โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผัก "เมดิคอลเกรด" บูม แนะเกษตรรุ่นใหม่เพิ่มมูลค่า

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 30 มี.ค. 2564 เวลา 02.26 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. 2564 เวลา 02.26 น.

ยังคงเป็นเรื่องใหม่สำหรับเกษตรกรไทยในการปลูกพืชแบบโรงเรือนระบบปิด หรือ
“แพลนต์แฟคตอรี่” ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้และการปรับตัวอย่างมาก “กฤษณะ ธรรมวิมล” ผู้ก่อตั้งบริษัท MARS ONE Plant Factory Startup ให้สัมภาษณ์กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า

หลังจากได้ทุนทำงานวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) เพื่อสร้างอาชีพใหม่ ได้บุกเบิกการปลูกพืชแบบแพลนต์แฟคตอรี่จนประสบความสำเร็จ และมองว่าธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตสูง

“กฤษณะ” บอกว่า บริษัท MARS ONE Plant Factory Startup ถือว่าเป็น startup เจ้าแรกในไทยที่สร้าง plantfactory เชิงพาณิชย์ และกำลังจะทำพื้นที่ปลูกรวมถึงวางแผนไว้ในอนาคตจำนวน 6 สาขา ในชื่อแบรนด์ตามสถานที่ตั้ง

กฤษณะ ธรรมวิมล

ซึ่งแต่ละสาขามีลักษณะแตกต่างกันออกไป ได้แก่ 1.วังรีเฟรช (Wangree Fresh) ตั้งอยู่หมู่บ้านวังรี จ.นครนายก ซึ่งจะย้ายมาอยู่พื้นที่เขตกรุงเทพฯเร็ว ๆ นี้ 2.เชียงใหม่เฟรช (Chiang Mai Fresh)

เป็นฟาร์มปลูกผักสำหรับร้านอาหารในท้องถิ่นและชาวต่างชาติ 3.ภูเก็ตเฟรช (Phuket Fresh) มีพื้นที่ประมาณ 400 ตร.ม. มีเอาต์เลตจำหน่ายผัก เฉลี่ยเบื้องต้นทั้ง 3 สาขา จะสร้างกำไรสาขาละประมาณ 50 ล้านบาท/ปี

ส่วนสาขาที่ 4.พัทยาเฟรช (Pattaya Fresh) และ 5.บางกอกเฟรช(Bangkok Fresh) โดยบางกอกเฟรชจะมี 4 สาขาย่อยที่อยู่ในระหว่างการสำรวจและวางแผน คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 4-5 ปี เมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์จะสามารถสร้างกำไรได้มากกว่า 100 ล้านบาท/ปี

สำหรับ economies of scale ของการปลูกแต่ละสาขาจะใช้พื้นที่ต่อโรงเรือนประมาณ 40 ตารางวา หรือ 10 x 18 เมตร เงินลงทุนอยู่ที่ 5 ล้านบาท ปลูกผักได้ประมาณ 5 หมื่นต้น/เดือน หรือให้ผลผลิตประมาณ 5 ตัน/เดือน เทียบเท่ากับการปลูกผักปกติ 10 ไร่ และใช้แรงงานเก็บผักเพียง 3 คน เฉลี่ยเก็บผลผลิตได้ 160 กก./วัน

“ตอนนี้แพลนต์แฟคตอรี่มีอัตราการเติบโตปีละเท่าตัว ผักไม่พอขายในช่วงโควิด-19 ออร์เดอร์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่โรงเรือนเท่าเดิม เพราะซัพพลายบางอย่างในการก่อสร้างขาดแคลน

ทำให้ไม่สามารถทำโรงเรือนเพิ่มได้ แต่ธุรกิจก็มีการขยายตัวไปยัง สปป.ลาว ที่เวียงจันทน์ และสิงคโปร์ ในเวียงจันทน์จะเป็นการนำเทคโนโลยีแพลนต์แฟคตอรี่ไปติดตั้งและเปิดเป็นศูนย์จำหน่ายผัก

