โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องเก่าเล่าใหม่ของ ‘ชุดนักเรียน’ ที่หยั่งรากฝังลึกในประวัติศาสตร์โลก

The Momentum

อัพเดต 02 ธ.ค. 2563 เวลา 08.27 น. • เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 09.43 น. • ตรีนุช อิงคุทานนท์

In focus

  • สังคมไทยอยู่กับการแต่งกายด้วยชุดนักเรียนมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนจะมีพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2482 (ค.ศ.1941) ภายใต้พระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในยุคสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ระบุถึงยูนิฟอร์มแบบชัดเจน
  • อังกฤษถือเป็นชาติแรกของโลกที่ให้กำเนิดยูนิฟอร์ม ท่ามกลางคำวิจารณ์ที่มองว่าชุดนักเรียนได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของกลุ่มชนชั้นสูงของอังกฤษไปเสียแล้ว
  • ค่านิยมการสวมใส่เครื่องแบบนักเรียนในสังคมญี่ปุ่น ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ช่วงการปฏิวัติเมจิ ด้วยเหตุผลคล้ายคลึงกับประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 5 จนทำให้มีคนไทยจำนวนไม่น้อยมักหยิบชุดนักเรียนญี่ปุ่นมาเทียบกับชุดนักเรียนไทย 

“ในประเทศที่เจริญแล้ว ‘ชุดนักเรียน’ กับ ‘เสรีภาพ’ สามารถเดินไปด้วยกันได้”

ตอนนี้สังคมไทยเกิดการตั้งคำถามกับชุดนักเรียนอีกครั้ง แรกเริ่มเกิดขึ้นจากการตั้งคำถามถึงความจำเป็นของยูนิฟอร์มในหลายสถาบัน จนเกิดการปะทะทางของสองชุดความคิด ฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าชุดนักเรียนมีความจำเป็น มีเพื่อฝึกฝนระเบียบวินัย ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ส่วนอีกฝ่ายมองว่าการแต่งตัวไปรเวทไม่ได้ส่งผลกับการเรียน แล้วทำไมจะใส่ชุดธรรมดาเข้าชั้นเรียนไม่ได้

การตั้งคำถามสั้น ๆ ลุกลามไปถึงรายละเอียดยิบย่อยของกฎระเบียบชุดนักเรียน เสื้อต้องใส่ในกางเกง ต้องเห็นหัวเข็มขัด ห้ามพับหรือห้ามม้วนถุงเท้า ไปจนถึงเรื่องอื่น ๆ เช่น เล็บต้องสั้นกุด ต้องตัดผมสั้นเท่าติ่งหู หรือไถผมทรงนักเรียน ที่มองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวกับความเสมอภาคอะไรเลย กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ถูกพูดถึงไปทั่วโลกโซเชียลว่า ตกลงแล้วทิศทางของชุดนักเรียนในสังคมไทยจะเดินไปทางไหนต่อ?

ท่ามกลางการตั้งคำถามมากมาย ทำให้เกิดความสงสัยใครรู้ถึงจุดกำเนิดของชุดนักเรียนว่าเริ่มต้นมาจากที่ไหน ไทยมีการกำหนดชุดนักเรียนตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ละประเทศให้เด็ก ๆ สวมใส่ชุดนักเรียนด้วยเหตุผลอะไรบ้าง และประเทศที่ไม่ได้ซีเรียสกับยูนิฟอร์ม มีระบอบการศึกษาและการเรียนการสอนที่ดีกว่าประเทศที่ให้เด็กสวมใส่ชุดนักเรียนหรือไม่ 

ชุดนักเรียนในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

สังคมไทยอยู่กับการแต่งกายด้วยชุดนักเรียนมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ราวพุทธศักราช 2428 (ค.ศ.1885) เนื่องจากต้องทำสยามให้ทันสมัยทัดเทียมชาติตะวันตก สังคมไทยจึงรับค่านิยมและวัฒนธรรมจากต่างแดน หนึ่งในนั้นคือการสวมเครื่องแบบของเด็กนักเรียน โดยกำหนดคร่าว ๆ ว่า จะต้องมีหมวกฟาง พร้อมผ้าพันหมวกตามสีประจำโรงเรียน เสื้อราชปะแตนสีขาว กางเกงขาสั้น ถุงเท้า และรองเท้าสีดำ ทว่าถุงเท้ากลับเป็นสิ่งของที่ชาวสยามยังไม่ได้ใช้กันอย่างแพร่หลาย จึงอะลุ่มอล่วยให้ไม่สวมใส่ถุงเท้าไปโรงเรียนได้

หลังจากรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ทำให้เห็นการมีอยู่ของชุดนักเรียนในสังคมไทย พระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2482 (ค.ศ.1941) ก็ถือกำเนิดขึ้น ภายใต้พระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในยุคสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดย พ.ร.บ.เครื่องแบบนักเรียน ระบุไว้ว่า ‘เครื่องแบบทั้งหลายที่กำหนดให้นักเรียนจากโรงเรียนรัฐบาลในความควบคุมของกระทรวงธรรมการ โรงเรียนประชาบาล โรงเรียนเทศบาล และโรงเรียนราษฎร์ เครื่องแบบนักเรียนจะเป็นอย่างใด จะให้แต่งเมื่อไหร่และโดยเงื่อนไขอย่างใดนั้น ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงธรรมการกำหนดไว้’

อย่างไรก็ตาม การกำหนดเครื่องแบบนักเรียนตามพระราชบัญญัติถูกเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งตามยุคสมัย อาทิ ผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้หลายครอบครัวไม่มีเงินมากพอซื้อเครื่องแบบนักเรียนให้เด็ก ๆ ประกอบกับวัตถุดิบและเสื้อผ้าอยู่ในขั้นขาดแคลน กฎระเบียบที่เคยตั้งไว้จึงต้องทำให้หย่อนยานลง ก่อนจะกลับมาจริงจังอีกครั้งภายหลัง และเกิดการเปลี่ยนแปลงทางคลื่นความคิดครั้งใหญ่อีกครั้งในปี 2020

ชุดนักเรียนบนหน้าประวัติศาสตร์และสังคมโลก

‘อังกฤษ’ เป็นประเทศแรกในโลกที่ออกกฎให้นักเรียนต้องสวมเครื่องแบบที่สถานศึกษากำหนด บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่าช่วงปี 1222 อาร์คบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี สั่งให้ออกแบบชุดเสื้อคลุมยาวคู่กับเข็มขัดสีน้ำตาลอ่อน เรียกกันว่า ‘คัปป้าคลอซา’ (Cappa Clausa) ให้เด็กนักเรียนศาสนาสวมใส่เข้าชั้นเรียน ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 มีการบันทึกว่า โรงเรียนแถบชานเมืองจะให้เด็กยากจนสวมเครื่องแบบเพื่อแยกพวกเขาเหล่านั้นออกจากนักเรียนชั้นสูง

ในปี 1552 โรงเรียนเพื่อการกุศล Christ Hospital ดีไซน์โค้ทยาวสีน้ำเงินให้กับผู้ที่เข้ารับการศึกษา เนื่องจากสีฟ้าหรือสีน้ำเงินคือสีย้อมผ้าที่มีราคาถูกที่สุด แต่ก็ไม่ได้ถูกเรียกว่าเป็นชุดนักเรียนอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งปี 1870 เกิดการออกระเบียบการศึกษาชั้นต้นที่ระบุถึงเครื่องแบบนักเรียนอย่างชัดเจน จนทำให้โรงเรียนทั้งในอังกฤษและเวลส์ นิยมสวมใส่เครื่องแบบนักเรียนที่ประกอบด้วย เสื้อกั๊ก เนกไท สูท กางเกงสแลคขายาว

กระแสความนิยมการใส่ชุดนักเรียนของเด็กชาวอังกฤษเคยอยู่ในขั้นเฟื่องฟู ก่อนจะเสื่อมลงหลังจากผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายคนมองว่าชุดนักเรียนไม่มีความจำเป็นกับระบบการศึกษาอีกต่อไป ซ้ำยังมองว่าเป็นของฟุ่มเฟือย มีราคาแพง และใช้ได้แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น บ้างก็มองว่าชุดนักเรียนได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของกลุ่มชนชั้นสูงของอังกฤษไปเสียแล้ว ภายหลัง เกิดการวิจารณ์หนักขึ้นจนทำให้สถานศึกษาจำนวนมากตัดสินใจยกเลิกข้อบังคับให้สวมใส่ชุดนักเรียน

แม้โรงเรียนส่วนใหญ่ในอังกฤษจะยกเลิกการสวมชุดยูนิฟอร์ม แต่สถานศึกษาทรงเกียรติหลายแห่งยังคงเครื่องแบบเอาไว้เช่นเดิม อาทิ วิทยาลัยอีตัน โรงเรียนมัธยมชายล้วนที่ได้รับการขนานนามว่าดีที่สุดในโลก ที่ภายหลังเริ่มผ่อนปรนกฎระเบียบและพิธีการลงบ้างแล้ว (แต่ก็ยังต้องสวมยูนิฟอร์มอยู่) แต่ทางโรงเรียนจะมีวันอิสระให้เด็ก ๆ สามารถแต่งตัวอะไรมาเรียนก็ได้เช่นกัน  

