โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สวทช.ผนึก 3 พันธมิตรหนุนผู้ประกอบการไทย ผ่าน 'RDIMS'

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 20 ม.ค. 2564 เวลา 15.10 น. • เผยแพร่ 21 ม.ค. 2564 เวลา 08.00 น.

เป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อปี 2544 สวทช.ได้เข้าร่วมกับกรมสรรพากรโดยมีบทบาทหน้าที่ในการดำเนินการตรวจสอบและให้การรับรองโครงการวิจัยเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไปใช้เป็นสิทธิประโยชน์ลดหย่อนทางภาษีกับกรมสรรพากรได้ ซึ่งเกือบ 2 ทศวรรษที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จากผลการดำเนินงานจนถึงปี 2563 มีผู้ประกอบการรวมแล้วกว่า 444 ราย มีโครงการที่ได้รับการรอบรองแล้วกว่า 4,776 โครงการ  รวมมูลค่ากว่า 18,332 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมภาคเอกชนให้เกิดการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศสู่นวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนที่จะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และพัฒนาสู่เป้าหมายการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่จะช่วยสร้างองค์ความรู้และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ต่อมาใน

161115498610

โดยผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นได้สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม เฉพาะในปี 2563 ที่ผ่านมาคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 8,800 ล้านบาท และในปัจจุบันกระทรวงการคลังโดยกรมสรรพากรกำหนดให้ผู้ประกอบการ สามารถใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีด้วยวิธี Self Declaration เพิ่มอีกหนึ่งช่องทางนอกหนือจาก Pre-approval หรือวิธีการตรวจสอบรับรองโครงการวิจัย โดยผู้ประกอบการจะใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีเองได้หากมีระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมหรือ RDIMS ที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนรายชื่อจาก สวทช. สำหรับโครงการวิจัยที่มีมูลค่าโครงการไม่เกิน 3 ล้านบาท

และเพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ RDIMS เพิ่มมากขึ้น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.), สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ (สรอ.) และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ (สพช.) ในการผลักดันและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ได้มีการประยุกต์ใช้ รวมถึงได้รับการตรวจประเมินและรับรองความสอดคล้องตามข้อกำหนดระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Research, Technology Development and Innovation Management System : RDIMS)

โดยในปีงบประมาณ 2564 นี้ สวทช. วว. และ สรอ. จะทำหน้าที่ตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานระบบ RDIMS ตามข้อกำหนดที่พัฒนาขึ้น ส่วน สพช. จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำการจัดให้มีมาตรฐานดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการช่วยพัฒนาระบบบริหารจัดการงานวิจัยฯ ของผู้ประกอบการเอกชน โดยเฉพาะของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ให้เป็นไปอย่างมีระบบและมีความต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งนี้ กิจการที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระบบ RDIMS ยังจะสามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการยกเว้นภาษี สำหรับรายจ่ายการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม ด้วยวิธีการ Self-Declaration ได้อีกด้วย โดยเป็นความร่วมมือภายใต้หนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา

161115510216

ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล  ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ของภาวะเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ให้ทันต่อสถานการณ์ เพื่อยังคงความสามารถในการแข่งขันและการอยู่รอดแบบยั่งยืน ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ การลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการดำเนินกิจกรรมต่อยอดผลงานวิจัยให้เกิดเป็นนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถตอบสนองต่อโอกาสภายนอกและภายในได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การมีระบบบริหารจัดการงานวิจัยที่เป็นระบบและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ในการสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาเป็นสินค้าหรือบริการนวัตกรรม  จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนของระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

ขณะเดียวกัน ผอ.สวทช.ยังได้กล่าวเสริม ในเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ที่จัดขึ้นในหัวข้อ “การสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรภารัฐและเอกชนดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเชิงระบบ” ว่า  ในแง่ของการประกอบธุรกิจปัจจุบันการประกอบธุรกิจมีการแข่งขันสูง ทั้งในมิติของตลาด หรือความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งโลจิสติกส์ เพราะทุกวันนี้สามารถสั่งซื้อสินค้าข้ามประเทศได้อย่างรวดเร็ว และการแข่งขันเรื่องราคา ดังนั้นบริบทต่างๆเปลี่ยนไปเยอะมากเพราะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพราะฉะนั้นเมื่อบริบทการใช้ชีวิตของผู้บริโภคจะเปลี่ยนไป หากผู้ประกอบการยังคงอยู่กับเทคโนโลยีเดิม รูปแบบการชัดการแบบเดิม รูปแบบการค้าแบบเดิม จะส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันนั้นถดถอยลง

