โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บทเรียนวิชาศิลปะอิสลาม 101 คาบเรียนในมัสยิดและความงามผ่านหลักคิดทางศาสนา กับ ดร.วสมน สาณะเสน

The Momentum

อัพเดต 24 เม.ย. 2568 เวลา 22.46 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. 2568 เวลา 09.25 น. • THE MOMENTUM

ภาพพิธีกร 2 คนของรายการหนังพาไป กำลังขยับหน้าเขยื้อนหลัง ขยับซ้ายเขยื้อนขวา เพื่อกะระยะภาพซุ้มประตูและโดมมัสยิดบนปกหนังสือไกด์บุ๊กประเทศอิหร่านให้ตรงกับมัสยิดของจริงที่อยู่เบื้องหลัง ก่อนจะกดบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึกถึงสถานที่อันสวยงามเบื้องหน้าพวกเขา

นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้จักและตกหลุมรักความเป็น ‘ศิลปะอิสลาม’ เข้าอย่างจัง ต้นเหตุเป็นเพราะซุ้มประตูทรงโค้งยอดแหลมสีน้ำเงินหลายเฉด ลวดลายที่แผ่ขยายเต็มพื้นที่ และความสมมาตรแสนดึงดูดตาของ มัสยิดชีคลุตฟัลลาห์ (Sheikh Lotfollah Mosque) บนปกหนังสือนำเที่ยวนั้น และมัสยิดชาห์ (Shah Mosque) มัสยิดหลวงของเมืองอิศฟะฮาน ประเทศอิหร่าน เมืองหลวงเก่าของอาณาจักรเปอร์เซีย

และด้วยความสวยงามของ ‘ศิลปะอิสลาม’ นี้เองที่พาให้ฉันมานัดพบพูดคุยกับ อาจารย์เอม-ดร.วสมน สาณะเสนในวันนี้

อาจารย์เอมเป็นอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และนักวิชาการด้านศิลปะอิสลาม ผู้เขียนหนังสือศิลปะอิสลาม รูปแบบและหลักสุนทรียะสำนักพิมพ์มิวเซียมเพรส ที่เพิ่งได้รับรางวัลหนังสือดีเด่น ด้านสารคดี จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ไปเมื่อเร็วๆ นี้

ฉันผู้ซึ่งไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับศิลปะอิสลามเลย มีเพียงแค่ความสนใจและหลงใหลในความสวยงามเท่านั้นที่ทำให้หัวข้อนี้ยังคงติดอยู่ในความคิดมาตลอด จึงขอใช้โอกาสพิเศษนี้พูดคุยและเติมความรู้เรื่องศิลปะอิสลามไปในตัว พร้อมๆ กับคุณผู้อ่านทุกท่าน ผ่าน ‘บทเรียนวิชาศิลปะอิสลาม 101’ กับคาบเรียนในมัสยิด ไปด้วยกัน

00: แบบไหนถึงเรียกว่า ‘ศิลปะอิสลาม’

แต่ก่อนจะลงลึกต้องปูพื้นฐานกันก่อนว่า ศิลปะอิสลามคืออะไร

“ศิลปะอิสลามคือ งานศิลปะที่สร้างขึ้นภายใต้หลักคิดของศาสนาอิสลามและสะท้อนความศรัทธาต่อพระเจ้า โดยผู้สร้างหรือผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเป็นมุสลิมก็ได้”

นี่คือความหมายของศิลปะอิสลามที่อาจารย์เอมสรุปสั้นๆ ให้เราฟัง พร้อมยกตัวอย่างว่า ในยุคก่อนๆ มัสยิดบางแห่งในประเทศซีเรียก็สร้างโดยช่างที่นับถือศาสนาคริสต์ หรือพระราชวังในประเทศสเปนก็สร้างโดยช่างมุสลิม แต่อย่างไรก็ตามการสร้างเหล่านั้นต้องแฝงหลักคิดทางศาสนาไว้ด้วย

