‘โอสถสภา’ อวดกำไรไตรมาสแรก กวาด 926 ล้านบาท ยังโตได้ดีท่ามกลางโรคระบาด
นายเพชร โอสถานุเคราะห์ ประธานคณะกรรมการบริหารและผู้บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด(มหาชน) หรือOSP ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของประเทศ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส1/2563 (มกราคม–มีนาคม2563) บริษัทฯยังรักษาอัตราการเติบโตได้ตามแผน แม้ว่ามีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม โดยมีกำไรสุทธิ926 ล้านบาท เพิ่มขึ้น4.2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562และมีรายได้จากการขายอยู่ที่6,687 ล้านบาท เพิ่มขึ้น6.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยมาจากจุดแข็งของบริษัทฯ ที่มีตราสินค้าแข็งแกร่งทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม และของใช้ส่วนบุคคลที่เข้าถึง รวมถึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด และสามารถพัฒนานวัตกรรมได้ตรงความต้องการและทันสถานการณ์
นายเพชรกล่าวว่า สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม บริษัทฯยังครองความเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ด้วยส่วนแบ่งการตลาดรวมเพิ่มขึ้นเป็น54% โดยมีแบรนด์ เอ็ม-150 มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นและยังคงครองอันดับ1 ของตลาดส่วนกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนอลดริงก์ มีอัตราเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคหันมาใส่ใจสินค้าเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้แบรนด์‘ซี–วิต’ มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น31.3% และช่วยผลักดันให้ภาพรวมตลาดฟังก์ชันนอลดริงก์ในไตรมาสนี้เติบโตถึง16.1% ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลเติบโตได้ดี จากจุดแข็งของทีมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุดและทันเหตุการณ์ อาทิ การออกผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์70% สำหรับล้างมือที่มีเอกลักษณ์และคุณสมบัติพิเศษต่างจากสินค้าอื่นๆ ในท้องตลาด ได้แก่ เจลล้างมือและสเปรย์ทำความสะอาดมือภายใต้แบรนด์‘โอเล่’ ที่โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมซิกเนเจอร์ของลูกอมโอเล่ เพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่มองหาเจลล้างมือที่มีกลิ่นหอมและ ผลิตภัณฑ์‘เบบี้มายด์ แนชเชอรัล แฮนด์ ซานิไทเซอร์ เจล’ สำหรับคุณแม่ที่ต้องการแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือสำหรับผิวอันบอบบางของลูกน้อย เพิ่มความมั่นใจในความอ่อนโยนด้วยสารสกัดอโลเวร่าออร์แกนิกที่ผ่านการรับรองจากสถาบันรับรองออร์แกนิกระดับโลกECOCERT®
นายเพชรกล่าวว่า ขณะเดียวกัน บริษัทฯก็ประสบความสำเร็จในการผลักดันการเติบโตของช่องทางอีคอมเมิร์ซ ด้วยยอดขายเติบโตสูงถึง3 เท่า โดยแบรนด์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ได้แก่ แบรนด์ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลอาทิ เบบี้มายด์ และแบรนด์ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ได้แก่‘สลิมม่า’ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของใยอาหาร แอลคาร์นิทีนและวิตามินบี ช่วยลดการดูดซึมและเผาผลาญไขมัน และ‘เปปทีน โกลด์’ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเสริมภูมิต้านทาน นอกจากนี้ การดำเนินโครงการFit Fast Firm อย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการตลาดยังคงส่งผลให้ลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องดื่มเพื่อตอบดีมานต์ของตลาดยังคงเป็นไปตามแผนงานและเมื่อเสร็จสมบูรณ์ จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก10-15% ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้
“ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อหลากหลายธุรกิจ แต่เนื่องจากโอสถสภายังคงแข็งแกร่งจากการมีพอร์ตสินค้าอุปโภคบริโภคที่หลากหลาย ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกกลุ่ม และจากการที่บริษัทฯได้เตรียมแผนรับมือล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนที่จะมีการระบาดรุนแรง ทั้งแคมเปญการตลาด ด้านการผลิตซัพพลายเชน และการจัดส่งสินค้า ส่งผลให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ โดยไม่หยุดชะงัก แม้ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ที่สำคัญ บริษัทฯ ยังคงดูแลพนักงานให้ปลอดภัยจากโควิด-19 ยังไม่มีแผนที่จะปลดพนักงานออก และพร้อมจะให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการยับยั้งโควิด-19 อย่างสุดความสามารถ” นายเพชรกล่าว