ดังนั้นเมื่อตลาด และความต้องการของลูกค้ามีการเคลื่อนตัวคู่แข่งเคลื่อนตัวไป และการแข่งขันเกิดขึ้นพร้อมกับทั่วโลก เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงภาพรวมระบบไปพร้อมๆกับกลไกการขับเคลื่อนของประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการ และผู้ประกอบการจะต้องนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมในเรื่องกระบวนการ ธุรกิจ ล้วนแต่มีความเสี่ยง ดังนั้นภาครัฐจึงจำเป็นต้องเข้าไปสนับสนุนกลไกภายใต้ RDIMS ซึ่งจะช่วยให้การขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนามีรูปแบบ มีแบบแผนที่ไปในทิศทางที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดี พร้อมกับ การที่ภาครัฐเกื้อหนุนด้านภาษี 300% ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่ลงไปจะทำให้ส่งผลต่อภาพรวมของบริษัท ที่ช่วยให้ภาคเอกชนมีความเสี่ยงลดลง และทำวิจัยได้เร็วขึ้น และมีผลต่อการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว

"ดังนั้นผู้ประกอบการเมื่อจะลงมือดำเนินการ ส่วนแรกต้องเริ่มจากการทบทวนบริษัทว่าประกอบธุรกิจอะไร มีความสามารถอะไร กำลังเครื่องจักรเป็นอย่างไร บุคลากรเป็นอย่างไร อีกทั้งในแง่ของบัญชี สามารถขยับขยายได้มากน้อยแค่ไหน และทิศทางในอนาคตเป็นอย่างไร ซึ่งต้องมีการทบทวน แต่เมื่อทบทวนเสร็จแล้วนั้นจะทำให้สามารถกำหนดนโยบายและเป้าหมายการดำเนินงานได้ ว่าจะมีการขับเคลื่อนธุรกิจไปในทิศทางใด และจะสร้างนวัตกรรมอะไรให้อยู่ภายใต้ความสามารถที่มี หากดูบริบท และกำหนดทิศทางได้จะเป็นสิ่งที่ทำให้การวิจัยสอดรับกับบริบทเหล่านั้นได้มากกว่าการทำตามบุคคลอื่น ในขั้นตอนถัดไปจะนำไปสู่การวางแผนทรัพยากร ซึ่งภายใต้ทรัพยากรที่มีจะเพิ่มพูนได้อย่างไรบ้าง จากพันธมิตรหรือแหล่งอื่นๆ  และวางสู่การวิจัยได้อย่างไรบ้าง เพราะการวิจัยจะนำไปสู่การผลิตและใช้งานในเชิงพาณิชย์ โดยการลงทุนตอนนั้นจะเป็นการลงทุนด้านสมมติฐาน ดังนั้นจะต้องมีการวางแผนและจัดสรรทรัพยากรให้ดีตั้งแต่เริ่มต้นที่สำคัญ"

และจากนั้นเริ่มพัฒนาลงมือทำจริง พร้อมกับสื่อสารออกไปให้กับบุคลากรในองค์กรถึงแผนการพัฒนา และขณะเดียวกันก็จะสามารถตรวจสอบได้ว่าโครงการเหล่านั้นดำเนินการตามที่วางไว้ได้หรือไม่ ใช้ทรัพยากรตรงตามที่ต้องการหรือไม่ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้รับการตรวจสอบแล้วผลออกมาเป็นอย่างไร ก่อนจะดำเนินการในขั้นตอนถัดไป ดังนั้นการดำเนินการเหล่านี้ต้องอาศัยการวางแผนอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันในกระบวนการทำงานสิ่งสำคัญที่จะถูกพิจารณาค่อนข้างเยอะในระบบคือ “สิ่งที่กำลังทำมีความเสี่ยงทางเทคนิคหรือไม่” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของ RDIMS ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

161115535885

ส่วนทางด้านนางสาว อัจฉรา ปู่มี  กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในผู้ประกอบการ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทตัดสินใจลงทุนทำวิจัย คือ การที่ต้องการจะมีผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมที่จะให้บริการลูกค้ามีคุณภาพดี แตกต่างจากคู่แข่ง  ดังนั้นการวิจัยและพัฒนาจะช่วยส่งเสริมให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขัน ในตลาดได้ และมีความมั่นคงในการทำธุรกิจ นอกจากนั้นจะมีในเรื่องของที่จะได้สิทธิประโยชน์ในเรื่องของภาษี โดยสามารถลดหย่อนภาษีได้ถึง 200% และในบางปีงบประมาณสามารถลดหย่อนภาษีได้ถึง 300% ดังนั้นตรงจุดนี้จึงมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก และถือเป็นแรงจูงใจให้ธุรกิจหรือบริษัทต่างๆมีการทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อที่จะสามารถช่วยให้งานวิจัยมีมูลค่าที่ลดลงจากที่ลงทุนในตอนต้น

ส่วนในมุมมองของผู้ประกอบการ ความคาดหวังในการประยุกต์ใช้ระบบ RDIMS ในองค์กร มองว่า การที่จะมีระบบต่างๆเข้ามาช่วยในการทำให้ธุรกิจทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น และมีมาตรฐานในการทำงานที่ดีขึ้น และสิ่งที่คาดหวังคือต้องการที่จะให้การทำงานของบริษัทมีความถูกต้อง มีความชัดเจน เพื่อให้องค์กรได้รับการรับรองในการทำวิจัยและนวัตกรรมอย่างมีมาตรฐาน ซึ่ง “มาตรฐาน” เป็นสิ่งที่ธุรกิจแทบทุกธุรกิจต้องการเป็นอย่างมาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...