โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“สุสานช้างหลวง” นิวาสสถานสุดท้ายของพระยาช้างสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งอยู่ที่ไหน?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 12 ก.พ. เวลา 11.21 น. • เผยแพร่ 12 ก.พ. เวลา 11.10 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - เพนียดคล้องช้างอยุธยา ภาพจากหนังสือ

“ช้างหลวง” หรือพระยาช้าง หมายรวมทั้งช้างเผือก ช้างสำคัญที่มีลักษณะพิเศษตามตำราคชลักษณ์ เป็นมงคลแก่องค์พระมหากษัตริย์และบ้านเมือง และช้างที่ใช้ในพระราชกรณียกิจต่าง ๆ เช่น เป็นพระราชพาหนะ ใช้ในศึกสงคราม เมื่อล้ม (ตาย) จะมีการจัดการศพด้วยการฝัง และมีพิธีทางศาสนาเป็นเกียรติยศแก่พระยาช้างซึ่งผสมกันระหว่างคติพุทธและพราหมณ์

แล้วศพของช้างหลวงเหล่านั้นถูกนำไปฝัง ณ ที่แห่งใด?

หากเป็นในสมัยอยุธยา มีหลักฐานกล่าวถึงสถานที่ฝังช้างหลวงใน คำให้การขุนหลวงหาวัดประดูทรงธรรม ระบุว่าคือ “ปากคลองตะเคียน” บริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเมืองเป็นที่ฝังศพช้างเผือก

สมัยกรุงธนบุรี มีหลักฐานเช่นกันว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ฝังช้างพังเผือกไว้ในที่ “วัดสำเพ็ง” ปัจจุบันคือ วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร ดังความในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวว่า

“…ณ วัน ๒ ฯ ๑๐ ค่ำ ปีวอกอัฐศก จ.ศ. ๑๑๗๘ (พ.ศ. 2319) เพลาบ่ายนางพระยาช้างเผือกล้ม จึงดำรัสให้ฝังไว้ ณ วัดสำเพ็งที่ฝังเจ้าพระยาปราบไตรจักรนั้น…”

ส่วนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สุสานช้างหลวงคือ “ปากลัดบน” แขวงเมืองนครเขื่อนขันธ์ หรือบริเวณวัดคันลัด ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ในปัจจุบัน

สุสานช้างหลวง “ปากลัดบน”

ไม่แน่ชัดว่าพื้นที่ปากลัดบนกลายเป็นสุสานช้างตั้งแต่สมัยใด แต่บริเวณนี้มีการสำรวจและเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) แล้ว เนื่องจากพระองค์โปรดให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ลงมาสำรวจที่ตั้งเมืองบริเวณ “ลัดต้นโพธิ์” เพื่อป้องกันข้าศึกทางทะเล

ทั้งนี้ จุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เต็มไปด้วยป่าจาก มีระยะทางตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยาจากท่าช้างถึงลัดต้นโพธิ์เป็นระยะทางประมาณ 15.5 กิโลเมตร

เมื่อเกิด เมืองนครเขื่อนขันธ์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงพบหลักฐานการฝังพระยาช้างที่ปากลัดบนเป็นครั้งแรก ในหมายรับสั่งรัชกาลที่ 2 เมื่อคราว พระยาเศวตคชลักษณ์ช้างเผือกเอกในรัชกาลล้มเมื่อ พ.ศ. 2367 ดังความตอนหนึ่งว่า

“อนึ่ง ให้กรมพระนครบาลไปคอยรับศพพระยาช้าง ณ ปากลัดข้างบนแล้วให้ขุดหลุมฝังให้มิดชิดดี และ (คน) กลองชนะ แตรสังข์ ถือเครื่องสูง พายเรือดั้ง ให้ใส่เสื้อแดง ใส่หมวกแดงทุกคน ให้เตรียมการให้พร้อม แต่ ณ วันเดือน ๗ แรม ๘ ค่ำ เพลาเช้า ๒ โมง”