ศิลปะอิสลาม

องค์ประกอบเด่นๆ ที่ทำให้ศิลปะอิสลามมีความเป็นเอกภาพเหมือนกันทุกมุมโลกคือ งานศิลปะนั้นต้อง ‘สะท้อนความเชื่อและความศรัทธา’ ภายใต้หลักคิดของศาสนาอิสลาม กล่าวคือ เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว และพระองค์ทรงเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีการสร้างรูปเคารพ และแทบไม่มีภาพเหมือนมนุษย์ หรือสัตว์อยู่ให้เห็นเลย เพราะจะถือเป็นการเลียนแบบงานสร้างของพระเจ้า ซึ่งเท่ากับท้าทายอำนาจของพระองค์

แล้วถ้าทำรูปเคารพและภาพเหมือนไม่ได้จะทำอย่างไร คำตอบคือ ช่างมุสลิมใช้วิธีอื่นเพื่อถ่ายทอดความงาม ที่เด่นชัดเลยคือการใช้ ‘ลวดลาย’ ซึ่งมุสลิมพัฒนาขึ้นจนเป็นเอกลักษณ์ เช่น อักษรอาหรับวิจิตร ลายเรขาคณิต และลายพรรณพฤกษา ซึ่งเป็นระเบียบ สมมาตร ต่อเนื่อง เชื่อมโยง และละเอียดจนแทบไม่มีช่องว่าง ต่างจากลวดลายของกลุ่มวัฒนธรรมอื่นที่มักเป็นลายอิสระลื่นไหลไปเรื่อยๆ

ศิลปะอิสลาม

รวมถึงสิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดที่สุดคือ ‘ความสมมาตร’ ทั้งในสถาปัตยกรรมและการออกแบบลวดลาย ความสมมาตรนี้ เป็นผลพวงมาจากความรู้เรื่องการคำนวณทางคณิตศาสตร์ จากตำราความรู้ในอารยธรรมกรีก ทำให้เราได้เห็นการออกแบบที่สมมาตร มั่นคง และมีสัดส่วนที่สวยงามลงตัวพอดี

“ศิลปะอิสลามไม่ได้มีรูปแบบที่ตายตัว แค่ไม่ขัดกับหลักศาสนาก็พอ ฉะนั้นเราจะเห็นศิลปะอิสลามหลากหลายรูปแบบที่เกิดจากความยืดหยุ่นตามวัสดุและปัจจัยท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่” อาจารย์เอมย้ำเพื่อเป็นการปิดจบการปูพื้นฐานวิชาศิลปะอิสลามนี้ ก่อนที่ ‘คาบเรียนในมัสยิด’ จะเริ่มต้นขึ้น

01: ทำไมต้องเป็น ‘คาบเรียนในมัสยิด’

คำว่า ‘มัสยิด’ ในภาษาอาหรับ หมายถึง ‘สถานที่สำหรับโน้มกายลงเพื่อนมัสการพระเจ้า’ และสำหรับมุสลิมแล้ว มัสยิดคือ ‘บ้านของพระเจ้า’

อันที่จริงมัสยิดเป็นสถานที่ใดก็ได้ที่สะอาด มีเครื่องหมายระบุทิศละหมาด พื้นราบเรียบเสมอกัน และไม่มีรูปเคารพ แต่เชื่อกันว่าพระเจ้าโปรดปรานให้ละหมาดร่วมกันมากกว่า มัสยิดจึงถูกสร้างให้มีพื้นที่รองรับผู้คน

ความตอนหนึ่งในหนังสือศิลปะอิสลาม รูปแบบและหลักสุนทรียะ บอกว่า ‘มัสยิดเป็นเครื่องหมายแสดงความมีอยู่ของชุมชนมุสลิมได้ดีที่สุด’ เพราะมักสร้างใจกลางชุมชน และเป็นสถานที่ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของมุสลิมตลอดช่วงชีวิต

