โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัฐพันลึก, ภาษีทรัมป์ และอนาคตรัฐบาล

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 04 พ.ค. 2568 เวลา 12.34 น. • เผยแพร่ 04 พ.ค. 2568 เวลา 12.34 น.

บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon

รัฐพันลึก, ภาษีทรัมป์ และอนาคตรัฐบาล

ทอร์นาโดเศรษฐกิจกำลังโหมกระหน่ำซัดประเทศไทยจนมีสภาพคล้ายเรือเล็กกลางกระแสน้ำเชี่ยว

องค์กรเศรษฐกิจระดับโลกและสถาบันเศรษฐกิจในประเทศแข่งกันลดประมาณการเศรษฐกิจจนอนาคตมีแค่เลวแบบพอเพียงหรือเลวที่สุด

แต่ที่แย่กว่าคือเรือลำนี้ราวไม่มีกัปตันถือหางเสือเรือเลย

ขณะที่ Moody เพิ่งปรับลดประเทศไทยเป็น “ติดลบ” ที่เศรษฐกิจไม่มีศักยภาพให้เติบโตต่อไป

สิ่งที่เกิดในไทยคือกองทัพแจ้งจับนักวิชาการสหรัฐอย่าง “พอล แชมเบอร์ส” ด้วยคดี 112 ซึ่งสหรัฐถือว่าเข้าข่าย “ควบคุมตัวโดยมิชอบ” หรือ Wrongful Detention และอาจมีผลต่อการเจรจาการค้าทันที

มีแต่นรกที่รู้ว่าอะไรทำให้ กอ.รมน.ภายใต้อำนาจคุณแพทองธาร ชินวัตร ดำเนินคดี 112 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเจรจาการค้าของรัฐบาลแพทองธาร ที่แน่ๆ คือคุณแพทองธารบัญชาการทุกปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาไม่ได้

ประเทศที่เหมือนเรือไร้หางเสือจึงมั่วเพราะกัปตันเรือก็ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร

ถึงแม้พ่อคุณแพทองธารจะยอมรับว่าการจับ “พอล แชมเบอร์ส” กระทบการเจรจากับอเมริกา และถึงแม้พรรคประชาชนจะตรวจสอบกองทัพในกรณีนี้อย่างเด็ดเดี่ยว คุณแพทองธารซึ่งมีอำนาจในฐานะนายกฯ กลับไม่ทำอะไรเพื่อหยุดยั้งไม่ให้กองทัพสร้างปัญหาใหม่ทับถมเศรษฐกิจไทยเลย

พรรคประชาชนพูดถูกว่ากฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กอ.รมน.แจ้งความ 112 คดีพอล แต่สังคมไทยจะเข้าใจผิดถ้าคิดว่า กอ.รมน.ไม่รู้กฎหมายจนวุ่นไปหมด เพราะ กอ.รมน.ดำเนินการที่กระทบความมั่นคงโดยลำพังไม่ได้

แกนใหญ่ของเรื่องนี้จึงเป็นปัญหารัฐพันลึกใช้คดีความมั่นคงป่วนรัฐบาล

ขอย้ำอีกครั้งว่าความระแวงของรัฐพันลึกต่อคุณทักษิณ ชินวัตร ไม่เคยหายไป คำสั่งศาลวันที่ 30 เมษายน เรื่องไต่สวนคุณทักษิณคดีชั้น 14 เป็นสัญญาณว่าละครฉากนี้ใกล้จบโดยเลขปริศนาเป็นเลขคี่ซึ่งจะรู้กันในวันที่ 13 มิถุนายน

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะกระทบกับรัฐบาลไทยในการเจรจาการค้ากับสหรัฐทันที

ปลายเดือนเมษายนปรากฏภาพเกษตรกรเอานมไปเทหน้าทำเนียบรัฐบาลโดยไม่มีตัวแทนรัฐบาลสนใจ แต่คุณแพทองธารไม่พูดเรื่องนี้ เช่นเดียวกับรัฐมนตรีและ ส.ส.รัฐบาลก็ไม่พูดเรื่องนี้ด้วย ทั้งที่เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในผลจากข้อตกลงเรื่องการค้าเสรีที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรนับแสนคน

นมสำหรับคนเลี้ยงวัวก็เหมือนข้าวของชาวนา เมื่อใดที่คนกลุ่มนี้เทผลผลิตทิ้งหน้าทำเนียบ เมื่อนั้นก็หมายความว่าสินค้าเหล่านี้ราคาตกจนเททิ้งยังคุ้มกว่าเก็บไว้ ต่อให้เงินที่ลงทุนจะสูญเปล่าหมด และต่อให้นั่นจะหมายความถึงการเป็นหนี้เป็นสินถึงขั้นอาจล้มละลายก็ตาม

นมไทยราคาตกเพราะนมออสเตรเลียตีตลาดหลังรัฐบาลปล่อยฟรีตามข้อตกลงการค้าเสรี ราคานมจึงตกยาวจนเกษตรกรอาจต้องฆ่าวัวทิ้งเพราะไม่คุ้มที่จะเลี้ยงต่อไป แต่ไม่มีเกษตรกรคนไหนได้ร่วมตัดสินใจข้อตกลงนี้กับรัฐบาล ประชาชนจึงเป็นเหยื่อของนโยบายการค้าที่ตัวเองไม่มีส่วนร่วมเลย

