โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เปิดค่าโดยสารรถไฟฟ้า "BTS-MRT" ใครถูกใครแพง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 พ.ย. 2563 เวลา 07.25 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2563 เวลา 04.17 น.

ผลเจรจาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวระหว่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) และ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ที่เสร็จสิ้นไปแล้ว

มีเรื่องการปรับโครงสร้างค่าโดยสารใหม่ ค่าแรกเข้าครั้งเดียว 15 บาท เก็บสูงสุดไม่เกิน 65 บาทตลอดสาย และปรับค่าโดยสารขึ้นทุก 2 ปี ตามดัชนีผู้บริโภค (CPI)

จากค่าโดยสารในปัจจุบันที่บีทีเอสเก็บช่วงได้สัมปทานเดิม 16-44 บาท และ กทม.เก็บส่วนต่อขยายเดิม 15 บาท ส่วนต่อขยายใหม่หมอชิต-คูคต เก็บ 15-60 บาท และแบริ่ง-สมุทรปราการอีก 15-39 บาท รวมระยะทาง 68.25 กม. จำนวน 59 สถานี ค่าโดยสาร 158 บาท

ถึงแม้ว่าราคาสูงสุดจะลดลงมาจาก 158 บาท เหลือ 65 บาท แต่ยังมีเสียงติงว่าแพง ล่าสุด ”ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เจ้ากระทรวงคมนาคมก็หยิบประเด็นนี้บรรจุใน 4 ประเด็น ที่ทำเป็นข้อมูลเพิ่มเติมถกกันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 17 พ.ย. 2563 หลังกระทรวงมหาดไทยเสนอเป็นวาระจรเพื่อทราบ

โดยคมนาคมระบุค่าโดยสารที่เหมาะสม กระทรวงคมนาคมเห็นว่าอัตราค่าโดยสารสูงสุด 65 บาท มีราคาสูงกว่าราคาโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน จึงเห็นว่าการพิจารณาค่าโดยสารที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อประชาชน สมควรพิจารณาภายใต้ข้อเท็จจริง

ควรคิดค่าโดยสารที่ถูกที่สุดสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากปัจจุบันต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าถึง 130 บาท/วัน หรือประมาณ 35% ของรายได้ขั้นต่ำ 300 บาท

ควรวิเคราะห์ต้นทุนที่แท้จริงและลดหรืองดค่าแลกเข้าต่าง ๆ เพื่อให้อัตราค่าโดยสารสูงสุดที่กำหนดไว้ที่ 65 บาทมีการปรับลดลงมา ซึ่งรถไฟฟ้าเส้นนี้ถือเป็นเส้นทางหลักอยู่แล้ว ย่อมมีผู้โดยสารใข้บริการมากขึ้นในอนาคต

โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวผ่านจุดคุ้มทุนมาแล้ว โดยมีผู้ใช้บริการมากถึงวันละ 800,000-1,000,000 เที่ยวคน/วัน (ตัวเลขก่อนโควิดระบาด) แต่เก็บค่าโดยสารสูงสุดมากถึง 65 บาท เมื่อเทียบกับสายสีน้ำเงินที่มีผู้ใช้บริการประมาณ 300,000 เที่ยวคน/วัน แต่เก็บค่าโดยสารสูงสุดเพียง 42 บาทเท่านั้น จึงเชื่อว่าอัตราค่าโดยสารดังกล่าววสามารถลดราคาลงได้อีก

จากประเด็นนี้ ลองมาดูค่าโดยสาร 2 รถไฟฟ้า เริ่มจาก ”บีทีเอส“ ในปัจจุบัน นอกจากจะเป็นแบบบัตรโดยสารเที่ยวเดียวใช้เดินทางได้ 1 เที่ยวระหว่างสถานี ตามอัตราค่าโดยสารที่กำหนด 16-44 บาท

ยังมีบัตรประเภท 1 วัน ราคา 140 บาท ใช้เดินทางภายในวันที่ซื้อหรือลงทะเบียนโดยไม่จำกัดจำนวนเที่ยวและระยะทาง