อีกทั้งมุสลิมยังมองว่า การสร้างงานศิลปะคือการรำลึกถึงพระเจ้าในทางหนึ่ง มัสยิดจึงถูกสร้างให้สวยงามด้วยเชื่อว่า พระเจ้าทรงประทานทักษะในการสร้างงานศิลปะให้แก่มนุษย์ เพื่อให้รับรู้ถึงการมีอยู่ของพระองค์ผ่านทางสุนทรียะเหล่านั้น

แม้มัสยิดจะมีองค์ประกอบหลักๆ เหมือนกัน แต่มัสยิดของแต่ละสำนักคิดจะมีรายละเอียดบางอย่างไม่เหมือนกัน อันเนื่องมาจากความเชื่อบางประการที่ต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องตำแหน่ง ‘กาหลิบ’ (Caliph) หรือผู้นำต่อจากท่านศาสดามุฮัมมัด ทาง ‘สำนักคิดชีอะห์’ (Shia) เห็นว่าตำแหน่งกาหลิบควรเป็นของคนในครอบครัวนั่นคือ ‘ท่านอะลี’ บุตรเขยของท่านศาสดา ในขณะที่ทาง ‘สำนักคิดซุนนี’ (Sunni) เห็นว่าตำแหน่งดังกล่าวควรเป็นของผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งความเชื่อที่แตกต่างกันนี้ จะสะท้อนผ่านองค์ประกอบและลวดลายตกแต่งในมัสยิดของสำนักคิดทั้งสอง

ด้วยเหตุนี้ ‘คาบเรียนในมัสยิด’ จึงจะทำให้เราได้สัมผัสกับความเป็นชุมชนมุสลิม ความสวยงาม และความเชื่อทั้งจุดร่วมและจุดที่ต่างจากศาสนาอื่นๆ ผ่านศิลปะอิสลามได้อย่างดี

02: ความเป็นอิหร่านที่ ‘มัสยิดผดุงธรรมอิสลาม’ ในชุมชนแขกเจ้าเซ็น

มัสยิดที่เราจะไปอยู่ไม่ไกลนักจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินอิสรภาพ แต่เพราะแดดร้อนระอุแม้จะยังอยู่ในช่วงเช้านี้ การเดินไปตามถนนเพียง 7 นาทีจึงให้ความรู้สึกเหมือนนานกว่านั้น

คาบเรียนแรกในวิชาศิลปะอิสลามของเราเริ่มต้นขึ้นที่ ‘มัสยิดผดุงธรรมอิสลาม’ สิ่งที่ดึงดูดตาเป็นพิเศษคือ ประตูทรงสี่เหลี่ยมมีซุ้มโค้งยอดแหลม ประดับด้วยกระเบื้องสีน้ำเงินเป็นลวดลายอักษรอาหรับและลายพรรณพฤกษา จึงให้ความรู้สึกคล้ายกับเป็นมัสยิดที่อิหร่านขนาดย่อม

เราคลุมผ้าไว้บนศีรษะเพื่อปิดไรผมและคอ ก่อนจะก้าวเข้าไปเริ่มบทเรียนกันในมัสยิด

“เราเลือกพามาที่นี่ เพราะเป็นมัสยิดในไทยแห่งแรกที่ได้เข้ามาศึกษาอย่างจริงจัง โดยมี อาจารย์ธีรนันท์ ช่วงพิชิต นักวิชาการซึ่งเป็นสัปปุรุษในชุมชนนี้เป็นผู้พาดู พารู้จัก เราก็เริ่มจากไม่รู้อะไรมาก่อนเหมือนกัน” อาจารย์เอมเล่าให้ฟัง

ที่นี่เป็นมัสยิดใน ‘ชุมชนแขกเจ้าเซ็น’ หรือชุมชนชาวไทยมุสลิมสำนักคิดชีอะฮ์ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) ขุนนางชาวเปอร์เซีย (อิหร่าน) ที่เข้ามารับราชการในสยามสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายในมัสยิดเป็นโถงทรงสี่เหลี่ยม เสริมพื้นเป็นชั้นไม่สูงปูด้วยพรมสีเขียว ผนังทาสีเหลืองอ่อน และมี ‘ซุ้มเมี๊ยะหร็อบ’ (Mihrab) สีน้ำเงินสไตล์อิหร่านอยู่ตรงกลาง