ปัจจุบันโรงเรียนรัฐบาลในอังกฤษกว่า 40,000 แห่งทั่วประเทศ ยังคงกำหนดให้นักเรียนสวมเครื่องแบบอยู่ ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ของกลุ่มเสรีนิยมที่มองว่าเป็นการสร้างระบบธุรกิจที่ไม่จำเป็น ผูกขาดการค้าอยู่กับเจ้าเดิม ๆ เนื่องจากโรงเรียนหลายแห่งสั่งทำเครื่องแบบจากโรงงานเดียวกัน และถ้าเด็กนักเรียนซื้อเครื่องแบบที่ไม่ได้ผลิตจากเจ้าเดียวกับโรงเรียนก็ถือว่าผิดกฎอยู่ดี  

คณะกรรมการการแข่งขันการค้า (The Official Fair Trading: OFT) ออกมาเรียกร้องให้โรงเรียนเลิกบังคับให้ซื้อยูนิฟอร์มจากร้านค้าเจ้าเดียว หรือแนะนำให้โรงเรียนใช้บริการผู้ผลิตมากกว่า 1 ราย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความเป็นธรรมกว่านี้ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าเสื้อสเวตเตอร์ในร้านค้าที่โรงเรียนบอกว่าถูกกฎระเบียบขายอยู่ตัวละ 12 ปอนด์ แต่สเวตเตอร์ในร้านเสื้อผ้าทั่วไปที่มีหน้าตาเหมือนกับสเวตเตอร์ใส่ไปโรงเรียน มีราคาแค่ 5 ปอนด์เท่านั้น

ทาง OFT ไม่ได้โจมตีสถานศึกษาทั่วอังกฤษว่าจะต้องยกเลิกกฎเครื่องแบบนักเรียน แต่พวกเขามองเห็นถึงปัญหาของการผูกขาดการค้า รวมถึงปัญหาการแบกค่าใช้จ่ายจำนวนมากของผู้ปกครองที่จะต้องซื้อเครื่องแบบให้ตรงตามที่โรงเรียนกำหนด ทาง OFT กล่าวว่าเรื่องเหล่านี้สามารถหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ปัญหาได้ เพราะเครื่องแบบนักเรียนควรคำนึงถึงความเหมาะสมของราคาด้วย

ไปดูทางฝั่งสหรัฐอเมริกากันบ้าง คนส่วนใหญ่มักเห็นหรือได้ยินการพูดถึงชุดนักเรียนตามสื่อบันเทิงต่าง ๆ อย่าง ภาพยนตร์ ทีวีซีรีส์ การ์ตูน เพลง หรือ นวนิยาย เด็กนักเรียนโรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่มักสวมชุดยูนิฟอร์มเต็มยศ ส่วนเด็กโรงเรียนรัฐจะสวมชุดไปรเวทในสไตล์ของตัวเอง ตรงกันข้ามกับในประเทศไทยที่เด็กโรงเรียนรัฐจะต้องสวมชุดนักเรียน มีการกำหนดทรงผมทั้งชายหญิงชัดเจน เรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้ว แต่โรงเรียนเอกชนระดับนานาชาติในไทยมักเปิดกว้างให้เด็ก ๆ แต่งตัวอย่างไรมาเรียนก็ได้

ความแตกต่างแบบขั้วตรงข้ามนี้มีเหตุผล โรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ มักมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผูกติดกับคริสต์ศาสนา โรงเรียนเริ่มต้นการเรียนการสอนกันในโบสถ์ และหลายแห่งก็ก่อตั้งขึ้นเพื่อรองรับเด็ก ๆ จากสังคมชนชั้นกลางไปจนถึงสูงโดยเฉพาะ ซึ่งครอบครัวที่ส่งลูกเข้าเรียนย่อมรับทราบถึงค่าใช้จ่ายเรื่องชุดนักเรียนอยู่ก่อนแล้ว

อังกฤษและสหรัฐอเมริกามักเกิดการปะทะทางความคิดอยู่บ่อย ๆ ถึงความจำเป็นของการมีชุดนักเรียน แต่การวิพากษ์ของพวกเขาจะโต้เถียงกันในระดับมัธยมศึกษาเท่านั้น เพราะการศึกษาระดับอุดมศึกษาของทั้งสองประเทศไม่ได้บังคับให้สวมชุดนักศึกษาแต่อย่างใด

