โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กลุ่มไทยเบฟเปิดแผนปี 2569 วางงบลงทุน 9 พันล้านบาท เดินหน้า PASSION 2030 มุ่งผู้นำเครื่องดื่ม-อาหาร

Thairath Money

อัพเดต 01 ต.ค. 2568 เวลา 06.49 น. • เผยแพร่ 30 ก.ย 2568 เวลา 09.21 น.
ภาพไฮไลต์

ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ไทยเบฟ เจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มและอาหารรายใหญ่ของประเทศไทย ประกาศแผนธุรกิจปี 2569 ภายใต้แผนการทำงานระยะยาวที่เรียกว่า “PASSION 2030” ตอกย้ำความมุ่งมั่น สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคที่ยังคงมีความท้าทาย

ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

โดยในช่วง 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ไทยเบฟมีรายได้จากการขายรวม 258,621 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA อยู่ที่ 45,026 ล้านบาท ลดลง 4% จากปีก่อนหน้า เป็นผลจากการลงทุนในตราสินค้าและการตลาดที่เพิ่มขึ้นตามแผนงาน

“ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ไทยเบฟยังคงพร้อมที่จะขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ PASSION 2030 อย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะเข้าถึงผู้บริโภค ส่งเสริมศักยภาพบุคลากร และเสริมแกร่งสินค้า ทั้งนี้กลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยเสริมให้ธุรกิจมีความคล่องตัว แข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเติบโตได้อย่างยั่งยืน” ฐาปน สิริวัฒนภักดี กล่าว

กางแผนปีหน้าและกลยุทธ์ “PASSION 2030”

สำหรับ “PASSION 2030” คือแผนธุรกิจระยะ 6 ปีของไทยเบฟ ที่ประกาศใช้สำหรับเป็นกรอบการทำงานตั้งแต่ปี 2568 ถึง 2573 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการเป็น “ผู้นำที่มั่นคงและยั่งยืนของอาเซียน” ในธุรกิจเครื่องดื่มและอาหาร

โดยแผนดังกล่าวขับเคลื่อนด้วย 2 กลยุทธ์หลัก “ที่เปรียบเสมือนแขนซ้ายและแขนขวาที่ขาดกันไม่ได้” ได้แก่

  • Reach Competitively (การเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ) กลยุทธ์นี้มุ่งเน้นการขยายเครือข่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการนำสินค้าส่งตรงถึงมือผู้บริโภค ประกอบด้วย

  • การขยายธุรกิจในภูมิภาค ผ่านการลงทุนและสร้างพันธมิตรในอาเซียน เช่น การเข้าไปในธุรกิจเครื่องดื่มที่เวียดนาม และการผนวกรวมธุรกิจกับ F&N ที่สิงคโปร์และมาเลเซียที่ครอบคลุมทั้งการผลิต จัดจำหน่าย และเข้าถึงผู้บริโภค

    • การขยายเครือข่ายการกระจายสินค้า เพิ่มความครอบคลุมในทุกช่องทางการขาย ทั้งร้านค้าปลีกสมัยใหม่ และร้านค้าปลีกดั้งเดิมในประเทศไทย รวมถึงในมาเลเซียและสิงคโปร์
    • การบริการ สร้างประสบการณ์ที่ดีและไร้รอยต่อให้กับลูกค้าและคู่ค้า
    • การบริหารต้นทุน ดำเนินการทั้งหมดภายใต้ต้นทุนที่สามารถแข่งขันในตลาดได้
ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
  • Digital for Growth (ดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต)กลยุทธ์นี้คือการนำเทคโนโลยีและ Data มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพทางธุรกิจ ประกอบด้วย

  • เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน นำระบบดิจิทัลและอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

    • ทำความเข้าใจลูกค้าเชิงลึก ใช้ Data จากแพลตฟอร์มดิจิทัลมาวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ และทำความเข้าใจลูกค้า เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
    • พัฒนาบุคลากร ยกระดับทักษะเดิมและพัฒนาทักษะใหม่ของพนักงานให้สอดคล้องกับความสามารถที่จำเป็นในยุคดิจิทัล
    • ขยายช่องทางการขาย พัฒนาช่องทางการขายผ่านทั้งในรูปแบบ B2B และ D2C (Direct-to-Consumer) มากขึ้น

“วันนี้เราไม่ใช่เพียงแค่ต้องการที่จะบริการลูกค้าของเรา เราต้องการที่จะเข้าใจคุณลูกค้าของลูกค้าของเรา และเข้าใจด้วยคนนั้นเองครับ เข้าใจลูกค้าของลูกค้าของลูกค้าของเรา” ฐาปน สิริวัฒนภักดี กล่าว ตามแผนที่ไทยเบฟต้องการจะเจาะไปถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคโดยตรงด้วย ไม่ใช่แค่กับลูกค้าที่เป็นร้านค้า

นอกจากนี้ สำหรับปีงบประมาณ 2569 บริษัทได้ตั้งงบประมาณการลงทุน (CAPEX) ไว้ที่ประมาณ 9,000 ล้านบาท โดยจะจัดสรรให้กับกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ดังนี้

  • ธุรกิจสุรา 2,000 ล้านบาท
  • ธุรกิจเบียร์ 2,000 ล้านบาท
  • ธุรกิจอาหาร 1,000 ล้านบาท
  • ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 4,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ งบลงทุนธุรกิจเครื่องดื่มที่สูงในปีหน้านั้น เนื่องจากมีโครงการต่อเนื่องที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ซึ่งหลังจากนั้นคาดว่า CAPEX จะค่อย ๆ ลดลง