ชุมชนและมัสยิดแห่งนี้สัมพันธ์กับอิหร่านอยู่แล้วในตัว ด้วยความที่สืบเชื้อสายมาจากท่านเฉกอะหมัด และนับถือสำนักคิดชีอะฮ์อันมีศูนย์กลางอยู่ที่อิหร่าน ทำให้การประดับตกแต่งคล้ายคลึงกับที่อิหร่าน ทั้งที่เป็นลวดลายทางศาสนาและลวดลายพื้นถิ่นด้วย เช่น ลายพรรณพฤกษาสไตล์อิหร่าน และซุ้มเมี๊ยะหร็อบก็ใช้กระเบื้องสีน้ำเงินที่มีมากในอิหร่าน

ซุ้มเมี๊ยะหร็อบเป็นเครื่องหมายระบุทิศการละหมาด ซึ่งจะหันไปทางกะอ์บะฮ์หรืออาคารหินทรงสี่เหลี่ยม อันเป็นประชุมทิศของมุสลิมในการละหมาด ตั้งอยู่ในมัสยิดอัลฮะรอม เมืองมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นซุ้มโค้งยอดแหลมที่มีพื้นที่เว้าเข้าไปเล็กน้อย ตรงกลางซุ้มจะมีสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับศาสนาประดับอยู่ อย่างที่นี่เป็นรูปที่สื่อถึงผ้าคลุมกะอ์บะฮ์นั่นเอง

แต่สำหรับที่นี่ อาจารย์เอมชวนให้สังเกตว่า พรมสำหรับอิหม่ามนำละหมาดวางเฉียงไปทางซ้ายเล็กน้อย ไม่ได้หันเข้าซุ้มเมี๊ยะหร็อบตามหลักเสียทีเดียว นั่นเป็นเพราะข้อจำกัดของพื้นที่ในการสร้างมัสยิด โดยเฉพาะต้องคำนึงถึงพื้นที่รอบมัสยิดซึ่งต้องใช้ประกอบ ‘พิธีมะหะหร่ำ’ ซึ่งเป็นพิธีกรรมเฉพาะของมุสลิมสำนักคิดชีอะฮ์ ทำให้ไม่สามารถสร้างอาคารทั้งหลังให้หันไปทางทิศกะอ์บะฮ์ได้ มุสลิมที่เข้ามาละหมาดจึงใช้วิธีเอียงตัว เพื่อหันไปทางกะอ์บะฮ์ให้ถูกต้องตามหลักแทน

ความพิเศษเฉพาะยังอยู่ที่ใต้พรมของอิหม่าม เนื่องจากอยู่บนพื้นที่เสริมไว้ ไม่ราบเสมอพื้นของผู้ละหมาด จึงทำเป็นพื้นแบบเปิดขึ้นได้ และเป็นหลุมไว้ให้ผู้นำละหมาดได้นั่งในระนาบเดียวกัน

โดยทั่วไปองค์ประกอบในมัสยิดของทั้ง 2 สำนักคิดนั้นจะไม่ต่างกันมาก แต่ด้วยความที่สำนักคิดชีอะฮ์มีจำนวนน้อยในไทย ทำให้ต้องมีสัญลักษณ์เพื่อบอกความแตกต่าง

“จุดที่แตกต่างชัดที่ชัดเจนเลยคือ มัสยิดสำนักคิดชีอะฮ์จะมี ‘ปันญะตันป๊าก’ (Panjtan Pak) หรือพระนามของ 5 ผู้บริสุทธิ์ ได้แก่ มุฮัมมัด อะลี ฟาฏิมะฮ์ ฮะซัน และฮูเซน เป็นภาษาอาหรับประดับอยู่เหนือซุ้มเมี๊ยะหร็อบ” อาจารย์เอมสรุปให้ฟัง