ยังมีบัตรประเภทบุคคลทั่วไปที่จำกัดเที่ยว โดย 15 เที่ยว 465 บาท เฉลี่ย 31 บาท/เที่ยว, 25 เที่ยว 725 บาท เฉลี่ย 29 บาท/เที่ยว, 40 เที่ยว 1,080 บาท เฉลี่ย 27 บาท/เที่ยว และ 50 เที่ยว 1,300 บาท เฉลี่ย 26 บาท/เที่ยว

สำหรับนักเรียน นักศึกษา 15 เที่ยว 360 บาท เฉลี่ย 24 บาท/เที่ยว, 25 เที่ยว 550 บาท เฉลี่ย 22 บาท/เที่ยว, 40 เที่ยว 800 บาท เฉลี่ย 20 บาท/เที่ยว และ 50 เที่ยว 950 บาท เฉลี่ย 19 บาท/เที่ยว

สำหรับ ”รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน” มีระยะทาง 48 กม. จำนวน 38 สถานี เก็บค่าโดยสาร 16-42 บาท โดยตรึงราคานี้ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2563 และตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2564 จะปรับค่าโดยสารเพิ่ม 1 บาท ในอัตรา 17-42 บาท ปัจจุบันมีบัตรเที่ยวเดียว บัตรชนิดเติมเงิน ไม่มีรายเดือนหรือแบบจำกัดเที่ยว

นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ได้มีมติรับทราบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอการคงอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (MRT สายสีน้ำเงิน) ในอัตราปัจจุบัน คือ เริ่มต้น 16 บาท สูงสุด 42 บาท (ค่าโดยสารสูงสุดคิดที่ 12 สถานี จากจำนวนทั้งสิ้น 38 สถานี) ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563

เพื่อเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทานของรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ระหว่าง รฟม. กับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ได้กำหนดให้มีการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารใหม่ทุก ๆ ระยะเวลา 24 เดือน (2 ปี) โดยใช้วิธีคำนวณบนพื้นฐานการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค

ซึ่งอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ครบกำหนดการบังคับใช้ตามสัญญาเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา

สำหรับผู้ถือบัตรโดยสารประเภทเด็ก อายุไม่เกิน 14 ปี (วันเกิดครบรอบ 14 ปี) และมีความสูงระหว่าง 91 – 120 เซ็นติเมตร และผู้สูงอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จะได้รับส่วนลด 50% สำหรับผู้ถือบัตรโดยสารประเภทนักเรียน/นักศึกษา ที่มีอายุเกินวันเกิดครบอายุ 14 ปี แต่ไม่เกินวันเกิดครบ 23 ปี จะได้รับส่วนลด 10% จากอัตราค่าโดยสารดังกล่าว

สำหรับอัตราค่าโดยสารใหม่จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึง ก.ค.2565 โดยอัตราค่าโดยสารใหม่คือเริ่มต้น 17 บาท สูงสุด 42 บาท จะปรับ 1 บาทมีสถานีที่ 1, 4, 7, และ 10

หากนั่งต่อสายสีม่วงเตาปูน-คลองบางไผ่ ที่ รฟม. ลดราคาจาก 14-42 บาทเหลือเพียง 14-20 บาทตลอดสาย และจะเสียค่าสูงสุด 48 บาท จากเดิม 70 บาท โดย รฟม. ยังลดราคาไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

ส่วนการทำโปรโมชั่น เช่น บัตรรายเดือน ทาง BEM ขอให้ปริมาณผู้โดยสารนิ่งก่อน เนื่องจากขึ้น ๆ ลง ๆ และมีโควิด ปัจจุบันผู้โดยสารวันทำการเฉลี่ย 3.6 แสนเที่ยวคน/วัน ยังต่ำกว่าประมาณการที่ต้องได้ 6 แสนเที่ยวคน/วัน จึงทำให้คิดค่าเฉลี่ยต่อเที่ยวยาก

ทั้งนี้ การลดราคาของสายสีม่วง รฟม. ใช้เงินปลอดภาระผูกพันของ รฟม. ในปี 2563 มีอยู่ประมาณ 400 ล้านบาทรับภาระไปก่อน ยังไม่ได้ขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล โดยสายสีม่วงนี้ รฟม. จ้าง BEM เดินรถให้ระยะเวลา 30 ปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...