“สุสานช้างหลวง” นิวาสสถานสุดท้ายของพระยาช้างสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งอยู่ที่ไหน?
“ช้างหลวง” หรือพระยาช้าง หมายรวมทั้งช้างเผือก ช้างสำคัญที่มีลักษณะพิเศษตามตำราคชลักษณ์ เป็นมงคลแก่องค์พระมหากษัตริย์และบ้านเมือง และช้างที่ใช้ในพระราชกรณียกิจต่าง ๆ เช่น เป็นพระราชพาหนะ ใช้ในศึกสงคราม เมื่อล้ม (ตาย) จะมีการจัดการศพด้วยการฝัง และมีพิธีทางศาสนาเป็นเกียรติยศแก่พระยาช้างซึ่งผสมกันระหว่างคติพุทธและพราหมณ์
แล้วศพของช้างหลวงเหล่านั้นถูกนำไปฝัง ณ ที่แห่งใด?
หากเป็นในสมัยอยุธยา มีหลักฐานกล่าวถึงสถานที่ฝังช้างหลวงใน คำให้การขุนหลวงหาวัดประดูทรงธรรม ระบุว่าคือ “ปากคลองตะเคียน” บริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเมืองเป็นที่ฝังศพช้างเผือก
สมัยกรุงธนบุรี มีหลักฐานเช่นกันว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ฝังช้างพังเผือกไว้ในที่ “วัดสำเพ็ง” ปัจจุบันคือ วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร ดังความในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวว่า
“…ณ วัน ๒ ฯ ๑๐ ค่ำ ปีวอกอัฐศก จ.ศ. ๑๑๗๘ (พ.ศ. 2319) เพลาบ่ายนางพระยาช้างเผือกล้ม จึงดำรัสให้ฝังไว้ ณ วัดสำเพ็งที่ฝังเจ้าพระยาปราบไตรจักรนั้น…”
ส่วนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สุสานช้างหลวงคือ “ปากลัดบน” แขวงเมืองนครเขื่อนขันธ์ หรือบริเวณวัดคันลัด ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ในปัจจุบัน
สุสานช้างหลวง “ปากลัดบน”
ไม่แน่ชัดว่าพื้นที่ปากลัดบนกลายเป็นสุสานช้างตั้งแต่สมัยใด แต่บริเวณนี้มีการสำรวจและเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) แล้ว เนื่องจากพระองค์โปรดให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ลงมาสำรวจที่ตั้งเมืองบริเวณ “ลัดต้นโพธิ์” เพื่อป้องกันข้าศึกทางทะเล
ทั้งนี้ จุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เต็มไปด้วยป่าจาก มีระยะทางตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยาจากท่าช้างถึงลัดต้นโพธิ์เป็นระยะทางประมาณ 15.5 กิโลเมตร
เมื่อเกิด เมืองนครเขื่อนขันธ์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงพบหลักฐานการฝังพระยาช้างที่ปากลัดบนเป็นครั้งแรก ในหมายรับสั่งรัชกาลที่ 2 เมื่อคราว พระยาเศวตคชลักษณ์ช้างเผือกเอกในรัชกาลล้มเมื่อ พ.ศ. 2367 ดังความตอนหนึ่งว่า
“อนึ่ง ให้กรมพระนครบาลไปคอยรับศพพระยาช้าง ณ ปากลัดข้างบนแล้วให้ขุดหลุมฝังให้มิดชิดดี และ (คน) กลองชนะ แตรสังข์ ถือเครื่องสูง พายเรือดั้ง ให้ใส่เสื้อแดง ใส่หมวกแดงทุกคน ให้เตรียมการให้พร้อม แต่ ณ วันเดือน ๗ แรม ๘ ค่ำ เพลาเช้า ๒ โมง”
หลังฝังพระยาช้างและทำพิธีต่าง ๆ แล้วเสร็จ จะมีการทำรั้วรอบหลุมศพเป็นหมุดหมายให้เจ้าหน้าที่มาเก็บซากช้างหลังการเน่าเปื่อย เช่น งา กราม กระดูกบางส่วน หรือขนหาง
ต่อมายังมีการฝังช้างหลวงที่นี่อีกหลายช้าง อาทิ พระยามงคลหัศดินทร์ (พ.ศ. 2379) พระยาวิมลรัตนกิริณีกับพระเสวตวรลักษณ์ (พ.ศ. 2431) และพระเสวตร์รุจิราภาพรรณ (พ.ศ. 2460)
