โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ครูช้อย” เบโธเฟนเมืองไทย อัจฉริยศิลปินตาบอด ครูดนตรีฝีมือขั้นเทพ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 ส.ค. 2567 เวลา 03.30 น. • เผยแพร่ 10 ส.ค. 2567 เวลา 23.15 น.

รู้จัก “ครูช้อย” (ช้อย สุนทรวาทิน) เบโธเฟนเมืองไทย ปรมาจารย์แห่งวงการดนตรีไทย อัจฉริยศิลปินตาบอด ครูดนตรีฝีมือขั้นเทพ

ลุดวิก ฟาน เบโธเฟน (Ludwig Van Beethoven) นักดนตรีชาวเยอรมนี เข้าสู่เส้นทางสายดนตรีตั้งแต่ยังเด็ก โดยมีพ่อเป็นตัวตั้งตัวตี สามารถแสดงเปียโนได้ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เขาได้ไปเรียนดนตรีที่เวียนนากับครูที่มีชื่อเสียง แต่เกิดขัดแย้งกันด้วยความคิดที่แตกต่าง จึงได้ออกตระเวนแสดงดนตรีไปตามวิถีทางของตัวเองจนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จัก

แต่โชคร้ายที่จู่ๆ หูของเขาก็ไม่ได้ยิน ในสมัยนั้นคนพิการไม่ถูกยอมรับ แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ ยืนหยัดที่จะเป็นนักดนตรีต่อไป ผู้คนยอมรับในพรสวรรค์ของเขา ไม่ปิดทางของเขาด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย

แม้เบโธเฟนจะละโลกนี้ไปนานแล้ว แต่ผลงานของเขาก็ยังคงเป็นอมตะ อาทิ Pastoral Symphony No.6, Triple Concert and Piano Sonata เป็นต้น

คนดนตรีที่มีข้อจำกัดทางร่างกายเป็นอุปสรรคในทำนองเดียวกันนี้ในเมืองไทยของเราก็มีให้เห็นอยู่ คือ อัจฉริยศิลปินตาบอด “ครูช้อย” นั่นเอง

ช้อย สุนทรวาทิน ปราชญ์ดนตรีไทย

ครูช้อย (ช้อย สุนทรวาทิน) ปรมาจารย์แห่งวงการดนตรีไทย ปราดเปรื่องทั้งเรื่องมโหรีและปี่พาทย์ เกิดในบ้านดนตรีมีพ่อเป็นครูดนตรี (ชื่อ ครูทั่ง ซึ่งเป็นครูดนตรีผู้ใหญ่รุ่นใกล้เคียงกับ พระประดิษฐ์ ไพเราะ (ครูมีแขก)) จึงผูกพันกับดนตรีมาตั้งแต่ยังเล็ก

แกมีใจใฝ่รักดนตรีแต่ครูทั่งไม่ได้สอนวิชาให้ ด้วยเห็นว่าแกตาบอด ตอนที่ครูช้อยเกิดมาได้ไม่นานก็ป่วยเป็นไข้ทรพิษ ทำให้ตาบอดสนิททั้งสองข้าง

แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเรียน เวลาที่ครูทั่งสอนดนตรี บรรดาลูกศิษย์คนอื่นจะอยู่บนเรือน ส่วนครูช้อยก็จะนั่งฟังอยู่ที่ใต้ถุนเรือน ครูช้อยเพียรที่จะเรียนมากถึงขั้นเอากะลามะพร้าวมาคว่ำวางเรียงกันเป็นลูกฆ้อง เวลาครูทั่งสอนอะไรๆ ครูช้อยก็จะนั่งฟังด้วย ทำแบบนี้อยู่ประจำ

เมื่อครูทั่งไม่อยู่บ้าน ครูช้อยก็จะขึ้นไปซ้อมกับเครื่องดนตรีจริงบนเรือน ได้ฝึกได้ซ้อมทุกชิ้นจนคล่องมือตรากตรำพร่ำเรียนพร่ำซ้อมมานาน แต่ครูทั่งก็ไม่ยอมเปิดใจเปิดโอกาสให้สักที แต่โชคชะตาเข้าข้าง วันหนึ่งคนระนาดป่วยหาใครมาแทนไม่ได้ หนนี้ครูช้อยสบโอกาสได้แสดงฝีมือให้พ่อเห็น ปรากฏว่าทำได้ดี จนครูทั่งยอมรับยอมเปิดใจให้ลูก หลังจากที่ปิดกั้นมานานด้วยเห็นว่าตาบอด

