โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยะลาร่วมกับปิดทองฯ เปิดรับซื้อทุเรียนล็อตแรกหลังโควิด-19 ตั้งเป้า 3 จังหวัดชายแดนใต้ ส่งออกจีน รายได้ 160 ล้าน

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 20 ก.ค. 2563 เวลา 05.25 น. • เผยแพร่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 05.25 น.

ภายหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย เป็นช่วงเวลาเดียวกับผลผลิตทุเรียน 3 จังหวัดชายแดนใต้พร้อมที่จะจำหน่าย ก่อนหน้าที่มีความกังวลเรื่องตลาดส่งออกทุเรียนของไทยที่ประเทศจีนจะได้รับผลกระทบ แต่ล่าสุดประเทศจีนที่ตลาดใหญ่ พร้อมสำหรับการนำเข้าทุเรียนจากประเทศไทยจำนวนมาก ทำให้เกิดความมั่นใจกับเกษตรกรว่า ทุเรียนจะสามารถจำหน่ายได้ โดยเฉพาะทุเรียนคุณภาพที่ผ่านการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยความร่วมมือของทางจังหวัดยะลา นราธิวาส และปัตตานี

ล่าสุดจังหวัดยะลาร่วมกับปิดทองหลังพระฯ เปิดแหล่งรับซื้อและกระจายทุเรียนฤดูกาลปี 2563 เป็นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน

คุณชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา กล่าวในการเปิดแหล่งรวบรวมและกระจายผลผลิต ทุเรียนคุณภาพ จังหวัดยะลา ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพตามศาสตร์พระราชาในจังหวัดชายแดนใต้หรือโครงการทุเรียนคุณภาพประจำปี 2563 ว่าได้ร่วมกับปิดทองหลังพระฯ ดำเนินโครงการทุเรียนคุณภาพฯ มาตั้งแต่ปี 2561 และพัฒนาระบบการจัดการให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ทุเรียนที่มีคุณภาพยิ่งขึ้นในปี 2563

หลักคิดในการดำเนินโครงการยังคงเน้นการนำศาสตร์พระราชามาแก้ไขปัญหาให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้ โดยมุ่งหวังให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน “พึ่งพาตนเองได้” ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในที่สุด ด้วยการพัฒนาทุเรียนซึ่งเป็นไม้ผลพื้นถิ่นให้มีคุณภาพ ควบคู่กับการบริหารจัดการเชิงธุรกิจ มีกระบวนการผลิตที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศ (Excellent) และมีตลาดต่างประเทศรองรับ

การดำเนินโครงการ ปี 2563 ที่ผ่านมาดำเนินการได้ด้วยดี เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการแทบทุกราย ได้ให้ความใส่ใจ มุ่งผลิตทุเรียนให้ได้คุณภาพตามเป้าหมายของโครงการ ด้วยการดูแลเอาใจใส่และปฏิบัติตามคู่มือการผลิตทุเรียนคุณภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำจัดวัชพืชสวนทุเรียน การให้น้ำ ใส่ปุ๋ย การป้องกันโรคและแมลง ฯลฯ โดยมีเจ้าหน้าที่และอาสาทุเรียนของปิดทองหลังพระฯ ให้การสนับสนุนและดูแลทุกช่วงการผลิต และมีบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ช่วยดูแลเรื่องการตลาด โดยเฉพาะตลาดในสาธารณรัฐประชาชนจีน

เป็นที่คาดการณ์ว่าทุเรียนของโครงการใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ปี 2563 นี้จะให้ผลผลิตอยู่ที่ 1,778 ตัน ผลผลิตทุเรียนจะเริ่มออกตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน 2563 และไปสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2563 โดยออกมากในช่วงเดือนกรกฎาคม 2563 ซึ่งจะมีปริมาณทุเรียนส่งตลาดถึง 900 ตัน ทั้งนี้ จังหวัดที่ผลิตทุเรียนมากที่สุดคือ ยะลา 1,640 ตัน รองลงมาคือ นราธิวาส 88 ตัน และปัตตานี 50 ตัน

ในเรื่องระบบการตลาดขณะนี้มีความพร้อม โดยได้มีการเปิดแหล่งรวบรวมและกระจายผลผลิตจังหวัดยะลา เพื่อรับซื้อทุเรียนจากเกษตรกรแล้วนำมาคัดแยก ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2563 ก่อนจะส่งไปศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ที่จังหวัดชุมพร แล้วขนส่งด้วยเรือไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน สำหรับวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

