รัฐราชการ จะเป็น 'ภัย' ของประเทศ
เหยี่ยวถลาลม
รัฐราชการ
จะเป็น ‘ภัย’ ของประเทศ
ตั้งปุจฉาเอาไว้แบบนี้ “ข้าราชการ” ผู้มั่นคงในการทำหน้าที่ด้วยสุจริตและเสียสละทั้งหลายอย่าเพิ่งตีโพยตีพายหรือน้อยอกน้อยใจ
“รัฐราชการ” ที่กำลังกล่าวถึงเป็น “ระบบความคิด” ซึ่งยึดโยงกับวิธีการดำเนินงานทั้งปวงซึ่งกลายเป็นแนวประพฤติปฏิบัติที่เอาตัวข้าราชการเป็นศูนย์กลาง หาประโยชน์ให้กับตัวเอง พวกพ้อง และหน่วยงานตนเป็นหลัก ส่วนที่ตกหล่นถึงประชาชนเป็นเพียงเศษเสี้ยว หรือถ้าร้ายหนักไปกว่านั้นก็คือประชาชนได้รับ “ผลพลอยได้” จากภารกิจอันเนื่องมาจากระเบียบกฎหมายบังคับ
ข้าราชการประเภทที่ว่าจึงไม่ได้มีอารมณ์ “รับใช้” แต่ดำรงอยู่เพื่อ “ปกครอง”
“หน้าที่” ของข้าราชการไม่ใช่เกียรติภูมิ และ “ตำแหน่ง” ก็ไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของความรับผิดชอบ หากแต่เป็น “ลำดับชั้น” ของโอกาสที่จะสร้างความเจริญให้กับทุกมิติในช่วงชีวิตราชการ
ราชการไทยยังคงเป็นแดนสนธยา!
ความสุจริต มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้อะไรนั่น ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง
ในวันแผ่นดินไหวที่มัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา “ปริศนา” ที่จุกอกคนไทยคือ การกระเพื่อมไหวระดับ “ปลายแส้” นั้นถึงกับทำให้ “ตึกถล่ม” ที่ กทม.เลยหรือ
ถ้า “แรงจริง” ทำไมถล่มตึกเดียว
ตึกสูง 33 ชั้น ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างเป็นสำนักงานแห่งใหม่ของ “สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน” หรือ “สตง.” พังถล่มลงมาให้เห็นจะแจ้ง เต็มตา แค่ตึกเดียว
จริงอยู่ว่า ชั้นดินของ กทม.นั้นเป็นดินอ่อน เมื่อรับแรงสะเทือนจากแผ่นดินไหวแม้จุดศูนย์กลางจะอยู่ห่างไกลเป็นพันกิโลเมตร แต่ความถี่ของแรงจากแผ่นดินไหวนั้นย่อมทำให้พื้นดินอ่อนใต้ กทม.เคลื่อนในจังหวะเนิบๆ สามารถทำให้อาคารสูงโยกไหวช้าๆ ได้
“ชัชชาติ สุทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม.ยืนยันว่า “อาคารใน กทม.ทั้งหมดถูกกฎหมายบังคับให้ออกแบบแข็งแรงรองรับแผ่นดินไหวอยู่แล้ว และเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ มีมาตรฐาน ต้องสร้างความมั่นใจให้ทั่วโลกรู้ ยกเว้นอาคารที่ถล่มลงมา”
แม้แต่ผู้ว่าฯ กทม.ก็มีอาการงุนงง เพราะถ้าว่ากันตามหลักวิศวกรรม พิบัติภัยจากแผ่นดินไหวอาจทำความเสียหายแก่อาคารได้ แต่ไม่มีวันที่ตึกจะถล่ม
ยิ่งอาคาร “สตง.” ที่ค่าก่อสร้างสูงถึง 2,136 ล้านบาท ทั้งยังจ้างบริษัทให้ “ควบคุม” การก่อสร้างอีกกว่า 70 ล้านบาท
พังถล่มลงมาง่ายๆ ได้อย่างไรกัน!?
อาคารแห่งนี้ประมูลก่อสร้างด้วยวิธี E-bidding
อาคารแห่งนี้ได้ “แปะป้าย” ประกาศว่าเข้าร่วม “ข้อตกลงคุณธรรม” กับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) หรือ ACT
จะพังถล่มลงมาง่ายๆ ได้อย่างไรกัน!?