ภายใต้ชื่อ เวียงจันทร์เฟรช (Vientiane Fresh) จะเริ่มดำเนินการเมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง ส่วนที่สิงคโปร์มีข้อจำกัดด้านต้นทุนการผลิตที่แพงกว่าในไทย จึงเป็นการส่งออกผักสดจากฟาร์มในไทยมากกว่าไปลงทุนด้วยตัวเอง มีฟาร์มแพลนต์แฟคตอรี่เป็นเหมือนโชว์เคส (showcase) ไว้ให้คนเข้ามาเรียนรู้เท่านั้น”

นายกฤษณะเล่าว่า แพลนท์แฟคทอรี่ในประเทศไทยเริ่มเป็นที่รู้จักในช่วงที่คนไทยหันมาสนใจรักสุขภาพมากขึ้น แต่อยู่ในวงสนใจของคนกรุงเทพฯมากกว่าคนต่างจังหวัด กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติที่มาอยู่ในประเทศไทย

ฉะนั้น ตลาดที่ได้รับความนิยมสูงสุดของประเทศไทยอันดับ 1 คือ ภูเก็ต 2 กรุงเทพฯ และ 3 พัทยา เป็นลูกค้าประเภท niche marketing กว่า 80% ส่วนที่เหลือ 20% เป็น mass market

“อันที่จริงตลาดเรามีทุกระดับ ทุกรูปแบบ แต่ไม่มีผลผลิตพอส่งขายทั้งที่ขายได้ราคาดีด้วย ถ้าขายในราคาเหมือนผักทั่วไปตามท้องตลาดจะได้กำไรอยู่ประมาณ 70-150%

และสาเหตุที่กลุ่มเป้าหมายหลักอันดับ 1 เป็นจังหวัดภูเก็ตนั้น เพราะมื้ออาหารของชาวยุโรปทั่วไปจะกินผักประมาณ 60% โปรตีน 40% คนจีนและสิงคโปร์กินผัก 70% โปรตีน 30%”

ทั้งนี้ การปลูกผักแบบแพลนต์แฟคตอรีเป็นการปลูกผักที่เรียกว่า เมดิคอลเกรด (medical grade) ใช้น้ำดื่ม RO (reverse osmosis) ในการปลูกโรงเรือนแบบระบบปิด 100% สามารถเก็บเกี่ยวได้ภายใน 21-30 วัน ปลูกผักได้ถึง 15 รอบ ใน 1 ปี รวมมีการควบคุมองค์ประกอบหลักในการปลูก 5 อย่าง คือ

แสง คาร์บอนไดออกไซด์ อุณหภูมิ/ความชื้น ธาตุอาหาร และกระแสลมในระบบ ต่างจากการปลูกพืชในดินปกติที่ใช้เวลาประมาณ 45-60 วัน

นับเป็นทิศทางธุรกิจที่ดีสำหรับการปลูกพืชแบบแพลนต์แฟคตอรี่ในประเทศไทย แม้ตอนนี้อัตราการเติบโตของแพลนต์แฟคตอรี่อันดับ 1 ของโลกจะอยู่ที่อเมริกา

“ปัญหาการปลูกพืชแบบแพลนต์แฟคตอรี่่ไม่ใช่เรื่องคู่แข่งหรือตลาดผู้บริโภค เพราะถ้าทำได้มีกำไรและขายได้แน่นอน แต่อยู่ที่เงินทุนและการปรับตัวรูปแบบของเกษตรกร ซึ่งการลงทุนนั้นค่อนข้างสูงในมุมของเกษตรกรทั่วไป

ถ้าต้องลงทุนถึง 5 หมื่นบาทก็คิดหนักแล้ว และ plant factory ลงทุนระบบโรงเรือนขั้นต่ำประมาณ 5 ล้านบาท จึงเหมาะกับธุรกิจแบบ startup โดยเฉพาะ young smart farmer เด็กรุ่นใหม่อายุ 20-35 ปี

เรียนรู้เรื่องนี้ได้เร็ว สามารถกลับไปสอนพ่อแม่ และนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดโอกาสได้ นับเป็นทิศทางธุรกิจที่ดีสำหรับการปลูกพืชแบบแพลนต์แฟคตอรี่ในประเทศไทย”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...