หลังฝังพระยาช้างและทำพิธีต่าง ๆ แล้วเสร็จ จะมีการทำรั้วรอบหลุมศพเป็นหมุดหมายให้เจ้าหน้าที่มาเก็บซากช้างหลังการเน่าเปื่อย เช่น งา กราม กระดูกบางส่วน หรือขนหาง

ต่อมายังมีการฝังช้างหลวงที่นี่อีกหลายช้าง อาทิ พระยามงคลหัศดินทร์ (พ.ศ. 2379) พระยาวิมลรัตนกิริณีกับพระเสวตวรลักษณ์ (พ.ศ. 2431) และพระเสวตร์รุจิราภาพรรณ (พ.ศ. 2460)

สันนิษฐานว่า ช้างหลวงที่ขึ้นระวางสมโภชตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 จนถึงรัชกาลที่ 7 ส่วนใหญ่ล้วนถูกนำมาฝังที่ปากลัด อย่างไรก็ตาม ไม่พบหลักฐานแน่ชัดว่าช้างหลวงช้างสุดท้ายที่ถูกนำมาฝังคือช้างใด

เหตุผลที่จุดนี้กลายเป็นสุสานช้างหลวงนั้นกาญจนา โอษฐยิ้มพราย อธิบายไว้ใน การจัดการศพพระยาช้างในสมัยรัตนโกสินทร์ นิตยสารศิลปากร (ปีที่ 67 ฉบับที่ 6 พ.ย.-ธ.ค. 2567) ว่า สถานที่ฝังช้างหลวงนับแต่สมัยอยุธยาล้วนเป็นพื้นที่ริมแม่น้ำ และสัมพันธ์กับที่ตั้งพระนคร คือทางทิศใต้ตามแม่น้ำสายหลักของเมือง เพราะดินมีความอ่อนนุ่ม ขุดง่าย ความชื้นจากแม่น้ำยังช่วยให้ซากช้างเน่าเปื่อยเร็ว และเพื่อป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์ จึงต้องเป็นพื้นที่ห่างไกลชุมชน

สำหรับการเปลี่ยนสถานที่ฝังช้างหลวงในสมัยกรุงธนบุรี จากบริเวณวัดปทุมคงคาลงมายังบริเวณปากลัดบนในสมัยรัตนโกสินทร์ เนื่องจากชุมชนชาวจีนได้ขยายตัวไปถึงบริเวณวัดสำเพ็ง (วัดปทุมคงคา) ส่วนปากลัดบนยังมีประชากรไม่หนาแน่นมาก ทั้งอยู่ท้ายเมืองพระประแดง ทิศทางของลมทะเลที่พัดมาจากปากอ่าวไทยไม่พัดเข้าเมือง กลิ่นไม่รบกวน จึงเป็นที่ที่เหมาะสม

เมื่อปากลัดกลายเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดพระประแดง และต่อมาเป็นจังหวัดสมุทรปราการ ได้มีประชากรเข้าไปอาศัยอยู่หนาแน่น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ก็ไม่พบการนำช้างมาฝังอีก แถบนี้จึงถูกแทนที่ด้วยบ้านเรือนประชาชน และชาวบ้านก็มักขุดพบกระดูกช้างอยู่เรื่อย ๆ จึงพากันสร้างศาลเพียงตาสำหรับบรรจุกระดูกช้างเพื่อสักการบูชา

กระทั่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพระราชดำริ “คลองลัดโพธิ์” ได้มีการย้ายศาลมาตั้งที่วัดคันลัด เพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าที่นี่เคยเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็น “สุสานช้างหลวง” สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

กาญจนา โอษฐยิ้มพราย. การจัดการศพพระยาช้างในสมัยรัตนโกสินทร์.นิตยสารศิลปากร, ปีที่ 67 ฉบับที่ 6 พ.ย.-ธ.ค. 2567.

คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์, สำนักนายกรัฐมนตรี. ประชุมหมายรับสั่ง ภาคที่ ๓ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย. ห้องสมุดดิจิทัลวัชรญาณ

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 มีนาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “สุสานช้างหลวง” นิวาสสถานสุดท้ายของพระยาช้างสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งอยู่ที่ไหน?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...