เป็นอาคารสูง 1 เดียวที่ถล่ม ขณะที่อาคารสูงเสียดฟ้าอีกมากมายในมหานครอันเป็นเมืองหลวงของประเทศ ไม่มีที่ใดหายนะ
“ตึก สตง.” แห่งใหม่ ที่สูง 33 ชั้น มีอะไรวิเศษ หรือแตกต่าง
คำตอบควรจะได้จาก “กิจการร่วมค้า” ไอทีดี-ซีอาร์อีซี หรือ อิตาเลียน กับ ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 ผู้รับเหมาก่อสร้างไทยกับจีน
คำตอบควรจะได้จาก กิจการร่วมค้า “PKW” หรือบริษัท พีเอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด, บริษัท ว.และสหาย คอนซัลแตนส์ จำกัด และบริษัท เคพี. คอนซัลแทนส์ แอนด์ แมเนจเม้นต์ จำกัด ซึ่งรับเงิน “74.6” ล้านบาท ไปทำหน้าที่ “ควบคุมงานก่อสร้างอาคารพร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ”
แค่รับแรงกระเพื่อมของแผ่นดินไหวจากจุดศูนย์กลางที่ห่างไกลออกไปเป็นพันกิโลเมตร ตึกสูงลิ่วเสียดฟ้ามากมายทั้งใจกลาง กทม.และริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ยังคงแข็งแรง และตั้งมั่น
ที่ออกแนว “ตึกเต้าหู้” มีเพียง 1 เดียว คืออาคาร 2 พันล้านของ “สตง.” ที่ถล่ม ทำให้ตายเจ็บสูญหายเป็นร้อยคน!
น่าสนใจยิ่งขึ้นเมื่อเพจเฟซบุ๊ก ชมรม Strong ต้านทุจริตประเทศไทย โพสต์เอกสาร “แฉราคาครุภัณฑ์” บางรายการของอาคาร สตง.ที่ถล่มแห่งนี้ว่า ใช้พรมผืนละ 110,000 บาท เก้าอี้ห้องประชุม ตัวละ 97,900 บาท โต๊ะกลมนั่งกินมื้อกลางวันของผู้ว่าการ สตง.และประธาน คตง. ตัวละ 90,000 บาท พรมทอมือ Nylon ผืนละ 165,000 บาท ยังไม่นับเก้าอี้ไม้บีช หุ้มหนังแท้ นำเข้าจากอิตาลี ราคาตัวละเกือบแสน อีกไม่รู้เท่าไหร่
ฉุกคิดเป็นคำถามเฉกเช่นที่ “สตง.” มักใช้ถามกับผู้อื่นในหน่วยอื่นอยู่บ่อยๆ ว่า การจัดซื้อจัดหาได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินที่ได้มาจากภาษีของประชาชนอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล โปร่งใส และสุจริตหรือไม่
อย่าลืมว่า ทุกตึกทุกอาคารสูงใน กทม. สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี กับจังหวัดอื่นๆ ในแนวกระเพื่อมของแผ่นดินไหวนั้นได้รับผลกระทบเหมือนๆ กัน
แต่มี 1 เดียวที่ถล่ม
เหมือนฝีแตก!
กระทรวงอุตสาหกรรมเก็บ “เหล็กเส้น” จากอาคารถล่ม 28 ท่อน ส่งให้สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ตรวจพิสูจน์ ได้คำตอบเบื้องต้นว่า เหล็ก 13 ท่อน “ไม่ได้มาตรฐาน”
มีการซื้อเหล็กจากบริษัทที่ถูกสั่งปิดเมื่อปลายปี 2567 พ้องกับข่าวที่รายงานว่า โรงงานเหล็กจีน ที่มีคนงานเป็นพันคน ผลิตเหล็กไม่มีคุณภาพ หักง่าย ส่งขายตีตลาดฆ่าคู่แข่งทั่วประเทศ ผู้รับเหมาชอบเพราะต้นทุนต่ำ กำไรสูง
แต่กลายเป็น “ภัยใกล้ตัว” เจ้าของบ้านและผู้อยู่อาศัยตามอาคารสูง
อย่างไรก็ตาม ใน กทม.นั้นจะว่าไปแล้วอาคารสูงของภาคเอกชนมีมากกว่าอาคารสูงของหน่วยงานรัฐหลายเท่า จะต่างกันก็ตรงที่ “ภาคเอกชน” นั้นถึงแม้จะแสวงหากำไร แต่ธุรกิจอยู่ได้ก็ด้วยลูกค้า อาคารสูงของภาคเอกชนใน กทม.จึงไม่ค่อยจะมีปัญหาจนถึงขั้นอพยพผู้คน
ต่างกับอาคารของหน่วยราชการที่หลายแห่งได้รับความเสียหาย “น่ากังวล” จนต้องสั่งให้ข้าราชการเวิร์กฟรอมโฮม
ตึก 30 ชั้นของตำรวจ ตม.ในเมืองทองธานี
อาคาร A ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ
อาคารศาลและสำนักงานอัยการ ที่รัชดา ต่างก็ได้รับความเสียหาย
เมื่อภัยมาใกล้ตัว ข้าราชการก็เริ่มตั้งคำถามกับความคุ้นชินในวิถีคด ไม่ซื่อ และเห็นแก่ได้ว่ารัฐราชการกำลังกัดกินตัวเองและทำลายหน่วยงานกันอยู่หรือไม่
แทนที่ “ราชการ” จะเป็นหลักอันมั่นคงให้กับความปลอดภัย ความสุจริต โปร่งใส ยุติธรรม และแบ่งปันกันอย่างเป็นธรรม “ราชการ” กลับกลายเป็นแค่ “ทำเล” สำหรับการทำมาหากิน!?!!!
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัฐราชการ จะเป็น ‘ภัย’ ของประเทศ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com