โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

The Crown ซีซั่น 4 เมื่อพระราชินีขัดแย้งกับนายกฯ สูงกว่าไม่ได้แปลว่าจะชนะ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ธ.ค. 2563 เวลา 13.53 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 13.53 น.

ท้องฟ้าสีเทา : เรื่อง

แม้ไม่ได้เป็นกระแสในหมู่วัยรุ่นเท่ากับซีรีส์หลาย ๆ เรื่องของเน็ตฟลิกซ์ แต่ The Crown ยังเป็นซีรีส์ที่สื่อทั่วโลกต้องพูดถึง เดือนพฤศจิกายนปี 2020 ซีรีส์ว่าด้วยเรื่องราวของราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งเขียนบทโดย ปีเตอร์ มอร์แกน (Peter Morgan) และกำกับการแสดงโดย สตีเฟน ดาลดรีย์ (Stephen Daldry) เดินทางมาถึงซีซั่นที่ 4 แล้ว

เรื่องใหญ่ ๆ ในซีซั่น 4 มีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ปัญหาชีวิตคู่ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลสกับเจ้าหญิงไดอาน่าซึ่งถูกครอบครัวเร่งรัดให้แต่งงานทั้งที่เพิ่งเดตกันไม่นาน อีกเรื่องคือความขัดแย้งระหว่างควีนเอลิซาเบธที่ 2 กับนายกรัฐมนตรีมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ (Margaret Thatcher)

เรื่องราวเทพนิยายที่ไม่ happy ending ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลสกับเจ้าหญิงไดอาน่าถูกหยิบยกมาพูดถึงมากกว่า แต่เรื่องความขัดแย้งระหว่างควีนเอลิซาเบธที่ 2 กับแธตเชอร์ก็น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน

ความไม่ลงรอยกันระหว่างสองสตรีที่มีอำนาจสูงสุดของอังกฤษถูกนำเสนอให้เห็นเรื่อยมาตั้งแต่ตอนที่ 1 แต่เน้นหนักให้เห็นในตอนที่ 8 ที่ชื่อตอนว่า 48:1

ในซีรีส์ตอนนี้นำเสนอว่า หลังจากที่ไม่เคยแสดงความเห็นทางการเมืองมา 34 ปี เพราะยึดถือปฏิบัติในกฎประจำตำแหน่งที่ว่า “กษัตริย์ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง” สมเด็จพระราชินีนาถกลับแสดงความเห็นทางการเมืองครั้งแรกในปี 1986 เมื่อชาติสมาชิกเครือจักรภพมีมติตรงกันว่าต้องการคว่ำบาตรรัฐบาลแอฟริกาใต้ในกรณีกฎหมายแบ่งแยกสีผิว

48 เสียงของชาติสมาชิกเครือจักรภพต้องการอีกลายเซ็นเดียวของ มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าแธตเชอร์ไม่เห็นด้วยและไม่ได้ให้ความสำคัญกับเครือจักรภพ สมเด็จพระราชินีต้องการให้สมาชิกเครือจักรภพเห็นว่าราชวงศ์และสหราชอาณาจักรเอาใจใส่ความต้องการของชาติสมาชิก พระองค์จึงคุยกับแธตเชอร์ในเรื่องนี้

การพูดคุยด้วยบรรยากาศตึงเครียดเกิดขึ้นในห้องพักส่วนพระองค์บนเรือยอชต์ แสงไฟโทนอุ่น (แต่ค่อนข้างสลัว) ในห้องนั้นพอจะทำให้บรรยากาศดูเย็นเยือกน้อยลง

พระราชินี (รับบทโดย โอลิเวีย โคลแมน) นั่งประจันหน้ากับมาร์กาเรต แธตเชอร์ (รับบทโดย จิลเลียน แอนเดอร์สัน) ห่างกันราว 2 เมตร

การเชือดเฉือนปะทะทางความคิดระหว่างสตรีทรงอิทธิพลระดับโลกย่อมไม่ได้เป็นการพ่นคำหยาบคายหรือขึ้นเสียงใส่กันเหมือนชาวบ้านทั่วไป แต่เป็นการเชือดเฉือนอย่างสุภาพและเอาความนิ่งเข้าสู้

แธตเชอร์ยืนกรานไม่ลงนามคว่ำบาตรแอฟริกาใต้ เพราะเห็นว่าไม่ใช่ธุระอะไรของอังกฤษ แถมยังจะทำให้อังกฤษเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ชาติสมาชิกเครือจักรภพโดยความช่วยเหลือของพระราชินีแก้ร่างแถลงการณ์หลายครั้ง พยายามหาคำอื่นมาใช้แทนคำว่า “sanction” แต่ให้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน จนในที่สุดแธตเชอร์ก็จดปากกาลงนามให้กับคำว่า “signal” (economic signals)