ทั้งนี้ ผู้รับผิดชอบระบบการจำหน่ายได้ให้ความมั่นใจด้วยว่าเรื่องตลาดนั้นไม่มีปัญหา ถ้ามี “ทุเรียนคุณภาพ” ดังที่โครงการได้ผลิตและควบคุมคุณภาพในปัจจุบันเป็นที่คาดหมายว่า เมื่อทุเรียนของโครงการได้รับการจำหน่ายในราคารับซื้อที่กิโลกรัมละ 90 บาท ณ ปัจจุบัน จะทำให้เกษตรกร 3 จังหวัดชายแดนใต้ จะมีรายได้ปี 2563 ประมาณ 160 ล้านบาท มากกว่าปี 2562 ซึ่งขายได้ 80 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2 เท่า โดยประมาณการว่าเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการแต่ละจังหวัดจะมีรายได้จากทุเรียน แบ่งเป็น ยะลา 147 ล้านบาท นราธิวาส 8 ล้านบาท และปัตตานี 5 ล้านบาท ตามลำดับ

“หากมีการขยายการดำเนินโครงการนี้ออกไปให้กว้างขวาง และได้ทุเรียนคุณภาพเพิ่มขึ้น ปัญหาความยากจนซึ่งประชาชน 3 จังหวัดชายแดนใต้ จะได้รับการแก้ไขอีกส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน”

หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวว่า ปี พ.ศ. 2561 สถาบันเริ่มเข้ามาดำเนินโครงการ “ทุเรียนคุณภาพ” ร่วมกับจังหวัดยะลาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนมีรายได้เพิ่มจากการพัฒนาให้ทุเรียนมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน โดยเริ่มที่อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เป็นแห่งแรกในฐานะพื้นที่ต้นแบบของทางสถาบัน เนื่องจากได้รับความสนใจจากเกษตรกรใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ จึงได้ขยายความร่วมมือเพิ่มขึ้นทั้งในยะลา นราธิวาส และปัตตานี

“เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของคนใน 3 จังหวัด เริ่มช่วงแรกคิดว่าโครงการจะไปไม่ได้ แต่ทำมาได้ดีและจีนปิดเมืองมานาน คนก็จะอยากบริโภคทุเรียน ปีนี้ราคาเป็นที่น่าพอใจ ประชาชนจะได้ประโยชน์เต็มที่เพราะทุเรียนมีคุณภาพดีมาก จากการดูแลอย่างใกล้ชิดของเกษตรกร เชื่อมั่นว่าถ้ามีการดูแลให้ดีขึ้น ต่อไปทุเรียนใต้จะเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ”

จากเกษตรกรที่เริ่มโครงการครั้งแรก 18 ราย ในปีนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 625 ราย มีการส่งเกษตรกรไปอบรมการทำทุเรียนคุณภาพทั้งในพื้นที่ และจังหวัดระยองแหล่งทุเรียนสำคัญของภาคตะวันออก พร้อมกับอาสาทุเรียนคุณภาพเพื่อช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกรตลอดกระบวนการดูแลตั้งแต่เริ่มต้น ผลสำเร็จการพัฒนาทุเรียนคุณภาพ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เกิดจากความตั้งใจของเกษตรกร มีการประสานงานกับอาสาทุเรียนคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตามคู่มือที่จัดทำโดยเฉพาะ ช่วยให้เกษตรกรมีความเข้าใจมากขึ้น

“ในปีนี้มีทุเรียนที่อยู่ในโครงการจำนวน 29,201 ต้น เกษตรกร 65 ราย ผลผลิตทุเรียนประมาณ 1,778 ตัน โดยเกรด AB ที่เป็นมาตรฐานส่งออกจะมีประมาณร้อยละ 85 และหนอน เป็น 0 เปอร์เซ็นต์ โดยตลาดหลักคือประเทศจีน คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 160 ล้านบาท ประมาณ 2 เท่าของปี 2562 ผลผลิตทุเรียนคุณภาพปีนี้เพิ่มมากขึ้นกว่าปี 2562 แต่รายได้ที่สูงขึ้นมาจากคุณภาพของทุเรียนที่เกษตรกรปฏิบัติตามคู่มืออย่างเคร่งครัด” หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...