โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"นักท่องเที่ยว" ทะลัก! หวั่น "สนามบิน" แตกรองรับไม่ทัน

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 09 ม.ค. 2562 เวลา 09.38 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสำหรับประเทศไทยในปี 2562 นี้ว่า น่าจะมีจำนวนราว 40.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่ผ่านมาอีกราว 2 ล้านคน

จากแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาตินี้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มวิตกกันว่า ประเทศไทยจะบริหารจัดการนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาอย่างไร นับตั้งแต่สนามบินซึ่งเป็นด่านแรกในการรองรับนักท่องเที่ยว ไปจนถึงแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในด้านศักยภาพในการรองรับ

โดยเฉพาะในส่วนของสนามบิน เนื่องจากสนามบินหลักอย่างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองที่ปัจจุบันรองรับนักท่องเที่ยวแบบเกินศักยภาพในการรองรับไปเรียบร้อยแล้ว

หวั่นไทยรองรับไม่ทัน

แหล่งข่าวจากสายการบินรายหนึ่งให้ข้อมูลกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ด้วยขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารและเที่ยวบินของสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองที่มีจำกัดในตอนนี้ทำให้แผนการขยายธุรกิจของสายการบินที่วางไว้ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนการขยายเส้นทางบินและความถี่เที่ยวบินที่ไม่สามารถทำได้ตามแผนเดิม ทั้งยังมีความกังวลว่าจะส่งผลต่อเนื่องถึงแผนการเพิ่มฝูงบินในอนาคตอีกด้วย

สอดคล้องกับความเห็นในมุมวิชาการจาก “นวทัศน์ ก้องสมุทร” ประธานคณะกรรมการดำเนินการศูนย์วิจัยและบริการวิชาการด้านการขนส่งทางอากาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่กล่าวว่า ปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองมีจำนวนผู้โดยสารเกินขีดความสามารถไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ตัวเลขนักท่องเที่ยวยังคงเพิ่มขึ้นตามที่คาดการณ์อาจจะทำให้ระดับการบริการของสนามบินลดลงมากเกินไป และก่อให้เกิดความไม่พอใจจากผู้โดยสารเป็นวงกว้างได้รวมถึงอาจส่งผลกระทบให้เกิดการปรับราคาค่าโดยสารขึ้นในตลาดที่ขาดผู้แข่งขันหน้าใหม่ และมีโอกาสที่จะสูญเสียความเป็นฮับทางการบินในภูมิภาคอาเซียนตอนบนไป

โดย “นวทัศน์” แนะว่า ปัญหาของสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ในส่วนของการรองรับผู้โดยสาร จึงควรดำเนินการสร้างส่วนขยายสนามบินสุวรรณภูมิตามแผนเดิมที่วางไว้และควรจะเพิ่ม airport access สำหรับการเข้าออกสนามบิน

นอกจากนั้นการเพิ่มขีดความสามารถของสนามบินดอนเมืองด้วยการเร่งพัฒนารันเวย์ แท็กซี่เวย์ และหลุมจอดเพิ่มจะทำให้ขีดความสามารถของดอนเมืองเพิ่มจาก 50 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ไปเป็น 60-65 เที่ยวบินต่อชั่วโมง จะช่วยแบ่งเบาภาระของสุวรรณภูมิได้อีกทางหนึ่ง

ททท. เร่งกระจายสู่เมืองรอง

“ธเนศวร์ เพชรสุวรรณ” รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยว่า ททท.ไม่มีความกังวลเกี่ยวกับขีดความสามารถในการรองรับของสนามบินสุวรรณภูมิ แม้ว่าแผนการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 จะยังไม่คืบหน้า เพราะที่ผ่านมาสายการบินต่าง ๆ เริ่มขยับขยายของเส้นทางบินตรงสู่สนามบินในภูมิภาคอื่น ๆ แล้ว อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต เป็นต้น

และเชื่อว่าทางบริษัท ท่าอากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. จะสามารถบริหารจัดการให้อาคารผู้โดยสารหลังเดิมรองรับนักท่องเที่ยวได้ระหว่างรอการเพิ่มเติมขีดความสามารถ

ขณะเดียวกันทาง ททท.เองก็ได้พยายามเร่งทำการตลาดเพื่อกระจายนักท่องเที่ยวออกสู่ภูมิภาคและเมืองรองมากขึ้น และพยายามทำการตลาดร่วมกับสายการบินต่าง ๆ เพื่อให้เพิ่มเส้นทางบินตรงไปยังภูมิภาคมากยิ่งขึ้นด้วย