สิ่งที่ชวนให้สงสัยคือ พื้นที่เสริมเป็นชั้นขึ้นมานี้คืออะไร อาจารย์เอมเสริมว่า สิ่งนี้พบได้แค่ที่มัสยิดสำนักคิดชีอะฮ์ในไทยเท่านั้น และแฝงเรื่องราวความเชื่อไว้อยู่

บริเวณนี้เรียกว่า ‘ชั้นชะดัต’ เป็นสัญลักษณ์แทนจุดที่ท่านอะลีถูกลอบสังหารขณะที่กำลังละหมาดอยู่ในมัสยิด ชั้นชะดัตนี้จึงมีไว้เพื่อระลึกถึงท่านอะลี

อันที่จริงคำว่า ‘เซ็น’ ในคำว่าแขกเจ้าเซ็นนี้มาจากชื่อของ ‘ท่านฮูเซน’ ลูกชายของท่านอะลีและหลานชายของศาสดามุฮัมมัดที่ได้พลีชีพที่เมืองกัรบะลาอ์ เพื่อพิทักษ์คุณธรรม ในมัสยิดสำนักคิดชีอะฮ์มักจะมีดินก้อน ซึ่งในยุคแรกๆ ผสมดินจากกัรบะลาอ์ไว้ด้วย ใช้สำหรับรองหน้าผากในยามก้มละหมาดเพื่อระลึกถึงผืนดินที่กัรบะลาอ์ที่ท่านฮูเซนสิ้นชีพ

ศิลปะอิสลาม
ศิลปะอิสลาม

เราใช้เวลาเดินดูไปตามโถงตัวยูอีกสักพัก บริเวณนี้ถูกออกแบบให้โปร่งและมีหน้าต่างเยอะ เพื่อให้เหมาะกับภูมิอากาศร้อนชื้นของไทย ทั้งยังมีภาพจิตรกรรมทางศาสนาประดับอยู่รอบๆ อย่างภาพดาบ 2 ปลาย ซึ่งเป็นดาบของท่านอะลีที่รับสืบทอดมาจากท่านศาสดามุฮัมมัด จะพบบ่อยในงานศิลปะของมุสลิมชีอะฮ์ รวมไปถึงภาพเหมือนบุคคล แต่ที่น่าสังเกตคือ แทบทุกภาพจะมีแสงวาบหรือผ้าสีขาวปิดบังใบหน้าไว้ อาจารย์เอมจึงอธิบายให้เราฟังว่า

“เดิมทีในอิหร่านหรือเปอร์เซียยังไม่ได้รับอิสลามและมีการทำรูปเคารพอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งพวกเขาเก่งมากในการทำงานจิตรกรรม ฉะนั้นเขาจะมีความชอบในการวาดภาพคน เหมือนเป็นรากเดิมที่มีมาก่อน พอเขารับอิสลาม รากเดิมก็ยังไม่หายไปไหน แต่ด้วยหลักการทางศาสนาจึงทำรูปเคารพและเห็นใบหน้าไม่ได้ ศิลปินจึงมีวิธีแก้ปัญหาที่น่าสนใจมากคือ ใช้แสงปิดหน้าหรือวาดผ้าเช็ดหน้าสีขาวปิดที่หน้าไปเลย” นอกจากจะไม่ผิดหลักศาสนาแล้ว ยังเลี่ยงไม่ให้เกิดข้อขัดแย้งโดยใช่เหตุ ในประเด็นเรื่องหน้าตาของรูปเคารพแต่ละท่านนั่นเอง

เราร่ำลามัสยิดผดุงธรรมอิสลามแห่งนี้ ก่อนจะออกเดินทางไปเรียนคาบเรียนต่อไป โดยมีอาจารย์คนเดิมเป็นคนนำทาง

03: เงยหน้าดู ‘รวงผึ้ง’ ที่ ‘มัสยิดต้นสน’ ในชุมชนมุสลิมเก่าแก่

เราเดินไปตามซอยที่ไม่กว้างมากและต้องคอยสังเกตรถยนต์ที่ขับไปมาอยู่เสมอ ใช้เวลาเดินไม่นานก็ถึงที่หมาย คาบเรียนที่ 2 ของเราอยู่ที่ ‘มัสยิดต้นสน’ มัสยิดสำนักคิดซุนนีที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพฯ มีอายุอานามเกินกว่า 300 ปี โดยสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา

อาจารย์เอมบอกว่า หลักฐานของความเก่าแก่คือ ‘กำแพงแก้ว’ เป็นกำแพงเตี้ยๆ ที่ปกติใช้บ่งบอกเขตของวัด ซึ่งเป็นการนำความคิดแบบไทยพุทธมาประยุกต์กับศาสนสถานของอิสลาม มีประตูทางเข้ามัสยิดสีเขียวทำเป็นลาย ‘ขนมปังขิง’ คัดลอกมาจากลายประตูไม้บานเดิมก่อนที่บูรณะไปเมื่อปีที่แล้ว

สีเขียวของประตูนั้นเข้ากันได้ดีกับสีเหลืองอ่อนของมัสยิดที่ตกแต่งด้วยสไตล์โมร็อกโก บริเวณทางเข้าทำเป็นช่องโค้งรูปเกือกม้ายอดแหลม 3 ด้าน และเมื่อเงยหน้าขึ้นไปที่เพดานด้านบน เราจะเจอกับ ‘มุกอร์นัส’ (Muqarnas) สีขาวที่มักเรียกตามรูปทรงว่า โครงสร้างรวงผึ้งหรือหินงอกหินย้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในความพิเศษของที่นี่

“เราเรียกว่ามุกอร์นัสเป็นโครงสร้างรับน้ำหนักโดมและตกแต่งไปในตัว เท่าที่ดูมาในไทยน่าจะมีแค่ที่นี่ที่เดียวที่ทำออกมาเหมือนสถาปัตยกรรมในอิหร่านและตะวันออกกลางมากที่สุด”

ฉันเคยเห็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมนี้ในหนังสือของอาจารย์และตกหลุมรักเข้าอย่างจัง ไม่คิดว่าจะมีอยู่ที่นี่ด้วย แม้จะน้อยกว่าในต่างประเทศและไม่ได้มีสีสันสดใสเท่า แต่ก็ยังทำให้รู้สึกทึ่งตั้งแต่แรกเห็น และองค์ประกอบนี้เองที่ทำให้อาจารย์เอม ‘หลงรัก’ ตั้งแต่แรกเห็นเช่นกัน

“ตอนนั้นเราอายุ 14 ปี คุณพ่อกับคุณแม่ได้โบนัสก้อนใหญ่มา เลยซื้อทัวร์ให้ไปเที่ยวสเปนกับพี่สาว หนึ่งในสถานที่ที่ต้องไปคือมัสยิดใหญ่ที่เมืองกอร์โดบา ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับศิลปะ พอเราเข้าไปในมัสยิดแห่งนั้น แล้วเราแค่เงยหน้าขึ้นไปมองบนเพดาน เราเห็นโครงสร้างรวงผึ้งที่ซับซ้อนประดับสวยงาม ไม่มีลวดลายอะไรทั้งนั้น แต่เราประทับใจมาก มันบอกไม่ถูก เหมือนหลงรักและสนใจเลย อีกความรู้สึกหนึ่งคือเหมือนเราเคยอยู่ที่นี่มาก่อน”

แม้ตอนนั้นจะยังไม่รู้ว่าโครงสร้างบนเพดานนั้นคืออะไร แต่ก็เก็บเป็นคำถามไว้ในใจเรื่อยมา จนหลายสิบปีให้หลังก็ได้ศึกษาเรื่องศิลปะอิสลามอย่างจริงจังตอนที่เรียนปริญญาโท

วิทยานิพนธ์ของอาจารย์ก็เกี่ยวข้องกับมัสยิดแห่งนี้โดยตรง ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับซุ้มเมี๊ยะหร็อบที่อยู่ด้านในสุดของโถงมัสยิดด้านหน้าพวกเรานี้เอง

