โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

"โซลาร์รูฟท็อป" คืออะไร? ติดแล้วจะประหยัดค่าไฟจริงไหม ?

Checkraka

เผยแพร่ 14 ม.ค. 2564 เวลา 07.57 น. • เช็คราคา.คอม

ในต่างประเทศที่มีแสงแดดจัดได้มีการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า ที่เรียกว่า เซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell) เพื่อทดแทนการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบเดิม โดยผลักดันให้มีการนำ Solar Cell มาติดตั้งบนหลังคาบ้านที่อยู่อาศัย และบนอาคารต่าง ๆ หรือที่มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า "โซลาร์รูฟท็อป" (Solar Rooftop) เพื่อให้บ้านทุกหลังที่ติดตั้งได้ทำการผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เองในเวลากลางวัน เป็นการประหยัดไฟฟ้าและลดภาวะโลกร้อนไปด้วย อย่างในประเทศไทยเราที่มีแสงแดดจัดๆ เช่นกันนี้ทำให้เทคโนโลยี "โซลาร์รูฟท็อป" ก็เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ "โซลาร์รูฟท็อป" พร้อมหาคำตอบของความคุ้มค่าในการติดตั้ง และแพ็คเกจการติดตั้งมาฝากกันด้วยค่ะ

โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) คืออะไร?

การใช้ไฟฟ้าจาก "โซลาร์รูฟท็อป" ในบางประเทศเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

"โซลาร์รูฟท็อป" เหมาะกับใคร ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า

อยากติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป หาได้ที่ไหน ?

การขายไฟฟ้าให้กับหน่วยงานรัฐ โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) คืออะไร ? ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ก็คือการนำแผงโซลาร์เซลล์ มาติดตั้งบนหลังคาบ้าน หรือที่พักอาศัยต่างๆ เพื่อรับพลังงานแสงอาทิตย์ แล้วเปลี่ยนมาเป็นพลังงานไฟฟ้า แล้วเอามาใช้ภายในบ้านนั่นเองค่ะ

ตัวอย่างโซลาร์รูฟท็อปที่ติดตั้งอยู่บนหลังคาบ้าน โดยหลักการทำงานก็คือ เมื่อได้รับพลังงานแสงอาทิตย์มาแล้ว จะเปลี่ยนเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) แล้วส่งไปยังเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า ที่เรียกว่า Inverter แล้วเปลี่ยนไฟฟ้ากระแสตรงให้เป็นกระแสสลับ (AC) เราก็จะได้พลังงานไฟฟ้าไปใช้งานในบ้านได้ ทั้งหลอดไฟ ตู้เย็น ทีวี พัดลม และถ้ายังมีกระแสไฟฟ้าเหลือก็สามารถนำไปขายให้กับหน่วยงานของรัฐ หรือเอกชนได้อีกด้วย

ภาพแสดงหลักการทำงานของโซลาร์รูฟท็อป การใช้ไฟฟ้าจาก "โซลาร์รูฟท็อป" ในบางประเทศเป็นเรื่องปกติไปแล้ว จากกระแสการตื่นตัวกับสภาวะโลกร้อน และลดภาระจากการใช้เชื้อเพลิง "โซล่าร์รูฟท็อป" จึงได้รับความนิยมจากหลายๆ ประเทศมาอย่างยาวนาน เพราะนอกจากจะเป็นพลังงานที่สามารถนำมาหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องไม่มีวันหมดแล้ว ยังไม่ก่อให้เกิดมลภาวะใดๆ ที่ส่งผลเสียต่อโลกอีกด้วย คราวนี้เราลองมาดูกันค่ะว่า มีประเทศไหนบ้างที่มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และแต่ละประเทศสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้งานได้ทั้งหมดเท่าไหร่ ?

เมืองมาสดาร์ ซิตี้ (Masdar City) ณ กรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) "มาสดาร์ ซิตี้ (Masdar City)" เมืองพลังงานหมุนเวียนแห่งอนาคต ตั้งอยู่แถบชานกรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) อาคารทั้งหมดในเมืองนี้ใช้ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์รูฟท็อปที่ติดตั้งบนหลังคาอาคารเป็นพลังงานไฟฟ้าหลัก เพื่อรองรับการอยู่อาศัยของประชากรราว 40,000 คน และอีก 50,000 คน ที่คาดว่าจะเดินทางเข้าออกเมืองในแต่ละวัน เรียกว่าเป็นเมืองต้นแบบให้กับเมืองอื่นๆ ของโลกเลยค่ะ

ชุมชนพลังงานแสงอาทิตย์ ณ เมืองไฟร์บวร์ก ประเทศเยอรมนี (source) เมืองไฟร์บวร์ก (Freiburg) ประเทศเยอรมนี ได้มีการจัดตั้ง "Solar Settlement" หรือ "ชุมชนพลังงานแสงอาทิตย์ต้นแบบ" โดยอาคารทุกหลังมีการติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อป ไว้บนหลังคาเพื่อผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า ทำให้ชุมชนแห่งนี้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 420,000 กิโลวัตต์/ชั่วโมง และคิดเป็นพลังงานที่ส่งออกสูงสุดต่อปีถึง 445 กิโลวัตต์ เมื่อคำนวณแล้วจะเห็นได้ว่าชุมชนแห่งนี้สามารถลดการใช้พลังงาน เมื่อเทียบกับน้ำมันถึง 200,000 ลิตร และลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 500 ตัน

การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในประเทศญี่ปุ่น (Source) ประเทศญี่ปุ่น ประชาชนต่างให้ความร่วมมือในการหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทดแทนพลังงานนิวเคลียร์แบบเดิม ซึ่งผลจากการร่วมมือกันพบว่าสามารถผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 4,000 เมกะวัตต์ เทียบเท่ากับเตาปฏิกรณ์ไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง 4 โรง อีกทั้งรัฐบาลยังมีนโยบายในการรับซื้อไฟฟ้าจากบ้านของประชาชนในราคาสูงที่กว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติถึง 3 เท่าเลยทีเดียว "โซลาร์รูฟท็อป" เหมาะกับใคร ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า ในบ้านเราเอง มีลักษณะภูมิประเทศที่ตั้งอยู่ในโซนที่มีความเข้มข้นของแสงอาทิตย์ค่อนข้างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี จึงเหมาะกับการนำพลังงานแสดงอาทิตย์มาผลิดเป็นไฟฟ้าด้วยเช่นกันค่ะ โดยทางรัฐบาลเองก็มีการผลักดันให้มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้อย่างเสรี และรับซื้อไฟฟ้าจากประชาชนด้วยเช่นกัน

ขอบคุณภาพจาก tpifoam โซลาร์รูฟท็อป เหมาะกับใครบ้าง ? ทั้งนี้ เราต้องมาดูการใช้ไฟฟ้าของบ้านเรา หรือหน่วยงานของเราด้วยค่ะ เพราะแต่ละครัวเรือนนั้นจะแตกต่างกันไป ถ้าหากจะให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปนั้นคุ้มค่า ต้องเป็นบ้านหรือที่อยู่อาศัยที่มีการใช้ไฟฟ้าในตอนกลางวันเป็นส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ Work From Home, โฮมออฟฟิศ, หรือโรงงานขนาดเล็ก ที่มีการใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องในเวลากลางวัน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่สามารถดึงพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้งานได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องติดตั้งแบตเตอรี่เพื่อกักเก็บไฟฟ้ามาใช้ในตอนกลางคืนนั่นเองค่ะ ประหยัดค่าไฟจริงหรือ ? ทาง กกพ. เขาแนะนำถึงความคุ้มทุนของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปนี้ต้องดูที่พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในแต่ละครัวเรือนเป็นหลัก เปรียบเทียบกับปริมาณความต้องการและช่วงเวลาในการใช้ไฟฟ้าในบ้านของตนเองก่อน เช่น หากมีใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันมาก ระยะเวลาในการคุ้มทุนย่อมเร็วกว่า ถ้าผลิตไฟใช้เองได้ ก็จะไม่ต้องซื้อไฟฟ้า ก็จะทำให้ประหยัดค่าไฟประมาณ 3.80 บาทต่อหน่วย เหลือถึงขายไฟฟ้าในอัตราไม่เกิน 1.68 บาทต่อหน่วย อายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 10 ปี ข้อดีของการติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป

อยากติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป หาได้ที่ไหน ? ปัจจุบันเริ่มมีหลายบริษัท หลายหน่วยงานที่รับติดตั้งและจัดจำหน่ายโซลาร์รูฟท็อปที่ได้มาตรฐานมาเลือกมากมายเลยทีเดียวค่ะ เราสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมของมูลค่าการลงทุนของเราได้เลย วันนี้ Checkraka จะยกตัวอย่างแพ็คเกจมาให้ดูกันด้านล่างนี้ค่ะ ตัวอย่างแพ็คเกจ บริษัท เอท โซลาร์ จำกัด ผู้ติดตั้งและจัดจำหน่ายระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ชั้นนำของประเทศไทย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://eightsolar.com ตัวอย่างแพ็คเกจเริ่มต้น ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี ของ เอสซีจี โฮม

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://scghome.com ตัวอย่างการติดตั้ง

การขายไฟฟ้าให้กับหน่วยงานรัฐ สำหรับประชาชนทั่วไปที่อยากขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าสามารถเข้าร่วมโครงการ "โซลาร์ ภาคประชาชน" โดยไปลงทะเบียนได้ที่ solar.erc.or.th เดิมทีนั้นมีการรับซื้อในอัตรา 1.68 บาทต่อหน่วย แต่เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมามีการปรับเพิ่มเป็น 2.20 บาทต่อหน่วย มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 นี้

เห็นแบบนี้แล้ว หากท่านใดสนใจอยากจะติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาบ้าน คงมั่นใจได้ว่าการติดตั้งจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป เพราะในปัจจุบัน มีบริการติดตั้งให้กับเราตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ตั้งแต่สำรวจพื้นที่ในการติดตั้งไปจนถึงการยื่นเอกสารให้กับหน่วยงานของรัฐ แถมยังมีระยะเวลาในการใช้งานที่ยาวนาน สามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาเพียงแค่ 8 ปี เรียกว่าได้ทั้งไฟฟ้าฟรี ได้ทั้งรายได้จากการขายไฟให้กับหน่วยงานของรัฐ แถมยังได้ช่วยรักษาให้โลกใบนี้ของเราให้น่าอยู่ไปอีกนานด้วยค่ะ หมายเหตุ

  • การคำนวณปริมาณหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ขั้นต่ำ/ปี ใช้สมมติฐานความเข้มแสงอาทิตย์สูงสุดที่ 4 ชม./วัน
  • สมมติฐานการคำนวณการคืนทุนใน 8 ปี เป็นการคำนวณจากกำลังการผลิตที่ 10 KW
  • สมมติฐานคำนวณการประหยัดไฟฟ้าได้ภายใน 25 ปี คำนวณจากอัตราค่าไฟฟ้า 5 บาท/หน่วย และปรับเพิ่มร้อยละ 5 ต่อปี
  • ปริมาณหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ขั้นต่ำ/ปี และค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้อาจแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่น ภูมิอากาศ,มุมองศา,การถูกบดบัง, พื้นที่ติดตั้ง
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...