ทอท.เร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ด้าน “นิตินัย ศิริสมรรถการ” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า สนามบินหลัก 6 แห่งที่ ทอท.รับผิดชอบบริหารงานอยู่นั้นครองส่วนแบ่งทางการตลาด 86% (จากจำนวน 38 แห่ง

ทั่วประเทศ) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้โดยสารจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ใน 6 สนามบิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุวรรณภูมิและดอนเมืองซึ่งมีผู้โดยสารเกินขีดความสามารถไปค่อนข้างมาก

โดยหลังสิ้นปีงบประมาณ 2561 สนามบินสุวรรณภูมิมีศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารอยู่ที่ 45 ล้านคนต่อปี แต่ปัจจุบันมีจำนวนผู้โดยสาร 62.8 ล้านคนขณะที่ดอนเมืองมีศักยภาพในการรองรับผู้โดยสาร 30 ล้านคน แต่มีจำนวนผู้โดยสารมากกว่า 40 ล้านคน นั่นหมายถึงผลกระทบต่อระดับการบริการ (level of service) ที่ลดลงด้วย

บริหารสนามบินภููมิภาคเพิ่ม

ดังนั้นระหว่างรอการก่อสร้างเฟสที่ 2 และ 3 ของสนามบินสุวรรณภูมิ ทอท.จึงได้เพิ่มปริมาณคนและเทคโนโลยีเข้าไปเพื่อรักษาระดับการบริการ รวมถึงเน้นบริหารจัดการพื้นที่ที่มีอยู่ ลดช่วงคอขวดที่ทำให้เกิดความแออัดหรือล่าช้าในสนามบิน อาทิ การสร้างอาคารสำหรับการเช็กอินแบบกลุ่ม เพื่อรองรับผู้โดยสารจากกรุ๊ปทัวร์ที่มักจะมาแพ็กกระเป๋าใหม่ที่สนามบิน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ทอท.จะทยอยเพิ่มสนามบินในความดูแลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 อีก 4 สนามบิน ได้แก่ อุดรธานี สกลนคร ตาก และชุมพร พร้อมทั้งเตรียมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและทำการตลาดดึงเที่ยวบินไปลงด้วย

สำหรับส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเพิ่มเติมจะต้องประเมินสถานการณ์อย่างละเอียดรอบคอบ เนื่องจากในอีก 6-7 ปี

ข้างหน้าธุรกิจการบินจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าสู่ยุคของรถไฟความเร็วสูง ซึ่ง ทอท.เล็งเห็นว่าจะทำให้ธุรกิจการบินจะชะลอการเติบโต และมีเพียงสนามบินที่เป็นฮับ (hub) จะอยู่รอด ส่วนสนามบินที่เป็นเกตเวย์ (gateway) จะถูกทิ้ง ทอท.จึงได้วางนโยบายการบริหารสนามบินภูมิภาคละ 2 แห่ง แบ่งเป็น 1 ใหญ่ 1 เล็ก ให้สนามบินใหญ่ทำหน้าที่เป็นฮับ โดยเน้นการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดที่สูง เมื่อรถไฟความเร็วสูงเริ่มใช้งานได้จริงก็พร้อมที่จะรวมสนามบินเกตเวย์เข้ากับสนามบินฮับเพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิด

ยันไทยได้เปรียบเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ยังเชื่อว่าไทยยังเป็นประเทศที่ได้เปรียบเพื่อนบ้าน เนื่องจากมีจุดยุทธศาสตร์ที่ดี อยู่ใจกลางของอาเซียนตอนเหนือ แม้ประเทศเพื่อนบ้านจะมีสนามบินมากขึ้นและมีการท่องเที่ยวที่โตขึ้น แต่หากยังไม่มีการพัฒนาระดับมาตรฐานอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยก็จะยังคงโตแบบพอยต์ทูพอยต์ (point to point) ไม่ใช่ในรูปแบบของฮับทางการบิน

ที่สำคัญในอนาคตเมื่อเฟสที่ 2 ของสุวรรณภูมิแล้วเสร็จพร้อมอาคารสำหรับการโอนถ่ายผู้โดยสารต่อเครื่องโดยเฉพาะ ประเทศไทยก็จะมีระบบสนามบินที่เอื้อต่อการเป็นฮับมากยิ่งขึ้นไปอีกแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...