ซุ้มเมี๊ยะหร็อบของที่นี่ตกแต่งด้วยสีขาวเป็นหลัก ลักษณะเป็นซุ้มโค้งยอดแหลมมีพื้นที่เว้าเข้าไปตกแต่งด้วยลวดลายดาวและลวดลายสมมาตร มีแถบข้อความอักษรอาหรับสีทองเรียงโค้งไปตามแนว และที่สำคัญคือ ‘แผ่นไม้ประชุมทิศ’ ที่ตั้งอยู่ตรงกลางซุ้ม

ศิลปะอิสลาม

ข้อมูลจากวิทยานิพนธ์ของอาจารย์เอมเรื่อง ‘แนวคิด รูปแบบและพัฒนาการของมิหร็อบของมัสยิดต้นสน เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร’ บอกว่า แผ่นไม้ประชุมทิศนี้ถ่ายทอดสารัตถะของศาสนาอิสลามได้ครบถ้วน ทั้งยังประยุกต์ใช้ศิลปะไทยได้อย่างกลมกลืนอีกด้วย

“นี่เป็นภาพแผนที่สถานที่การแสวงบุญที่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งค้นพบตอนถอดข้อความระหว่างทำวิทยานิพนธ์ ภาพด้านบนสุดที่เหมือนถาดผลไม้นั้นคือภูเขาที่มีมณฑปอยู่ด้านบน ซึ่งปกติเป็นที่ประดิษฐานสิ่งสำคัญ แต่มณฑปบนแผ่นไม้นี้แทนการมีอยู่ของท่านศาสดามุฮัมมัด ดูรวมๆ แล้วมีความเป็นไทยแม้รอบๆ จะเป็นภาษาอาหรับที่พูดถึงพิธีฮัจญ์ก็ตาม”

ข้อค้นพบนี้ทำเอา ‘พูดไปก็ขนลุกไป’ เพราะทึ่งที่ลายบนแผ่นไม้นี้ผสานศิลปะไทยเข้ากับความเชื่อในศาสนาอิสลามได้กลมกลืนมาก อาจารย์เอมอธิบายเพิ่มเติมว่า รอบๆ ภาพนั้นยังประดับด้วย ‘ดอกไม้ร่วง’ แบบเดียวกับที่พบตามภาพพระพุทธเจ้าในจิตรกรรมไทย ซึ่งสื่อถึงความสำคัญเทียบเท่ากันในฐานะของศาสดา

ถัดลงมาภาษาอาหรับเขียนคำปฏิญาณตนเข้ารับอิสลาม และมีแผนที่เป็นภาพมุมสูงของมัสยิดอัลฮะรอม มีหออะซานอยู่รอบๆ และตรงกลางคือกะอ์บะฮ์ ประดับด้วยมุกเก่าแก่ที่ถูกลนไฟจนเงาวับ และล่างสุดเชื่อว่าเป็นภาพมัสยิดบ้านของท่านศาสดา ซึ่งทุกองค์ประกอบล้วนเกี่ยวข้องกับการทำพิธีฮัจญ์

แผ่นไม้ประชุมทิศนี้ผสมผสาน 2 วัฒนธรรมเข้าด้วยกัน และเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงความเก่าแก่ ทั้งยังมีร่องรอยของงาน ‘ปิดทองร่องชาด’ เหมือนงานไทยพุทธ อันสะท้อนถึงความยืดหยุ่นเรื่องรูปแบบของศิลปะอิสลาม อีกสิ่งที่สะท้อนความยืดหยุ่นได้เด่นชัดคือซุ้มเมี๊ยะหร็อบหลังเก่าที่สร้างด้วยรูปแบบหลังคาจั่วมีช่อฟ้าหางหงส์แบบศิลปะไทย แต่มีสัญลักษณ์ดาวกับจันทร์เสี้ยวประดับอยู่ข้างบน “นี่เป็นศิลปะอิสลามแบบไทยที่มหัศจรรย์มาก”

