"ไลฟ์สด" ขายสินค้าในจีนแรงจัด ตั้งแต่ "ลิปสติก" ถึง "จรวด"
การทำ “วิดีโอ สตรีมมิ่ง” เริ่มต้นมาจากวงการเกมและกีฬา จากนั้นบริษัทอีคอมเมิร์ซจึงนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้บนแพลตฟอร์มของตนเพื่อเพิ่มช่องทางขายสินค้าที่เรียกว่า “ไลฟ์สด” ซึ่งเติบโตเป็นอย่างมากทั่วโลก โดยเฉพาะที่ “ประเทศจีน”
การระบาดของโควิด-19 ทำให้การไลฟ์สดขายสินค้าเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งในแง่ของจำนวนผู้ใช้งานและประเภทสินค้าซึ่งมีตั้งแต่สินค้าเครื่องใช้ทั่วไป ลิปสติก รถบรรทุก จนถึงจรวด อย่าง“ซานี่ ทรัก” ผู้ผลิตรถบรรทุกชั้นนำของจีนได้จัดตั้งทีมขายผ่านช่องทางไลฟ์ขึ้นมาในช่วงล็อกดาวน์ และเมื่อ เม.ย. 2020 ได้จัดงานเปิดตัวรถบรรทุกรุ่นใหม่ผ่านทางไลฟ์สตรีมมิ่ง ซึ่งสามารถสร้างยอดสั่งจองรถรุ่นดังกล่าวได้ถึง 600 คัน และเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา “ซานี่ ทรัก” ยังได้สตรีมมิ่งขายรถบรรทุกบนแพลตฟอร์ม“โตวหยิ่น” หรือที่ทั่วโลกรู้กันในชื่อ “TikTok” ซึ่งสามารถทำยอดขายได้ถึง 186 คัน ภายใน 2 ชั่วโมง
ขณะที่ “โกลบอล ไทมส์” รายงานว่า เมื่อ 1 เม.ย. 2020 “Viya” อินฟลูเอนเซอร์ชาวจีนเป็น“สตรีมเมอร์” ชื่อดังได้ทำการไลฟ์บนแพลตฟอร์ม “เถาเป่า” สามารถขายจรวดเชิงพาณิชย์ของ“เอ็กซ์เปซ เทคโนโลยี” มูลค่ากว่า 45 ล้านหยวน และปัจจุบันพบว่า“ซีอีโอ” บริษัทจีนได้โดดเข้ามาเป็น“สตรีมเมอร์” เอง เช่น กรณี “หมิน ตงจู” ประธานบริษัท “กรี อิเล็กทริกส์” ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าจีน รวมถึง“เฉิน เผิง” ซีอีโอของ “วอเตอร์ดอรป” โบรกเกอร์ประกันภัย ได้ทำการไลฟ์ขายสินค้าเอง จนได้รับความนิยมจากผู้บริโภคบนโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก
เทรนด์การเติบโตนี้“อ้าย เหม่ย” (iiMedia) บริษัทผู้ให้บริการข้อมูลทางธุรกิจสัญชาติจีน คาดการณ์ว่าภายในปี 2020 จำนวนผู้เข้าชมการไลฟ์สดขายสินค้าในประเทศจีนจะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 526 ล้านคน ขณะที่ขนาดตลาดของการสตรีมมิ่งขายสินค้าจะอยู่ที่ราว 916,000 ล้านหยวน
ขณะที่ธุรกิจอีกจำนวนมากที่ยังขาดความชำนาญจึงจำเป็นต้องจ้าง “อินฟลูเอนเซอร์” เพื่อให้ช่วยไลฟ์ขายสินค้าซึ่งต้องจ่ายค่าจ้าง“อินฟูลเอนเซอร์” ในอัตราที่สูงมาก “เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์” รายงานอ้างแหล่งข่าวระบุว่า ต้นทุนการว่าจ้างสตรีมเมอร์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือค่าจ้างการไลฟ์ประมาณ 100,000-300,000 หยวนต่อการไลฟ์ 1 ครั้ง กรณี “อินฟลูเอนเซอร์” ที่มีชื่อเสียง นอกจากนี้บริษัทยังต้องจ่ายค่าคอมมิสชั่นให้อีกราว 20-30% ของยอดขายสินค้า
“ดาเมียน ไมอา” ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร “เจนอิว เยอรมัน” บริษัทที่ปรึกษาสร้างแบรนด์และขยายตลาดในประเทศจีนให้กับธุรกิจยุโรป เปิดเผยว่า ธุรกิจหลายแห่งได้ลงทุนว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์มูลค่าหลายล้านหยวน/เดือน ซึ่งแม้ว่าจะสามารถเพิ่มยอดขายได้มากแต่บริษัทกลับไม่กำไรในการขาย เนื่องจาก “อินฟลูเอนเซอร์” ยังมักจะต่อรองให้ธุรกิจลดราคาสินค้าลงมาเป็นพิเศษสำหรับการไลฟ์ เพื่อรักษาและเพิ่มฐานแฟนคลับจากการได้ซื้อสินค้าราคาถูก
ผู้บริหารของ “เจนอิว เยอรมัน” รายนี้กล่าวว่า บริษัทลูกค้าของตนรายหนึ่งถูก “สตรีมเมอร์” ต่อรองให้ลดราคาขายสินค้าลงถึง 40% ผ่านการไลฟ์ ซึ่งบริษัทก็ไม่สามารถต่อรองกับอินฟลูเอนเซอร์ได้มากนัก จึงจำใจต้องยอมรับดีลลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้ง ในกรณีของการลดราคาสินค้านั้น รายงานข่าวได้กล่าวอ้างถึง “แม็กกี้ หลี่” นักช็อปตัวยงผ่านช่องทางไลฟ์ ซึ่งเปิดเผยว่า“หลี่เจียฉี” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังผู้ได้รับฉายาว่า “ราคาลิปสติก” จากวีรกรรมการไลฟ์ขายลิปสติก 15,000 แท่ง ภายในเวลา 5 นาที ได้เคยไลฟ์ขายกาแฟลาเต้ชนิดแคลอรีต่ำในราคา 38.5 หยวน/5 แก้ว ซึ่งถูกกว่าราคาที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตในราคา 16 หยวน/แก้ว
ถึงแม้ว่าธุรกิจจะขาดทุน ทว่า “เฉิน เถา” นักวิเคราะห์ตลาดอีคอมเมิร์ซชี้ว่า ธุรกิจสามารถสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคต่อสินค้าได้อย่างดี ดังนั้นบริษัทจึงควรมองว่าการสตรีมมิ่งขายสินค้าว่าเป็นการโฆษณาอย่างหนึ่งที่มีประสิทธิภาพกว่าการโฆษณาผ่านช่องทางเก่า ๆ เช่น ทีวี วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ อย่างไรก็ตาม มุมมองของ “เฉินเทา” ยังต้องถกเถียงกันอยู่และไม่สามารถสรุปได้ว่า การไลฟ์สดขายสินค้าจะเป็นการโฆษณาสินค้าที่มีคุณภาพ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ “อินฟลูเอนเซอร์” เป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์อย่างมากจากการเติบโตของเทรนด์นี้อย่างแน่นอน