สันนิษฐานว่า ช้างหลวงที่ขึ้นระวางสมโภชตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 จนถึงรัชกาลที่ 7 ส่วนใหญ่ล้วนถูกนำมาฝังที่ปากลัด อย่างไรก็ตาม ไม่พบหลักฐานแน่ชัดว่าช้างหลวงช้างสุดท้ายที่ถูกนำมาฝังคือช้างใด
เหตุผลที่จุดนี้กลายเป็นสุสานช้างหลวงนั้นกาญจนา โอษฐยิ้มพราย อธิบายไว้ใน การจัดการศพพระยาช้างในสมัยรัตนโกสินทร์ นิตยสารศิลปากร (ปีที่ 67 ฉบับที่ 6 พ.ย.-ธ.ค. 2567) ว่า สถานที่ฝังช้างหลวงนับแต่สมัยอยุธยาล้วนเป็นพื้นที่ริมแม่น้ำ และสัมพันธ์กับที่ตั้งพระนคร คือทางทิศใต้ตามแม่น้ำสายหลักของเมือง เพราะดินมีความอ่อนนุ่ม ขุดง่าย ความชื้นจากแม่น้ำยังช่วยให้ซากช้างเน่าเปื่อยเร็ว และเพื่อป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์ จึงต้องเป็นพื้นที่ห่างไกลชุมชน
สำหรับการเปลี่ยนสถานที่ฝังช้างหลวงในสมัยกรุงธนบุรี จากบริเวณวัดปทุมคงคาลงมายังบริเวณปากลัดบนในสมัยรัตนโกสินทร์ เนื่องจากชุมชนชาวจีนได้ขยายตัวไปถึงบริเวณวัดสำเพ็ง (วัดปทุมคงคา) ส่วนปากลัดบนยังมีประชากรไม่หนาแน่นมาก ทั้งอยู่ท้ายเมืองพระประแดง ทิศทางของลมทะเลที่พัดมาจากปากอ่าวไทยไม่พัดเข้าเมือง กลิ่นไม่รบกวน จึงเป็นที่ที่เหมาะสม
เมื่อปากลัดกลายเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดพระประแดง และต่อมาเป็นจังหวัดสมุทรปราการ ได้มีประชากรเข้าไปอาศัยอยู่หนาแน่น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ก็ไม่พบการนำช้างมาฝังอีก แถบนี้จึงถูกแทนที่ด้วยบ้านเรือนประชาชน และชาวบ้านก็มักขุดพบกระดูกช้างอยู่เรื่อย ๆ จึงพากันสร้างศาลเพียงตาสำหรับบรรจุกระดูกช้างเพื่อสักการบูชา
กระทั่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพระราชดำริ “คลองลัดโพธิ์” ได้มีการย้ายศาลมาตั้งที่วัดคันลัด เพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าที่นี่เคยเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็น “สุสานช้างหลวง” สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
อ่านเพิ่มเติม :
- “ลัดโพธิ์” คลองลัดแห่งประวัติศาสตร์
- เมื่อ ‘พระเศวต’ (ช้างหลวง) ตกมัน เรื่องตื่นเต้นของชาวบ้านวิ่งตามดูอย่างสนุกสนาน
- พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ กษัตริย์ผู้ปราศจาก “ช้างเผือก” ไร้ช้างแก้วประจำรัชกาล
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
กาญจนา โอษฐยิ้มพราย. การจัดการศพพระยาช้างในสมัยรัตนโกสินทร์.นิตยสารศิลปากร, ปีที่ 67 ฉบับที่ 6 พ.ย.-ธ.ค. 2567.
คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์, สำนักนายกรัฐมนตรี. ประชุมหมายรับสั่ง ภาคที่ ๓ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย. ห้องสมุดดิจิทัลวัชรญาณ
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 มีนาคม 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “สุสานช้างหลวง” นิวาสสถานสุดท้ายของพระยาช้างสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งอยู่ที่ไหน?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com