พระราชินีคิดว่าพระองค์มีชัยเหนือแธตเชอร์ในกรณีนี้ แต่เมื่อนักข่าวเปรยคำถามต่อแธตเชอร์ว่า “ท่านถูกบีบให้ลดท่าทีอย่างหนัก” นายกฯหญิงเหล็กตอบกลับว่า“ดิฉันไม่เห็นว่าเป็นอย่างนั้นนะ … ดิฉันเซ็นไปจริง แต่คำถามคือ คนคนเดียวเปลี่ยนตามคน 48 คน หรือคน 48 คนต้องเปลี่ยนตามคนคนเดียว…” เป็นการเชือดเฉือนอีกครั้งแม้ไม่ได้ประจันหน้ากับคู่กรณี

นั่นคือสิ่งที่ The Crown เล่า โดยนำเสนอว่าเรื่องราวความขัดแย้งนี้ถูกเผยแพร่โดยหนังสือพิมพ์ The Sunday Times อ้างอิงแหล่งข่าวระดับสูงในราชสำนัก และในความเป็นจริงก็มีการเผยแพร่ข่าวดังกล่าวจริง

ถึงแม้รู้ว่าละครมีการเติมแต่ง แต่การจะแยกแยะว่าอะไรจริง อะไรแต่ง เรื่องราวที่ได้เห็นนั้นเป็นความจริงแค่ไหน ใส่สีตีไข่มากน้อยแค่ไหน อันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เท่าที่พอจะมีข้อมูล ในความเป็นจริง หนังสือพิมพ์ The Sunday Times ฉบับวันที่ 20 กรกฎาคม 1986 เผยแพร่ข่าวว่า สมเด็จพระราชินีทรงผิดหวังกับหลายนโยบายของมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ อย่างนโยบายทางเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาการว่างงาน นโยบายต่างประเทศ เช่น กรณีที่อนุญาตให้เครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐใช้ฐานทัพอากาศของอังกฤษในการโจมตีลิเบีย และกรณีแอฟริกาใต้ ที่ซีรีส์นำมาขยายความ

หลังจากข่าวถูกตีพิมพ์เผยแพร่ออกไป ทางสำนักพระราชวังบักกิงแฮมก็แก้ข่าวว่า ไม่เป็นความจริง เป็นข่าวที่ไม่มีหลักฐาน

ฝั่งบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ The Sunday Times แสดงความเห็นโต้กลับว่า ไม่แปลกใจกับการที่สำนักพระราชวังปฏิเสธข่าว “ผมคิดว่าสิ่งที่พูดในที่สาธารณะและสิ่งที่พูดเป็นการส่วนตัวเป็นสองสิ่งที่แตกต่างกัน และพระราชวังต้องรักษาตำแหน่งของพวกเขาไว้”

กลับมาที่เรื่องราวในซีรีส์ The Crown นำเสนอความขัดแย้งระหว่างพระราชินีกับนายกรัฐมนตรีด้วยมุมมองที่อยู่บนพื้นฐานความจริงที่ว่า แม้พระราชินีอยู่ในสถานะที่สูงกว่า แต่ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระราชินีก็ไม่ได้มีอำนาจเหนือกว่านายกรัฐมนตรีที่มาจากเสียงของประชาชน

ย้อนกลับไปฉากสำคัญที่คุยกันในเรือยอชต์ พระราชินีบอกว่า “สิ่งที่เราอยากให้คุณทำคือลงชื่อในแถลงการณ์นั้น”

“ถ้าหม่อมฉันฟังไม่ผิด นั่นดูเหมือนเป็นคำสั่ง” แธตเชอร์ตอบ

“ถือเป็นคำถามก็แล้วกัน” พระราชินีปิดท้ายบทสนทนา

แล้วภาพก็ตัดไป หลังจากนั้นทุกคนรวมถึงพระราชินีก็ต้องรอคอยการตัดสินใจของแธตเชอร์ รวมถึงการแก้ร่างแถลงการณ์ซ้ำ ๆ นั่นก็พอจะบอกอะไรอยู่บ้างว่าใครเป็นฝ่ายเหนือกว่า

ท้ายที่สุด ทั้งในความเป็นจริงและในซีรีส์ แม้แธตเชอร์ต้องลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เธอรักยิ่งกว่าสิ่งใด นั่นก็เป็นไปตามกลไกทางการเมือง หาใช่เพราะว่าเธอไม่ลงรอยกับพระราชินี

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...