เท่าที่เราสังเกต ที่นี่ชวนดึงดูดตาเป็นพิเศษในเรื่องของลวดลายเรขาคณิต อักษรอาหรับวิจิตร และความสมมาตร ไม่ว่าลวดลายเรขาคณิตบนกระจกสีที่คล้ายคลึงกับงานในโบสถ์คริสต์ แต่ที่นี่จะไม่ทำเป็นรูปบุคคล บนเพดานที่ประดับลวดลายเรขาคณิตและรูปดาว รวมไปถึงลวดลายเรขาคณิตที่เรียงตัวต่อเนื่องอยู่เต็มผนังของช่องโค้งเกือกม้ายอดแหลม ทั้งยังมีช่องลมที่ออกแบบเป็นลายเรขาคณิตสมมาตรที่มองเท่าไรก็ไม่เบื่อ

ด้วยความที่ต้องออกแบบให้เข้ากับภูมิอากาศ ที่นี่ก็มีหน้าต่างอยู่ทั้งด้านซ้ายและขวา ทำให้บรรยากาศดูโปร่งโล่งสบายและไม่ชวนอึดอัด ความน่าสนใจอยู่ที่เหล็กดัดติดหน้าต่างไม่ใช่ลวดลายธรรมดา แต่ดัดให้เป็นลายอักษรอาหรับวิจิตร ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากลายผ้าคลุมกะอ์บะฮ์ แถมยังถูกออกแบบให้ดูสมมาตร ชนิดที่ถ้าไม่สังเกตก็คงไม่รู้

ทุกๆ องค์ประกอบของที่นี่สะท้อนลักษณะเด่นๆ ของศิลปะอิสลามได้หมด ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการออกแบบ ความตื่นตาตื่นใจยังคงก่อตัวขึ้นในใจฉันไม่หยุดหย่อน เหมือนสมองจะรู้ดีว่า นี่คือสิ่งที่ฉันอยากสัมผัสด้วยตามานาน และยังคงมีอะไรให้เรียนรู้อีกมากมาย

ตลอดคาบเรียนของเรา ฉันพบว่า ชุมชนมุสลิมที่ดูเหมือนเข้าถึงยากนั้นอาจเป็นเพียงภาพจำหรือภาพที่คิดไปเอง เพราะมัสยิดทั้ง 2 แห่งต่างเปิดรับให้เราเข้าไปศึกษาเรียนรู้และได้ลบล้างภาพจำเดิมๆ ของฉันไปแทบหมด

ฉันนึกถึงคำทักทายที่ดังขึ้นมาระหว่างที่อาจารย์กำลังบรรยายอยู่ด้านหน้ามัสยิด

“ซะลาม” คุณลุงคนหนึ่งกล่าวคำทักทายที่แปลว่า สันติ ก่อนเดินเข้าไปละหมาด

“วะอะลัยกุมุสซะลาม” เสียงขานตอบดังขึ้น หมายความว่า ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่านเช่นกัน

บทเรียนวิชาศิลปะอิสลาม 101 จบลงที่นี่ ตอนที่ดวงอาทิตย์ทำมุมเกือบตั้งฉาก อันเป็นเวลาเดียวกับที่เสียงละหมาดของพี่น้องชาวมุสลิมดังออกมาอยู่พอดิบพอดี

ข้อมูลอ้างอิง

ธีรนันท์ ช่วงพิชิต. (2551). พิธีเจ้าเซ็น (อาชูรอ) : อัตลักษณ์และการธำรงชาติพันธุ์ของมุสลิมนิกายชีอะห์ในสังคมไทย. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา ภาควิชามานุษยวิทยา บัณฑิตวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร.

วสมน สาณะเสน. (2557). แนวคิด รูปแบบและพัฒนาการของมิหร็อบของมัสยิดต้นสน เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ศิลปมหาบัณฑิต สาขาวิชาทฤษฎีศิลป์ ภาควิชาทฤษฎีศิลป์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.

วสมน สาณะเสน. (2567). ศิลปะอิสลาม รูปแบบและหลักสุนทรียะ. นนทบุรี: มิวเซียมเพรส.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...