ผมพูดเรื่องนี้เพราะหลายครั้งรัฐบาลตัดสินใจเรื่องการค้าระหว่างประเทศโดยไม่สนใจผลกระทบต่อประชาชน ข้ออ้างของรัฐบาลคือถ้าไม่ทำแบบนี้ก็จะเสียผลประโยชน์ด้านอื่น

แต่ใครจะเสียและใครจะได้อะไรเป็นเรื่องซึ่งไม่ควรตัดสินใจแค่รัฐบาล, ข้าราชการ และเจ้าสัวที่จ่ายเงินให้รัฐบาล

การเปลี่ยนแปลงด้านการค้าระหว่างประเทศทำให้ผู้เลี้ยงวัวนมจำนวนมากอาจต้องเลิกอาชีพเลี้ยงวัว แต่คนเลี้ยงวัวจะไปปลูกข้าว, ทำสวนทุเรียน หรือทำงานโรงงานก็คงไม่ได้อีก

ข้อตกลงเรื่องการค้าระดับประเทศที่เปลี่ยนไปหมายถึงการเปลี่ยนวิถีชีวิตซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะเปลี่ยนได้หรือทำได้ทันที

ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างว่าคุณแพทองธารไม่รู้ว่าไทยกำลังเจออะไรและไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอะไร และรัฐพันลึกก็ทำให้ความไม่รู้อะไรของคุณแพทองธารมีอุปสรรคมากขึ้นจนจะทำลายรัฐบาลชุดนี้เอง

ภาษีทรัมป์เป็นเรื่องใหญ่ระดับเปลี่ยน “ระเบียบโลกใหม่” ซึ่งใหญ่กว่าการเปลี่ยนข้อตกลงระหว่างประเทศธรรมดาๆ แต่จะเจรจาเรื่องนี้อย่างไรเป็นเรื่องที่รัฐบาลยอมให้คนไทยรู้น้อยมาก ไม่ต้องพูดว่าจะได้เจรจาหรือไม่ซึ่งรัฐบาลก็ไม่บอกให้คนไทยรู้ เช่นเดียวกับใครจะได้และใครจะเสียอะไร

สถาบันการเงินประเมินว่าภาษีทรัมป์จะทำให้เศรษฐกิจไทยโต 0.5-1.8% ซึ่งเท่ากับไม่โต และเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจซึ่งตอนนี้โตราว 2.5% ก็หมายความว่าภาษีทรัมป์อาจทำให้เศรษฐกิจไทยซบเซากว่าตอนนี้ถึง 5 เท่า ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าเรื่องนี้ใหญ่จนปล่อยให้รัฐบาลคิดเองเออเองตามใจชอบไม่ได้เลย

คุณศิริกัญญา ตันสกุล พูดถูกว่ารัฐบาลต้องกำหนดนโยบายเรื่อง “ภาษีทรัมป์” โดยยอมรับการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่รัฐบาลเพื่อไทยไม่มีวันฟังอะไรจากคุณศิริกัญญาและพรรคประชาชน ข้อเสนอที่ถูกตลอดชาติอย่างการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงผ่านไปโดยไม่มีใครในรัฐบาลขานรับอย่างสิ้นเชิง

ขณะนายกฯ สิงคโปร์บอกว่าโลกกำลังเจอ “ระเบียบโลกใหม่” หรือความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในหลายสิบปี

ส่วนผู้นำแคนาดาพูดถึง Recession หรือเศรษฐกิจชะงักงันในแง่ความตกต่ำของรายได้ การผลิตและจ้างงาน รัฐบาลไทยยังทำทุกอย่างเป็นเรื่องตลกจนไม่บอกว่าจะเจออะไร

ถึงที่สุดแล้ว รัฐบาลกำลังเจรจาเรื่อง “ระเบียบโลกใหม่” โดยไม่มีใครรู้ว่ารัฐบาลทำอะไร และแม้แต่รัฐบาลเองก็อาจไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรด้วยซ้ำ เพราะคำพูดจากผู้นำรัฐบาลมีแค่ข้ออ้างประเภทเคยกินข้าวกับโดนัลด์ ทรัมป์ ตอนเด็ก พ่อสนิทกัน รู้เรื่องนี้ล่วงหน้านานแล้ว ฯลฯ

ซึ่งไม่ได้บอกอะไรเลย

ภายใต้ระเบียบโลกแบบเก่าที่ไทยได้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีจนเติบโตมาหลายปี ระเบียบโลกใหม่ที่ไทยไม่ได้เปรียบเท่าเดิมกำลังเป็นโจทย์ใหม่ที่ไทยจะทำมาหากินยากขึ้น รายได้ประเทศจะลดลง การนำเข้าสินค้าจากสหรัฐจะเพิ่มขึ้น และการส่งออกก็ไม่ง่ายที่จะกลับไปเติบโตเท่าเดิม

