“ธีระชัย” เผยไอ้โม่ง เบื้องหลัง ตลาดพันธบัตรสหรัฐ
ธีระชัย เผยเหตุผลที่ทำให้ ตลาดพันธบัตรสหรัฐ รูดลง ดอกเบี้ยระยะยาวพุ่งขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน จนทำให้ทรัมป์เลื่อนการขึ้นภาษีออกไป 90 วัน
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ประธานคณะกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟสบุ๊คเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2568 ว่าสัปดาห์ก่อน ตลาดพันธบัตรสหรัฐรูดลง ดอกเบี้ยระยะยาวพุ่งขึ้น น่าจะเป็นเหตุให้ทรัมป์เลื่อนภาษีออกไป 90 วันทำให้คนตั้งคำถามว่า ใครเป็นไอ้โม่งเบื้องหลังตลาดพันธบัตรสหรัฐ ซึ่งอาจมีได้ 3 กลุ่ม
- ข้อ 1 รัฐบาลจีนเทขาย เพื่อกดดันให้ทรัมป์เลื่อน
- ข้อ 2 นักลงทุนนอกสหรัฐเทขาย เพื่อ unwind arbitrage
- ข้อ 3 เฮดจ์ฟันด์ถูกเรียก margin ทำให้ต้อง unwind arbitrage
รูป 1 ดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปี กระโดดขึ้นถึงครึ่งเปอร์เซนต์ ฉับพลันพอๆ กับวิกฤตในอดีต คือ รูป 2 ก่อนหน้า คือ เหตุการณ์ 911, วิกฤต dotcom และวิกฤต Long Term Capital Management ล้วนแต่กระทบตลาดอย่างหนัก
เมื่อดูค่าเงินเทียบกับดอลลาร์ในวันที่ 10 เมษายน 2568 เงินเยนแข็งขึ้น 2.1% เงินยูโรแข็งขึ้น 2.2% เงินฟรังค์สวิสแข็งขึ้น 3.66% แสดงชัดเจนว่า ผู้ลงทุนจากประเทศเหล่านี้ ที่เดิมยืมเงินในสกุลของตนมาซื้อพันธบัตรดอลลาร์ ได้ unwind สาเหตุก็เพราะ พันธบัตรดอลลาร์ที่ซื้อไว้ ราคารูดลงนั่นเอง
เมื่อขาย ก็แลกดอลลาร์กลับไปเป็นสกุลของตน ทำให้เงินแต่ละประเทศแข็งขึ้น เป็นการดำเนินการตามข้อ 2
ส่วนเงินหยวน แข็งขึ้นเพียง 0.54% แสดงว่า ขายพันธบัตรไม่มาก หรือถ้าขาย ก็คงเอาดอลลาร์ที่ได้ ไปซื้อทองคำ
สรุปแล้ว ข้อ 1 น่าจะเกิดขึ้นไม่มาก ข้อ 2 เกิดขึ้นพอสมควร และกว่าจะได้ข้อมูลชัดเจน ต้องรออีก 2 เดือน
แต่น่าจะเกิดจากสาเหตุข้อ 3 เป็นหลักมากกว่า ถามว่า ดูจากอะไร?
