‘PIMO’พื้นฐานเปลี่ยนแรง มีดีลควบรวม-ร่วมทุนพาร์ทเนอร์นอก
ทันหุ้น - สู้โควิด - PIMO โมเดลธุรกิจเปลี่ยน กางแผนร่วมทุนพาร์ทเนอร์นอกตั้งโรงงานผลิตในไทยในปีหน้า เล็งถือหุ้นสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 51% ด้านบอสใหญ่ “วสันต์ อิทธิโรจนกุล” แย้มมีดีลควบรวมกิจการธุรกิจผลิต-ขายอุปกรณ์สุขภัณฑ์ โกยกำไรได้ปีละ 20-30 ล้านบาท เตรียมอัพกำลังการผลิตครั้งใหญ่ 400 ลูกต่อวัน จากปัจจุบัน 50-70 ลูกต่อวัน ป้อนลูกค้าอเมริกา ส่งซิกออร์เดอร์ไหลเข้าเพียบ มีลุ้นผลงานโตโดด
นายวสันต์ อิทธิโรจนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพโอเนียร์ มอเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PIMO ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายมอเตอร์สำหรับเครื่องปรับอากาศ มอเตอร์กำลังสำหรับอุตสาหกรรม และเครื่องสูบน้ำ ปั๊มหอยโข่ง และมอเตอร์สำหรับสระและสปา โดยแบ่งเป็นการผลิตตามคำสั่งจ้างผลิต (OEM) และการผลิตจัดจำหน่ายภายใต้ตราสินค้า Pioneer Motor ซึ่งเป็นตราสินค้าของบริษัท เปิดเผยว่า แผนร่วมทุนกับพันธมิตร(พาร์ทเนอร์) ต่างประเทศ คาดจะเห็นความชัดเจนในปีหน้า โดยรูปแบบการร่วมทุนคือการจัดตั้งโรงงาน ผลิตสินค้าในประเทศ และส่งสินค้าไปขายที่อเมริกา และบริษัทคาดจะถือหุ้นในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 51% และพาร์ทเนอร์ถือ 49% หากเป็นไปตามแผนคาดจะสนับสนุนการขายสินค้าในอเมริกาเติบโตเพิ่มขึ้น
แผนควบรวมกิจการ
ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาการควบรวมกิจการ(M&A) กับบริษัทที่ประกอบธุรกิจผลิตและขายอุปกรณ์สุขภัณฑ์ หรือเครื่องใช้ในห้องน้ำ ซึ่งบริษัทดังกล่าวมียอดขายอยู่ที่ราว 300 ล้านบาท และมีกำไร 20-30 ล้านบาท หากสามารถทำดีลควบรวมได้สำเร็จ คาดว่าจะช่วยขยายฐานผลประกอบการของบริษัทให้เติบโตสูงขึ้นในอนาคต อีกทั้งจะช่วยสนับสนุนให้บริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง หากต้องการใช้เงินสำหรับการขยายธุรกิจ
สำหรับทิศทางธุรกิจช่วงต่อจากนี้ บริษัทมีคำสั่งซื้อ(ออเดอร์)ที่จะผลิตและขายเต็มแล้วในเดือนนี้ และคาดจะมีออเดอร์เข้ามาตลอดไปจนถึงสิ้นปี อีกทั้งบริษัทได้เจรจากับผู้ผลิตแอร์ พัดลม ตู้เย็นรายใหญ่ในประเทศเพื่อผลิตมอเตอร์ให้กับลูกค้ารายดังกล่าว โดยมีออเดอร์เพิ่มขึ้นอีก 40% หรือผลิตเพิ่มขึ้นเกือบ 3 พันลูก จากปัจจุบันผลิตอยู่ที่ 2 พันลูก และบริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาตัวเลขเงินลงทุน สำหรับการขยายกำลังการผลิต
นายวสันต์ กล่าวต่อว่า นวัตกรรมการผลิตสินค้ามอเตอร์ชนิดพิเศษ BLDC บริษัทจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าอเมริกา เนื่องจากการเติบโตในมอเตอร์สระว่ายน้ำมีความต้องการใช้มอเตอร์มากขึ้น โดยข้อมูลจากนิตยสารชื่อดังในอเมริกา สิ้นปี 2561 มีจำนวนสระว่ายน้ำส่วนตัว 10.4 ล้านสระ ส่วนสระว่ายน้ำสาธารณะมีอยู่ประมาณ 3.1 แสนสระ โดยคาดสระว่ายน้ำจำเป็นต้องใช้มอเตอร์ประมาณ 3 ลูกต่อ 1 สระ หากคิดเป็นจำนวนสระว่ายน้ำทั้งหมด คาดจะใช้มอเตอร์อยู่ที่ 11.3 ล้านลูก และมีการซ่อมบำรุงประมาณ 10% หรือ 1.1 ล้านลูก
เพิ่มกำลังการผลิต
ทั้งนี้บริษัทคาดหวังประมาณ 10% หรือปีละ 1.13 แสนลูก คิดเป็นต่อวันที่ 400 ลูก ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 50-70 ลูกต่อวัน ซึ่งยังไม่เพียงพอในการรองรับ การซ่อมบำรุง ทำให้บริษัทมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตในปีหน้าที่ 400 ลูกต่อวัน และ 800 ลูกต่อวันในปีถัดไป
อย่างไรก็ตามหากสามารถผลิตสินค้าและเพิ่มกำลังการผลิตได้ตามแผน คาดยอดขายในอเมริกาจะเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยตัวเลขรายได้ของบริษัทจะเห็นความชัดเจนตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป ซึ่งบริษัทสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 800 ลูกต่อวัน
ส่วนภาพรวมในปีนี้บริษัทคาดยอดขายจะใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 663.78 ล้านบาท เนื่องจากลูกค้าหลักมียอดขายลดลง จากผลกระทบทางเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่คาดอัตรากำไรขั้นต้น(Gross Profit Margin) ปีนี้จะสูงกว่า 10% จากการขายสินค้ามอเตอร์ชนิดพิเศษ BLDCซึ่งมีมาร์จิ้นสูง