โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แบงก์ชาติ เปิดรายงาน กนง.ชี้แจงหั่นดอกเบี้ย เพื่อลดการเงินตึงตัว สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ พร้อมรับความเสี่ยงอนาคต

BTimes

อัพเดต 19 มี.ค. 2568 เวลา 11.47 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2568 เวลา 04.47 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 26 ก.พ.68 ซึ่งคณะกรรมการฯ มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากระดับ 2.25% เป็น 2.00% โดยให้มีผลทันที เนื่องจากมองว่า การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีความเหมาะสมในการประชุมครั้งนี้ เพื่อให้ภาวะการเงินสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งรองรับความเสี่ยงด้านต่ำที่ชัดเจนขึ้น

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ 2.5% นั้น ยังต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้า เนื่องจากภาคการผลิตที่ยังถูกกดดันจากปัญหาเชิงโครงสร้าง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเคมี และวัสดุก่อสร้าง รวมถึงผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่บังคับใช้แล้ว ส่งผลให้เศรษฐกิจในแต่ละภาคส่วนขยายตัวแตกต่างกันมากขึ้น (K-shape) โดยภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวดี ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับยานยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ มีพัฒนาการแย่ลง

"คณะกรรมการฯ เห็นร่วมกันว่า เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวชะลอลง มีสาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ซึ่งจำเป็นต้องใช้นโยบายปรับโครงสร้างด้านอุปทาน เพื่อยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เช่น การลงทุนใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน และการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อช่วยในการปรับตัว" รายงาน กนง.ระบุ

สำหรับเศรษฐกิจด้านอุปสงค์ มีแนวโน้มขยายตัวจากการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งการบริโภคภาคเอกชนที่ผ่านมา ถูกขับเคลื่อนโดยครัวเรือนกลุ่มรายได้ปานกลาง และรายได้สูง แต่ในระยะต่อไปครัวเรือนกลุ่มนี้อาจระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ตามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและปัจจัยด้านความมั่งคั่งที่ลดลงตามมูลค่าของตลาดหุ้นไทย ขณะที่ครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำ ยังถูกกดดันจากรายได้ที่ไม่ทั่วถึง และภาวะสินเชื่ออุปโภคบริโภคชะลอตัวลง

มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่จะออกมาเพิ่มเติม ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูงทั้งในมิติของรูปแบบ และช่วงเวลา รวมทั้งการตอบโต้ของประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นด้วย

สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปนั้น คณะกรรมการฯ เห็นว่า การที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ยังทรงตัวอยู่ใกล้เคียงขอบล่างของกรอบเป้าหมาย (1-3%) ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ และไม่ได้ส่งสัญญาณภาวะเงินฝืด อีกทั้งยังมีส่วนช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่รายได้ฟื้นตัวได้ช้า หลังจากที่เงินเฟ้อได้เร่งขึ้นไปในช่วงก่อนหน้า

ด้านภาวะการเงินและเสถียรภาพระบบการเงินนั้น คณะกรรมการฯ แสดงความกังวลในประเด็นสินเชื่อที่ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจน จึงเห็นควรให้ติดตามการขยายตัวและคุณภาพของสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยกรรมการส่วนหนึ่ง แสดงความกังวลต่อการด้อยลงองคุณภาพสินเชื่อกลุ่มรายได้ต่ำ ที่อาจเริ่มลุกลามมายังกลุ่มรายได้ที่สูงขึ้น รวมถึงคุณภาพสินเชื่อที่ปรับแย่ลง อาจส่งผลให้สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อเช่าซื้อ

ขณะที่ราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงินโลก รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวผันผวนจากความไม่แน่นอนของแนวโน้มเศรษฐกิจ และการดำเนินนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยค่าเงินบาทปรับแข็งขึ้นจากทั้งปัจจัยภายนอก และปัจจัยเฉพาะของไทย ที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในบางจังหวะ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามพัฒนาการในตลาดการเงินโลก ที่อาจส่งผลต่อตลาดการเงินไทย และความผันผวนของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด

การพิจารณานโยบายการเงิน
-คณะกรรมการฯ ประเมินว่าสมดุลของความเสี่ยง (Balance of risks) ของนโยบายการเงินโน้มไปด้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
-กรรมการส่วนใหญ่ เห็นว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ เป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้เป็นการเริ่มต้นวัฎจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงิน (easing cycle) อีกทั้งเห็นว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยลดทอนความตึงตัวของภาวะการเงิน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.00% เป็นระดับที่นโยบายการเงินยังมีขีดความสามารถเพียงพอ (Policy space) ในการรองรับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

"คณะกรรมการฯ จึงมีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2.25% เป็น 2.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ส่วนอีก 1 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะติดตามพัฒนาการแนวโน้มเศรษฐกิจการเงินอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย" รายงาน กนง.ระบุ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...