รูป 3 ตลาดพันธบัตรสหรัฐที่รูดลง พ้องกับตลาดหุ้นที่ร่วงแรง
รูป 4 ผู้ที่เทขายหุ้น คือนักลงทุนสถาบัน พวกเฮดจ์ฟันด์ ไม่ใช่บุคคลธรรมดา แสดงว่ากลุ่มนี้ ต้องถูกบังคับขาย ถามต่อว่า ทำไม
รูป 5 เฮดจ์ฟันด์ที่ค้าขาย basis trade นั้น อาศัย arbitrage ระหว่างตลาด cash กับตลาด futures สองตลาดนี้ มักจะมีส่วนต่างอยู่จิ๋วหนึ่ง แค่ 0.01-0.02% (เรียก 1 or 2 basis point) กำไรนิดเดียวเท่านั้น
แต่เนื่องจากมีพันธบัตรเป็น underlying ที่น่าเชื่อถือ เฮดจ์ฟันด์จึงสามารถกู้จากตลาด repo ได้มหาศาล 20 เท่าเป็นอย่างต่ำ ทุกอย่างเรียบร้อย จนกว่าเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ตลาดกลับหลังหัน เมื่อนั้น เฮดจ์ฟันด์ก็จะถูกบังคับให้วางมาร์จินเพิ่ม นี่เอง เกิดการบังคับขาย
เฮดจ์ฟันด์ก็ต้องวิ่งขายของในมือ ก็คือตลาดหุ้น พร้อมกับต้องหาทางลด arbitrage ด้วยเหตุนี้ ตลาดหุ้นร่วง พร้อมกับตลาดพันธบัตรรูด
รูป 6 แสดงปริมาณเงินกู้ของเฮดจ์ฟันด์ สำหรับแต่ละอายุพันธบัตรอายุยาว 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ อายุ 10 ปี 1 ล้านล้าน อายุ 5 ปี 8 แสนล้าน และอายุ 2 ปี 5 แสนล้าน
จำนวนเงินมหาศาล และสูงกว่าปี 2019 ที่ตลาด repo กระเพื่อมครั้งใหญ่เสียอีก ครั้งนั้น เฟดถึงกับต้องเข้าไปอุัมเฮดจ์ฟันด์
รูป 7 แสดงต้นทุนกู้ในตลาด repo ที่กระโดดขึ้น เป็นข้อมูลที่สอดคล้องกัน ต้นทุนสูงขึ้น บีบให้เฮดจ์ฟันด์ต้อง unwind
ถามว่า อะไรเป็นตัวจุดประกายที่เป็นตัวเริ่มต้น ทำให้ yield พันธบัตรขยับสูงขึ้น คำตอบคือ ภาษีทรัมป์ ทำให้คาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้นฉับพลัน
รูป 8 แสดงสินค้าที่สัดส่วนนำเข้าจากจีนสูง คือ เครื่องเล่นเกม จอคอมพิวเตอร์ ของเล่น สมาร์ทโฟน แบตเตอรีลิเธียม แลปท้อป สัดส่วนตั้งแต่ 86% ลงมาถึง 66% อธิบายแบบชาวบ้าน โอกาสที่จะหาแหล่งซื้อใหม่ทดแทนภายในหนึ่งปี มีน้อยมาก
รูป 9 มหาวิทยาลัยมิชิแกนสำรวจ คนอเมริกันคาดเงินเฟ้อ 5-10 ปีข้างหน้า จะไปถึงระดับ 4.4% อยู่แล้ว และกราฟตั้งชัน ตั้งแต่ก่อนสงครามภาษีแล้ว เมื่อเจอภาษีบวกเข้าไปอีก ก็ยิ่งจะสูงกว่านี้
สรุปแล้ว
- เฮดจ์ฟันด์ทำ basis trade > กู้จาก repo
- ช่วงที่ yield โน้มต่ำ > กำไรดี
- สงครามภาษี > คนกลัวเงินเฟ้อ
- ความกลัวเงินเฟ้อ > yield ขยับสูงขึ้น
- Yield สูงขึ้น > ขาดทุนพันธบัตร
- ขาดทุนพันธบัตร > ถูกเรียกมาร์จินเพิ่ม
- มาร์จินเพิ่ม > ต้องขายหุ้น ขายพันธบัตร
- ขายหุ้น + unwind basis trade > ลดเงินกู้จาก repo
นี่เอง ที่ทรัมป์ต้องแก้ปัญหา ชะลอ yield ไม่ให้สูงขึ้นทันที โดยทำให้นักลงทุนคลายกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ทรัมป์จึงต้องยอมเลื่อน 90 วัน และยอมถอย เลิกภาษีสำหรับโทรศัพท์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และกำลังจะถอยอีก ๆสำหรับรถยนต์
คำถามในใจนักลงทุนคือ การ unwind ตามข้อ 3 หมดไปหรือยัง?
“ผมเดาว่า ยังไม่หมด และเดาว่า จะเกิดซ้ำอีกครั้งหนึ่งเร็วๆ นี้ โดยจะกดดันตลาดพันธบัตรเช่นเดิม แต่เมื่อเกิดขึ้น คาดได้ว่า เฟดจะเข้ามาแทรกแซง ผมเดาสุ่มว่า ตลาดจึงอาจจะสวิงลงเดือนนี้ และจะสวิงขึ้นเดือนหน้า”