิด กับนายตั้ว

นายเกิด รุ่น 3

“นายเกิด” เป็นผู้สืบทอดกิจการต่อจากบิดามารดา ทำมาค้าขายเจริญขึ้นกว่าเดิมมาก ต่อมาได้แต่งงานกับนางคุ้ม จากครอบครัวค้าขายเมืองวิเศษชัยชาญ มีบุตรด้วยกัน 8 คน คือ นายแฟง, นายฮวด, นายชุน, นางสาวง้วย, นายฉาย, นายฮ้อ, นายเสียง และนางบุญช่วย

บุตรแต่ละคนของนายเกิดต่างก็ออกไปตั้งบ้านเรือนสร้างครอบครัวของตัวเองในหลายพื้นที่ เวลาต่อมากิจการของนายเกิดกลับทรุดโทรมลง เนื่องจากบริเวณวัดพนมยงค์เสื่อมโทรม เพราะคลองเมืองตื่นเขิน ค้าขายลำบาก เมื่อรัฐบาลได้ตั้งศาลามณฑลที่บริเวณวังจันทรเกษม อีกทั้งมีตลาดใหม่ที่หัวร่อ และโรงบ่อยเบี้ยขึ้นที่นั้น ย่านนั้นจึงเจริญขึ้น ทำให้ย่านวัดพนมยงค์หมดสภาพการเป็นย่านตลาดไป การทำมาหากินของนายเกิดและบุตรหลานผู้สืบกิจการต่อมาจึงฝืดเคืองหนัก

นายเสียง รุ่น 4

“นายเสียง” บิดาของปรีดี เกิดเมื่อ พ.ศ. 2409 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 ครั้นนายเสียงอายุ 20 ปี ได้อุปสมบทที่วัดพนมยงค์ 3 พรรษา ลาสิขาบทแล้วได้แต่งงานกับนางลูกจันทน์ บุตรีหลวงพานิชย์พัฒนากร (เบ๊ก) กับนางพานิชย์พัฒนากร (เล็ก กิจจาทร)

หลังแต่งงานมีผู้แนะนำให้นายเสียงสมัครทำราชการเพราะมีพื้นฐานรู้หนังสือ แต่นายเสียงชอบอาชีพอิสระ จึงสมัครเรียนปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ ณ สำนักหมออดัมเซ็น (Hans Adamsen หรือพระบำบัดสรรพโรค) เมื่อสอบได้ประกาศนียบัตร ก็ได้ไปทำการปลูกฝีแก่ราษฎร ต่อมาไปทำป่าไม้บริเวณพระพุทธบาท แต่ก็เลิกกิจการเพราะขาดทุนมาก

จากนั้นไปทำนาที่ตำบลท่าหลวง แต่เกิดฝนแล้งติดกัน 2 ปี ทำนาไม่ได้ผล ซ้ำเป็นหนี้ จึงเลิกทำนาที่นั่น หันไปหักร้างถางพงที่ดินร้างที่ตำบลอู่ตะเภา แต่ก็ทำนาไม่ได้ผล ฝนแล้งบ้าง น้ำท่วมบ้าง เพลี้ยกินข้าวบ้าง กระทั่งบริษัทขุดคลองคูนาสยามขุดคลองมาถึงบริเวณที่ดินของนายเสียงที่หักร้างถางพงไว้นั้น ก็ต้องจ่ายเงินให้บริษัทเป็นค่าขุดคลองตามอัตรา นายเสียงไม่มีเงิน จำต้องกู้ยืมเงินมาจ่าย ทำให้ฐานะตกต่ำลงไปอีก จาก“นายทุนน้อยในเมือง” มาเป็น “ชาวนาผู้มีทุนน้อยในชนบท”

กระทั่งรัฐบาลดำเนินโครงการชลประทานป่าสักใต้ ที่นาของนายเสียงได้ประโยชน์ ช่วยให้นายเสียงกลายเป็นชาวนานายทุนน้อยแห่งชนบท”

นายเสียงมีบุตรกับนางลูกจันทน์ 6 คนคือ นางธราทรพิทักษ์ (เก็บ), นายปรีดี, นายหลุย, นางนิติทัณฑ์, ประภาศ (ชื่น), นางเนื่อง ลิมปินันท์ และนายถนอม นอกจากนี้นายเสียงยังมีภรรยาอีกคนหนึ่ง ชื่อนางปุ้ย มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือนายอรรถกิติกำจร (กลึง) และนางน้อม ตามสกุล

นามสกุล พนมยงค์

สำหรับการจดทะเบียนนามสกุล “พนมยงค์” ปรีดีเล่าว่า บรรดาบุตรชายของนายเกิด (ปู่ของปรีดี) ต่างก็ย้ายไปสร้างครอบครัวที่ตำบลอื่นจังหวัดอื่น กรมการอำเภอจึงตั้งนามสกุลให้ตามตำบลที่อาศัย หลานของนายเกิดบางคนที่กำลังรับราชการทาหาร ก็ได้รับแต่งตั้งนามสกุลจากผู้บังคับบัญชา ส่วนนายเสียงผู้เป็นบิดาของปรีดีนั้น“พระสุวรรณวิมล” เจ้าคณะจังหวัด ซึ่งเป็นผู้รู้เรื่องราวบรรพบุรุษของนายเสียงเป็นอย่างดี จึงบอกให้นายเสียงสมควรตั้งนามสกุลว่า “พนมยงค์”

ศิษย์ของพระสุวรรณวิมลคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้คิดนามสกุลประจำอำเภอรอบกรุง (อำเภอพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน) ก็เห็นชอบกับนามสกุลนี้ จึงจัดการให้กรมการอำเภอจดทะเบียนนามสกุลแก่นายเสียงว่าพนมยงค์ ตระกูลพนมยงค์จึงมีขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา

สรุปลำดับตระกูล “พนมยงค์” ดังนี้ พระนมประยงค์ -> นายเกริ่น (แต่งงานกับนางแก้ว) -> นางปิ่น (แต่งงานกับนายก๊ก) -> นายเกิด (แต่งงานกับนางคุ้ม) -> นายเสียง (แต่งงานกับนางลูกจันทน์) -> ปรีดี พนมยงค์

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 มิถุนายน 2563

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘พนมยงค์’ มาจากไหน? จากผู้ดีกรุงศรีถึงรัฐบุรุษนาม ‘ปรีดี’ เกี่ยวข้องกับ ‘พระเจ้าตาก’ อย่างไร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...