เรายังคงเห็นเด็ก ๆ ในประเทศเคนยาแต่งเครื่องแบบนักเรียนไปโรงเรียน ทว่ารัฐบาลไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้ครอบครัวทั่วประเทศต้องแบกภาระเรื่องค่าใช้จ่าย รัฐบาลจึงออกนโยบายมอบสวัสดิการโรงเรียนประถมศึกษาด้วยการแจกเครื่องแบบนักเรียนฟรีคนละ 2 ชุด เพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่มีรายได้น้อย

โรงเรียนในนิวซีแลนด์ไปไกลกว่านั้น พวกเขาเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ เลือกใส่ยูนิฟอร์มของชายหรือหญิงได้ตามต้องการ เพื่อสนับสนุนตัวตนและอัตลักษณ์ของผู้สวมใส่ ควบคู่กับการชูประเด็นความหลากหลายทางเพศ เช่นเดียวกับโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น ก็ออกโรงสนับสนุนนักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศ อนุญาตให้นักเรียนมีอิสระในการเลือกสวมกระโปรงหรือกางเกงได้ตามใจ รวมถึงให้นักเรียนเลือกได้ด้วยว่าจะผูกเนกไทหรือติดโบ

ค่านิยมการสวมใส่เครื่องแบบนักเรียนในสังคมญี่ปุ่น ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ช่วงการปฏิวัติเมจิ ค.ศ. 1868-1912 ด้วยเหตุผลคล้ายคลึงกับประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อทำให้ประเทศมีความทันสมัยทัดเทียมชาติตะวันตก และรัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้นำแรงบันดาลใจจากระบบกองทัพมาปรับใช้กับการศึกษา รวมถึงออกแบบชุดนักเรียน เพื่อสร้างความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ภายใต้โครงสร้างที่ชัดเจน พร้อมกับดีไซน์ชุดนักเรียนที่ถอดแบบมาจากเครื่องแบบทหารญี่ปุ่น (ที่เอามาจากเครื่องแบบทหารฝรั่งเศสอีกทอดหนึ่ง) เรียกกันว่า ‘กักคุรัน’ แรกเริ่มสงวนไว้สำหรับผู้ชายเท่านั้น ส่วนเด็กผู้หญิงที่ไปโรงเรียนจะเริ่มต้นด้วยการสวมชุดกิโมโน ก่อนจะออกเครื่องแบบนักเรียนหญิงในปี 1920 ที่รับแรงบันดาลใจจากราชนาวีอังกฤษ เรียกว่า ‘เซเลอร์ ฟุกุ’ (Sailor fuku) แต่คนญี่ปุ่นจะออกเสียงว่า ‘เซราฟุกุ’

ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่โดดเด่นเรื่องชุดยูนิฟอร์ม มีคนไทยจำนวนไม่น้อยมักหยิบชุดนักเรียนญี่ปุ่นมาเทียบกับชุดนักเรียนไทย รวมถึงหยิบค่านิยมทางสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นระเบียบเรียบร้อยมาประกอบ เพื่อบอกว่าไทยกับญี่ปุ่นมีความคล้ายคลึงกัน ถ้าสังคมญี่ปุ่นที่ให้เด็กใส่ชุดนักเรียนเป็นสังคมที่ดี ไทยก็ต้องเป็นแบบญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม แม้ญี่ปุ่นออกกฎให้เด็ก ๆ สวมชุดนักเรียนเหมือนกับไทย แต่บริบทที่แตกต่างหลายอย่างระหว่างสังคมไทยกับสังคมญี่ปุ่น ก็ทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบได้อย่างเด็ดขาด หรือสร้างความชอบธรรมได้ว่านักเรียนไทยควรจะใส่หรือไม่ใส่ชุดนักเรียนเหมือนกับประเทศญี่ปุ่น

ทางด้านประเทศที่ไม่ได้สนใจเรื่องชุดนักเรียนเท่าไหร่นักอย่างฝรั่งเศส คนส่วนใหญ่มองว่าการแต่งกายไม่มีความจำเป็นต่อการศึกษา ซ้ำยังละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก และเน้นความสำคัญของปัจเจกหรือตัวตนแต่ละคนมากกว่าภาพรวม เช่นเดียวกับประเทศฟินแลนด์ ดินแดนที่โด่งดังเรื่องมาตรฐานการศึกษาระดับชั้นนำของโลก ที่ไม่ได้บังคับให้เด็ก ๆ ต้องใส่ชุดนักเรียน พร้อมชูนโยบายการศึกษาว่า ยิ่งสังคมมีความเสมอภาคมากเท่าไหร่ ประชาชนจะเตรียมพร้อมเปิดรับการศึกษามากเท่านั้น แถมยังส่งผลให้สุขภาพจิตดียิ่งขึ้นไปด้วย  

