โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แรกมี “5 บ้านญวน” ในกรุงเทพฯ อยู่ที่ไหนบ้าง มาตั้งถิ่นฐานกันยังไง ?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 19 มี.ค. 2568 เวลา 10.41 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2568 เวลา 04.42 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - องเชียงสือเข้าเฝ้าฯ รัชกาลที่ 1 วาดโดยพระเชียงอิน ใน ค.ศ. 1887 ถ่ายโดยอภินันท์ โปษยานนท์ (ภาพจาก หนังสือจิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก จัดพิมพ์โดยสำนักพระราชวัง)

เปิดที่มา บ้านญวนในกรุงเทพฯ ชุมชนชาวเวียดนามในบางกอก อยู่ไหนบ้าง เป็นมาอย่างไร?

ปลายพุทธศตวรรษที่ 24 ดินแดนเวียดนามเป็นที่รู้จักในชื่อ “อันนัม” แต่คนไทยเรียกคนเวียดนามว่า ญวน มีผู้เสนอว่า ที่มาของคำดังกล่าวมาจากความสับสนเรื่องตำแหน่งของอันนัมกับ “โยนก” ชื่อเดิมของล้านนา ซึ่งเป็นถิ่นฐานของชาวไทยยวน

คนญวนมีปฏิสัมพันธ์กับดินแดนไทยตั้งแต่สมัยธนบุรี และเพิ่มมากขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อมีการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างสยามกับเวียดนามเหนือดินแดนลุ่มน้ำโขง (ลาวกับเขมร) จนเกิดเป็นข้อพิพาทหลายครั้ง โดยเฉพาะสงครามยืดเยื้อ 14 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2376-2390 หรือที่เรียกว่า “อานามสยามยุทธ”

การปะทะกันแต่ละครั้ง สยามรับผู้ลี้ภัยและกวาดต้อนเชลยศึกชาวเวียดนามจำนวนมากเข้ามาในประเทศ เพื่อทดแทนการสูญเสียจากสงคราม ทำให้กรุงเทพฯ มี “คนญวน” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์เมืองอันหลากหลายทางชาติพันธุ์ เกิดเป็น “บ้านญวน” ทั่วกรุงเทพฯ ดังนี้

1. บ้านญวน ปากคลองตลาด

หลังเหตุการณ์ “กบฏเต็ยเซิน”ลุกฮือต่อต้านตระกูลเหงวียนระหว่าง พ.ศ. 2320-2321 เมื่อมีอำนาจเหนือดินแดนปากแม่น้ำโขง กลุ่มกบฏผลักดันให้ผู้คนอพยพออกจากฮาเตียน เมืองท่าสำคัญระหว่างพรมแดนทางทะเลของเวียดนามกับเขมร หมักเทียนตื๋อผู้ปกครองเมืองจึงพาบริวารหนีมายังกรุงธนบุรี

ผู้คนจากฮาเตียนได้รับจัดสรรที่ดินบริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาด้านใต้ลำน้ำ ถัดลงมาจากกำแพงและคูเมืองฝั่งตะวันออก บริเวณปากคลองตลาด

เข้าสู่ยุคกรุงเทพฯ หมู่บ้านชาวเวียดนามที่นี่เติบโตขึ้น หลังชาวกวางตุ้ง-เวียดนามเพิ่มจำนวนขึ้น และพัฒนาความสามารถด้านงานช่างฝีมือ งานศิลปะการประดับตกแต่ง เช่น งานเปลือกหอยมุก งานเครื่องถม งานแก้ว แกะสลักหยกและงาช้าง

2. บ้านญวน ต้นสำโรง

พ.ศ. 2328-2329 เจ้าชายเหงวียน แอ๋ญ หรือในเอกสารไทยเรียก“องเชียงสือ” ถูกกบฏเต็ยเซินต้อนจนมุม จนต้องหนีมายังกรุงเทพฯ มีข้อมูลว่ากลุ่มผู้ลี้ภัยมีจำนวนเต็มเรือสำเภา 5 ลำ (สำเภาเดินสมุทรลำหนึ่งสามารถจุคนได้ราว 100 คน)

รัชกาลที่ 1 โปรดให้องเชียงสือไปอยู่บ้านญวน ปากคลองตลาด ส่วนกองทหารที่ติดตามมาด้วยถูกจัดสรรให้ไปอยู่ริมแม่น้ำห่างออกไป 3 กิโลเมตรทางใต้ ด้านใต้ของชุมชนโปรตุเกสที่โรซาริโอ รู้จักกันอีกชื่อว่า “ต้นสำโรง”

ต่อมา องเชียงสือแอบกลับไปทำสงครามกลางเมืองในเวียดนามโดยมิได้ทูลลารัชกาลที่ 1 ทิ้งกองทหารไว้ที่กรุงเทพฯ สุดท้ายสามารถพิชิตกบฏ รวบรวมเวียดนามเป็นปึกแผ่น แล้วสถาปนาพระองค์เป็น จักรพรรดิซาล็อง รัชกาลที่ 1 จึงโปรดให้ชุมชนที่ต้นสำโรงย้ายไปบริเวณบางโพ ห่างจากกำแพงพระนครเหนือลำน้ำขึ้นไปราว 11 กิโลเมตร