ภาพรวมและแผนของแต่ละกลุ่มธุรกิจ

ปัจจุบัน ธุรกิจของไทยเบฟประกอบไปด้วย 4 กลุ่มธุรกิจ นั่นคือ สุรา เบียร์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหาร

ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

ธุรกิจสุรา

  • รายได้ 9 เดือนของปี 2568: มีรายได้จากการขาย 92,778 ล้านบาท (ทรงตัว) และมี EBITDA 22,161 ล้านบาท (ลดลง)
  • ภาพรวมธุรกิจที่ผ่านมา: รายได้ทรงตัวแม้ปริมาณขายจะลดลงเล็กน้อย 0.8% กำไรที่ลดลงเป็นผลจากการเพิ่มงบการตลาดเพื่อเสริมแกร่งแบรนด์และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ นอกจากนี้ยังประสบความสำเร็จในการเปิดตัวซิงเกิลมอลต์วิสกี้ PRAKAAN (ปราการ) และเครื่องดื่ม ZATO (ซาโต้) ซึ่งได้รับรางวัลระดับโลก ขณะที่ธุรกิจในเมียนมายังคงแข็งแกร่ง
  • แผนต่อไปของธุรกิจ: มุ่งเสริมแกร่งแบรนด์หลักในประเทศ (อย่างเช่น รวงข้าว หงส์ทอง) พร้อมยกระดับกลุ่มผลิตภัณฑ์พรีเมียม และผลักดันสุราไทยสู่เวทีโลก ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและดำเนินงานด้านความยั่งยืน

ธุรกิจเบียร์

  • รายได้ 9 เดือนของปี 2568: มีรายได้จากการขาย 96,497 ล้านบาท (ทรงตัว) และมี EBITDA 12,573 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4%)
  • ภาพรวมธุรกิจที่ผ่านมา: แม้รายได้จะทรงตัวจากสภาวะตลาดที่ท้าทายในเวียดนาม แต่ปริมาณการขายรวมเพิ่มขึ้น 4.8% อัตรากำไรดีขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงและประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น ส่วนเบียร์ช้างในไทยยังคงได้รับรางวัลด้านคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
  • แผนต่อไปของธุรกิจ: ในประเทศไทยจะมุ่งเสริมแกร่งแบรนด์เบียร์ช้าง และขยายตลาดแมสพรีเมียม ส่วนในเวียดนามจะรักษาสถานะผู้นำตลาดของ Bia Saigon พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ใหม่ ๆ

ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์

  • รายได้ 9 เดือนของปี 2568: มีรายได้จากการขาย 49,326 ล้านบาท (ลดลง 0.7%) และมี EBITDA 8,718 ล้านบาท (ลดลง 6.3%)
  • ภาพรวมธุรกิจที่ผ่านมา: กำไรที่ลดลงเป็นผลจากการลงทุนด้านการตลาดที่เพิ่มขึ้น แบรนด์หลักอย่าง โออิชิ คริสตัล และ เอส ต่างมีแคมเปญใหญ่เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค และได้เริ่มผนึกกำลังกับ F&N ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์นมในไทย
  • แผนต่อไปของธุรกิจ: เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์หลัก ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภคกว่า 600,000 จุดขายในไทย รวมถึงเครือข่ายในมาเลเซียและสิงคโปร์

ธุรกิจอาหาร

  • รายได้ 9 เดือนของปี 2568: มีรายได้จากการขาย 16,563 ล้านบาท (ลดลง 1.4%) และมี EBITDA 1,578 ล้านบาท (ลดลง)
  • ภาพรวมธุรกิจที่ผ่านมา: ผลประกอบการได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับโฉมแบรนด์ชาบูชิครั้งใหญ่เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับลูกค้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
  • แผนต่อไปของธุรกิจ: ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยกลยุทธ์ที่สมดุลระหว่างการขยายสาขาใหม่และการสร้างการเติบโตในสาขาเดิม พร้อมเสริมแกร่งพื้นฐานธุรกิจผ่านการพัฒนาบุคลากร การใช้ระบบดิจิทัล และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน

ทั้งหมดนี้คือการเดินกลยุทธ์ตาม “PASSION 2030” โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการเป็นผู้นำทางธุรกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน แม้ว่าตอนนี้เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวส่งผลกระทบในวงกว้าง จนส่งผลให้รายได้ชะลอตัว และเมื่อปัจจัยภายนอกควบคุมไม่ได้ ไทยเบฟจะหันมามุ่งเน้นการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันจากภายใน (Internal Competitiveness) ผ่าน 2 ส่วนหลักคือ

  • Cost per Unit: การบริหารต้นทุนการผลิตจากโรงงานให้แข่งขันได้
  • Cost to Serve: การบริหารต้นทุนการขนส่งและบริการจนถึงมือลูกค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

แม้เศรษฐกิจจะท้าทาย แต่บริษัทเชื่อว่าโมเมนตัมจากการปรับปรุงประสิทธิภาพภายในจะช่วยสร้างการเติบโตได้ในปีหน้า

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กลุ่มไทยเบฟเปิดแผนปี 2569 วางงบลงทุน 9 พันล้านบาท เดินหน้า PASSION 2030 มุ่งผู้นำเครื่องดื่ม-อาหาร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...