นับจากวันนั้นครูช้อยเหมือนได้รับการปลดปล่อย ได้ทำในสิ่งที่รักโดยอิสระไม่ถูกกีดกั้นใดๆ อีก ครูทั่งก็เต็มใจจะสอนวิชาให้ สอนให้ครูช้อยหมดทุกสิ่งสิ้น จากนั้นท่านยังได้ไปเป็นศิษย์ของครูมีแขก (พระประดิษฐไพเราะ) อีกด้วย ทำให้ท่านมีความรู้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น

ครูช้อยท่านสอนดนตรีทั้งตามบ้านตามวัด ไม่เว้นแม้แต่ในวัง ถึงแม้จะมองไม่เห็นแต่ประสาทสัมผัสของท่านไม่เคยพลาด เวลาคุมลูกศิษย์ซ้อมเพลง ศิษย์คนไหนเล่นผิดจังหวะ ผิดทำนองหรือบกพร่องตรงไหนท่านก็จะดีดเม็ดมะขามใส่ ทิศทางของท่านแม่นยำมาก การดีดเม็ดมะขามก็เพื่อเป็นการเตือนสติให้รู้ตัวว่าผิด แล้วจึงบอกกล่าวให้ได้รู้ถึงข้อผิดพลาดนั้น

การเป็นคนเก่งของท่านได้สร้างประโยชน์ให้แก่วงการคีตศิลป์ไทย คือการเป็นครูดี มีศิษย์ดีช่วยสืบสานการดนตรี บรรดาลูกศิษย์ของท่านมีความสามารถ ได้แยกแตกสาแหรกออกไปตั้งสำนักมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง มีเช่น สำนักพระยาประสานดุริยศัพท์ สำนักพระยาเสนาะดุริยางค์ สำนักครูเพชร จรรย์นาฏย์ เป็นสำคัญ

นอกจากจะฝึกคนให้เก่งได้แล้ว ความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งของครูช้อยคือสามารถฝึกนกได้ ท่านเลี้ยงนกฮูกไว้ตัวหนึ่ง เวลาท่านไปสอนลูกศิษย์ตามบ้านจะพามันไปด้วย พอขากลับก็ปล่อยให้มันบินกลับเอง มันจำทางไปบ้านทุกหลังได้ ท่านฝึกจนมันพูดคำว่า “พ่อเรียก” ได้ เวลามีคนมาติดต่อให้ไปแสดงปี่พาทย์ ก็จะสั่งมันว่า “ไอ้ฮูก ไปเรียกพวกพี่ๆ มา” มันก็จะบินไปเกาะที่บ้านลูกศิษย์และร้องว่า “พ่อเรียก” จนครบทุกหลัง พอรุ่งเช้าบรรดาลูกศิษย์ก็มาพร้อมเพรียงกันที่บ้านครูช้อย

เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าคนตาบอดสามารถฝึกนกได้ ขณะที่คนตาดีบางคนก็ยังไม่สามารถ ความสามารถอีกอย่างที่แม้แต่คนตาดีๆ ยังต้องยกให้คือ การใส่สายซอสามสาย ท่านทำด้วยความชำนาญมาก

ครูช้อยกับเบโธเฟนนั้นคล้ายกันตรงที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย ต่างกันตรงที่ครูช้อยตาบอด แต่เบโธเฟนนั้นหูหนวกภายหลัง ครูช้อยต้องต่อสู้การถูกสบประมาทจากบิดา ต้องฝ่าฟันจนท่านยอมรับ ขณะที่เบโธเฟนต้องต่อสู้กับความพิการของตัวเองที่มาสูญเสียการได้ยินในภายหลัง ถือเป็นเรื่องที่ยากแก่การทำใจ แต่เขาก็ก้าวข้ามผ่านความรู้สึกนั้นมาได้

ถ้าจะบอกว่าเบโธเฟนเป็นผู้ไม่ยอมแพ้ต่อความพิการ ครูช้อยก็เป็นผู้ไม่ยอมแพ้แก่การถูกสบประมาทในความพิการเช่นกัน หากถือเอาคุณสมบัติที่มีหัวใจแกร่งข้อนี้จะกล่าวว่า ครูช้อยนั้นเป็นบีโธเฟนของเมืองไทยก็ย่อมได้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ถาวร สิกขโกศล . “สำนักดนตรีไทย จากต้นรัตนโกสินทร์ถึงครูเลื่อน สุนทรวาทิน”. ศิลปวัฒนธรรม. 28 : 9 กรกฎาคม 2550, หน้า 131-136.

โกวิทย์ ขันธศิริ. ดุริยางคศิลปะปริทัศน์ (ตะวันตก). กรุงเทพฯ : บริษัทโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช, 2528.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ครูช้อย” เบโธเฟนเมืองไทย อัจฉริยศิลปินตาบอด ครูดนตรีฝีมือขั้นเทพ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...