3. บ้านญวน บางโพ

ชุมชนของกองทหารเวียดนามที่ย้ายมายังบางโพ เป็นชายฉกรรจ์ที่แทบไม่มีบทบาทด้านสงครามเลย แม้จะเกิดสงครามขึ้นเนือง ๆ หลังจากนั้น รวมถึงความขัดแย้งกับเวียดนามเอง เนื่องจากพระเจ้าแผ่นดินสยามเกรงว่าการส่งไปรบในบ้านเมืองเดิมจะทำให้ชาวเวียดนามแปรพักตร์ พวกเขาจึงเปลี่ยนไปประกอบอาชีพเป็นผู้ค้าไม้ซุงและแรงงานโรงเลื่อยไม้ ก่อนจะกลายเป็นโรงสีข้าวและโรงเลื่อยพลังไอน้ำ ซึ่งยังดำเนินกิจการอยู่ที่บางโพ

หลังผ่านมาหลายชั่วอายุคน ชุมชนบ้านญวนที่บางโพได้ผนวกกลืนกลายความเป็นไทยไปแทบจะสมบูรณ์ แต่ยังปรากฏอัตลักษณ์บางอย่างผ่านลวดลายประดับหลังคาบ้าน อักขระแบบเวียดนาม รูปปั้นวีรบุรุษทหารเวียดนาม เจดีย์จำลองแสดงที่ฝังศพตามคติพุทธศาสนาแบบเวียดนาม ที่นิยมฝังศพมากกว่าเผา

4. บ้านญวน สามเสน

สงครามระหว่างสยามกับเวียดนามยกระดับขึ้นจากความขัดแย้งในเขมรระหว่าง พ.ศ. 2374-2384 ก่อนจะยุติลงด้วยข้อตกลงเมื่อปี 2388 ในห้วงสงครามยังมีเชลยชาวเวียดนามราว 15,000 คนถูกกวาดต้อนจากสนามรบในกัมพูชามายังสยามด้วย

ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่ถูกส่งไปอยู่กาญจนบุรี เมืองหน้าด่านรับศึกพม่า กระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ชาวเวียดนามบางส่วนซึ่งหันมานับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ได้ทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชานุญาตโยกย้ายมาตั้งถิ่นฐานในกรุงเทพฯ รัชกาลที่ 4 จึงโปรดให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ร่วมกับชุมชนคาทอลิกบ้านโปรตุเกสที่สามเสน

ชาวเวียดนามที่สามเสนได้ตั้ง โบสถ์เซนต์ฟรังซิสซาเวียร์ ขึ้น และค่อนข้างเคร่งครัดต่อรากเหง้าของตน ดังจะเห็นว่าผู้หลักผู้ใหญ่จะไม่อนุญาตให้ลูกหลานแต่งงานกับคนที่ไม่ใช่เชื้อสายเวียดนาม ทั้งยังคงใช้ภาษาเวียดนามกันทั้งเพื่อการสื่อสารและด้านศาสนา

5. บ้านญวน สะพานขาว

พ.ศ. 2397 รัชกาลที่ 4 มีพระบรมราชานุญาตให้ชาวเวียดนามที่กาญจนบุรีอีกส่วนที่ยังนับถือพุทธ มาตั้งชุมชนอยู่บริเวณริมฝั่งด้านนอกของคูเมืองชั้นนอกซึ่งขุดขึ้นใหม่ นั่นคือ คลองผดุงกรุงเกษม

ที่นั่น พวกเขาสร้างวัดสมณานัมบริหารเป็นศูนย์กลางชุมชน กระทั่งปลายสมัยรัชกาลที่ 5 พ่อค้าผลไม้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในชุมชนมากขึ้น และตั้งแผงตลาดผลไม้ท้องถิ่น ชุมชนเวียดนามยังถูกล่วงล้ำเมื่อมีการสร้างถนนลูกหลวงและสะพานขาวเมื่อ พ.ศ. 2443 วังเจ้านายและทำเนียบที่พักของเหล่าขุนนางตามถนนหลานหลวงทำให้บ้านญวนอยู่ในทำเลที่เป็นรอง เป็นเหตุให้ที่ดินจำนวนมากของหมู่บ้านถูกเวนคืน

ชาวเวียดนามปรับตัวด้วยการสร้างบ้านพักให้คนงานย้ายถิ่นมาเช่า ซึ่งคนเหล่านี้เคยทำงานสร้างตำหนักและอาคารให้เมืองใหม่ดุสิต จึงมีความชำนาญการมุงหลังคากระเบื้อง งานปูน งานไม้ และการเดินท่อประปาในบ้าน ท้ายที่สุดจึงกลายเป็นอาชีพสำคัญของคนที่บ้านญวน สะพานขาว

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

Edward Van Roy; ยุกติ มุกดาวิจิตร แปล. (2565). Siamese Melting Pot ก่อร่างเป็นบางกอก. กรุงเทพฯ : มติชน.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 มีนาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แรกมี “5 บ้านญวน” ในกรุงเทพฯ อยู่ที่ไหนบ้าง มาตั้งถิ่นฐานกันยังไง ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...