การศึกษาที่ได้คุณภาพ จะต้องเดินควบคู่ไปกับภาครัฐที่ดำเนินนโยบายทางสังคมที่มีประสิทธิภาพด้วย ซึ่งการศึกษาฟินแลนด์ไปไกลจนถึงขั้นที่ว่า โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเฮลซิงกิ มีเด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวยมาก ครอบครัวชนชั้นกลาง และครอบครัวชนชั้นแรงงานรวมกันอยู่ในห้องเดียว เนื่องจากพวกเขาไม่ต้องจ่ายค่าเทอม ไม่มีเครื่องแบบนักเรียน ไม่มีค่าใช้จ่ายเรื่องอุปกรณ์การเรียน และมีนักจิตวิทยาและครูคอยส่งเสริมพัฒนาการอย่างใกล้ชิด

สำนักข่าว BBC เคยนำเสนอรายงานน่าสนใจเกี่ยวกับชุดนักเรียน ฮาน ซึงฮี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมิสซูรี เคยเขียนบทความเกี่ยวกับชุดนักเรียนลงวารสารการศึกษา IJEPL (International Journal of Education policy and Leadership) ระบุถึงความเป็นไปได้ว่าเครื่องแบบนักเรียนทำให้เกิดบรรยากาศแบบเผด็จการ หรือบรรยากาศแบบระบบกองทัพทหาร และเวลาส่วนใหญ่ในสถานศึกษาอาจถูกใช้ไปกับกฎข้อบังคับมากกว่าเนื้อหาในคาบเรียน

เรเชล เฮสเคธ (Rachel Hesketh) ผู้ช่วยนักวิจัยประจำสถาบันนโยบายแห่งมหาวิทยาลัยคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน เคยเขียนบทความเมื่อปี 2015 ว่า ความสอดคล้องระหว่างเครื่องแบบนักเรียนกับผลคะแนนของเด็กไม่มีความเกี่ยวข้องชัดเจนเลย เพื่อยืนยันว่าชุดนักเรียนไม่ได้มีผลต่อคะแนนสอบของเด็กเท่าไหร่นัก

สำหรับสังคมไทยยังคงต้องเผชิญกับประเด็นชุดนักเรียนกันอีกนาน ทั้งฝ่ายที่ไม่ต้องการสวมใส่ชุดนักเรียน และฝั่งที่อยากให้เด็ก ๆ สวมชุดนักเรียนจะต้องตอบคำถามคาใจของอีกฝั่งให้ได้ อาทิ มีเหตุผลใดบ้างที่ทำให้ไม่อยากใส่ชุดนักเรียน จริงหรือไม่ถ้าไม่ใส่ชุดนักเรียนจะทำให้ไม่ตั้งใจเรียนจนผลคะแนนแย่ลง จนถึงคำถามเรื่องข้อบังคับด้านทรงผมที่ถูกพูดถึงไม่น้อยกว่ายูนิฟอร์ม

การตั้งคำถามจะยังคงดำเนินต่อไป ทุกคนต่างต้องหาคำตอบว่า ยูนิฟอร์มช่วยเรื่องความปลอดภัยได้จริงหรือไม่ แล้วทำไมเด็กถึงต้องใส่ชุดนักเรียนก่อนจึงจะปลอดภัย แต่สุดท้ายก็ยังมีผู้สวมใส่บางคนที่บอกว่าชุดนักเรียนก็ไม่ได้สร้างความรู้สึกปลอดภัยอะไรเลย นอกจากนี้เรื่องค่าใช้จ่ายก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ กระโปรงนักเรียนตัวละ 500 บาท สามารถแบ่งเบาค่าใช้จ่ายหรือช่วยเพิ่มค่าใช้จ่ายกันแน่ รวมไปถึงประเด็นใหม่อย่างความแตกต่างหลากหลายทางเพศ ที่อาจต้องใช้เวลานานกว่าประเด็นอื่น ๆ เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับสังคมไทย

 

ที่มา

https://dl.parliament.go.th/handle/lirt/17236

https://www.voathai.com/a/a-47-2007-10-23-voa2-90633609/920694.html

http://news.bbc.co.uk/2/hi/8601207.stm

https://school-uniforms.procon.org/history-of-school-uniforms/

https://blogs.kcl.ac.uk/policywonkers/do-school-uniforms-improve-students-behaviour-or-academic-performance/

https://www.bbc.com/thai/thailand-46811317

https://www.bbc.com/thai/features-45698818

https://uk.linkedin.com/in/rachel-hesketh-64a0a9ba

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...