ภาษีทรัมป์ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะทรัมป์หลุดโลกหรือโกรธจีนจนแค่รอทรัมป์มีสติก็พอ

แต่นโยบายนี้เกิดเพราะเศรษฐกิจโลกชะงักงันตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2008 จนไม่มีอะไรดีขึ้น เศรษฐกิจทั้งโลกโตต่ำ ผลิตภาพถดถอย ไม่มีความเปลี่ยนแปลงจนเป็นเหตุของความขัดแย้งทางการเมืองในหลายสังคม

ในแง่นี้ “ระเบียบโลกใหม่” เกิดจากเศรษฐกิจโลกที่ชะงักงันจน “ภาษีทรัมป์” เป็นอาการของปัญหาตัวอย่างคือประเทศกลุ่ม G 20 เคยเศรษฐกิจโตเฉลี่ยปีละ 2-3% เท่า กับรายได้เพิ่มสองเท่าทุก 25-35 ปี แต่ทุกวันนี้ประเทศเหล่านี้โตปีละ 0.5-1% เท่ากับต้องรออีก 70-100 ปีที่จะรวยขึ้นสองเท่าแบบเดิม

ภายใต้ความเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำจนประเทศกลุ่ม G 20 เผชิญภาวะ “รวยช้า” ระดับต้องรออย่างต่ำ 70 ปี ผลที่เกิดขึ้นทันทีคือคนในประเทศกลุ่ม G 20 แทบไม่รู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตดีขึ้นในชั่วคนเลย

หนึ่งในนักวิชาการที่ผมชอบมุมมองเรื่องทรัมป์คืออารอน เบนาเนฟ ซึ่งสอน Global Development ที่คอร์แนล

ประเด็นของเบนาเนฟคือทรัมป์ไม่ได้คลั่ง และนโยบายนี้ไม่ได้มีมิติแค่การค้าระหว่างประเทศ

แต่ทรัมป์กำลังสร้างกระบวนการรื้อฟื้นอุตสาหกรรม (Reindustrialization) ในอเมริกา

เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดว่า Reindustrialization เท่ากับการทำให้สหรัฐมีเศรษฐกิจแบบชาตินิยม ต้องระบุว่าเป้าหมายของ Reindustrialization คือเพิ่มผลิตภาพเศรษฐกิจของสหรัฐให้มากขึ้น และแก้ปัญหา Deindustrialization ที่ทำให้งานภาคอุตสาหกรรมลดลงจนความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมลดตาม

วิธีคิดแบบทรัมป์คือฟื้นอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มงานและเพิ่มรายได้ให้ผู้ใช้แรงงาน และเมื่อมีงานเพิ่มจนคนงานมีเงินมากขึ้น ตลาดในประเทศก็จะโตจนเศรษฐกิจพ้นจากความชะงักงันมามีพลวัต ถึงแม้ในความเป็นจริงการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมจะไม่ทำให้ความต้องการแรงงานสูงขึ้นต่อไป

แน่นอนว่าเศรษฐกิจโลกวันนี้เป็นระบบแบ่งงานกันทำที่โครงสร้าง Supply Chain สลับซับซ้อนจนแนวคิดแบบทรัมป์ทำได้ไม่ง่าย

แต่เศรษฐกิจสหรัฐชะงักงันจริง และทางออกของสหรัฐจากภาวะชะงักงันมีแต่การปรับระเบียบโลกซึ่งไม่รู้ว่านานแค่ไหนจะจบและมากแค่ไหนถึงจะพอ

ผมยกตัวอย่างงานเบนาเนฟเพื่อบอกว่า “ภาษีทรัมป์” เป็นเรื่องใหญ่กว่ารัฐบาลจะพูดส่งเดชว่ารอไปก่อนเดี๋ยวดีเอง

ในระดับโลกเรากำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงขั้น “เปลี่ยนระเบียบโลกใหม่”

ส่วนในระดับประเทศเรากำลังเห็นประเทศที่ไทยส่งออกมากที่สุดกำลังฟื้นอุตสาหกรรมของตัวเองขึ้นมา

ตรงข้ามกับวาทกรรมที่รัฐบาลหลอกคนไทยว่าเดี๋ยวตัวแทนไทยไปเจรจาแล้วจบเร็ว การเจรจาการค้ารอบนี้จะยืดเยื้อ ไม่จบเร็ว และระหว่างนั้นทรัมป์จะออกมาตรการภาษีใหม่ๆ ไม่รู้จบ ความชะงักงักทางเศรษฐกิจของไทยรอบนี้จึงยาว ยืดเยื้อ และแน่นอนว่ากินเวลานานกว่าอายุรัฐบาลแพทองธาร

ผมไม่อยากพูดตรงๆ ว่าคุณแพทองธารเป็นนายกฯ ในโจทย์ที่ยากแบบนี้ไม่ได้

แต่บอกตรงๆ ว่ามองไม่เห็นอนาคตหากนายกฯ ยังชื่อนี้ต่อไป

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัฐพันลึก, ภาษีทรัมป์ และอนาคตรัฐบาล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...