33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (146)
บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (146)
นักฆ่าซาดิสม์ในยุค 2540
วันที่ 22 พฤษภาคม 2540 เวลา 10.00 น. เครื่องบินกาซ่า ของกรมตำรวจ ได้นำตัวนายเรืองศักดิ์ ทองกุล ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม 5 ศพ ครอบครัวบุญทวี มาถึงสนามบินทหารเรือจังหวัดสงขลา
พล.ต.ต.วรรณรัตน์ คชรักษ์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ปรีชา แสงวรรณ ผบก.ภ.จว.สงขลา และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้นำตัวไปสอบสวนที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 4 เพราะนายเรืองศักดิ์กับนายสงกรานต์หรือจ้องยังให้การไม่ตรงกันประเด็นเล่นการพนัน
ปกตินายประภาสไม่ใช่นักเล่นการพนัน นายเรืองศักดิ์ยอมรับว่า ก่อนลงมือฆ่าประมาณ 1 เดือน ได้ยินคนในบ่อนพนันวัวพูดกันว่า หมอประภาสขายที่ดินได้ ได้เงินมาล้านกว่าบาท นายเรืองศักดิ์จึงนำเรื่องนี้มาให้การกับตำรวจว่าหมอประภาสติดหนี้สิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเป็นอย่างมาก ที่ฆ่าเขาแล้วยังไปทำลายชื่อเสียงเขาอีก พล.ต.ต.วรรณรัตน์ได้กล่าวตำหนิ
ที่ห้องสอบสวนในค่าย ตชด.เมื่อสอบสวนนายเรืองศักดิ์ยังรับว่า ก่อนนั้นเคยมีเรื่องทะเลาะกับชาวบ้าน จึงไปลักเอาวัวควายของชาวบ้านมาผูกจมูกแล้วแขวนกับต้นไม้
ส่วนเรื่องที่ให้การไว้ว่าหมอประภาสเป็นหนี้สินนั้น เป็นการให้การหลอกตำรวจ เพื่อต้องการให้สับสน และยังรับว่าได้ใช้ไฟฟ้าชอร์ต 2 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ เพราะบ้านหมอประภาสใช้ระบบตัดไฟอัตโนมัติ แล้วเปลี่ยนวิธีมาเป็นฆ่าแขวนคอ แล้วการสอบสวนได้ยุติ
จนกระทั่งเวลา 14.00 น. คณะพนักงานสอบสวนจึงได้นำตัวนายเรืองศักดิ์ ทองกุล กับนายสงกรานต์ แก้วอุบล ออกจากค่าย ตชด.ภาค 4 ไปยังบ้านที่เกิดเหตุที่ ต.ชิงโค อ.สิงหนคร จ.สงขลา
วันนี้ได้ใช้กำลังตำรวจทั้งจากตำรวจ นปพ. ภาค 9, ตำรวจ นปพ.สงขลา, ตำรวจจาก สภ.อ.สิงหนคร เกือบ 200 นาย เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัย ป้องกันการรุมประชาทัณฑ์ และเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดได้ มีฝูงชนจำนวนมากที่แห่แหนกันมาดูการทำแผนประกอบคำรับสารภาพ
ผมมองไปทางไหนก็เห็นแต่ผู้คนมากมายจนนับไม่ไหว หลายพันคน แออัดยัดเยียดกัน เหมือนมาดูมหรสพของงานประจำปี
บางคนถึงกับลงทุนปีนขึ้นไปบนต้นไม้ เพื่อมองฆาตกรใจเหี้ยม ให้ถนัดตา
เป็นคดีที่ประชาชนสนใจกันมาก รวมทั้งกองทัพนักข่าวเกือบ 100 คน
จุดแรก นายเรืองศักดิ์กับนายสงกรานต์ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาจอดที่บริเวณบ้านของนายประภาส แล้วทั้งสองคนนั่งรอนายประภาส เป็นเวลาที่ ด.ช.ชัฎชวาลย์ กับ ด.ช.ปรนนท์ กลับมาที่บ้าน ด.ช.ชัฎชวาลย์ แยกไปหุงข้าวในครัว ส่วน ด.ช.ปรนนท์อยู่คนเดียว
นายเรืองศักดิ์จึงเข้าไปทำทีขอน้ำดื่ม แล้วใช้ปืนจี้จับมัดมือนำไปขังในห้องชั้นบน แล้วลงมาจับ ด.ช.ชัฎชวาลย์ในห้องครัวมัดรวมไว้ในห้องเดียวกัน
นายเรืองศักดิ์กับนายสงกรานต์บอกกับคณะพนักงานสอบสวนว่า รอนายประภาสอยู่ครู่ใหญ่ ก็กลับมาที่บ้าน นายเรืองศักดิ์จึงเดินเข้าไปทักทายโดยยกมือไหว้ นายประภาสจึงชวนเข้าไปในบ้าน
จังหวะนั้นนายเรืองศักดิ์จึงชักปืนขู่ แล้วให้นายสงกรานต์จับมัด นำไปรวมไว้ในห้องเดิมที่ขังเด็ก 2 คน
ไม่นานนัก ด.ช.กัมปนาทก็กลับมาบ้าน นายเรืองศักดิ์จึงจับมัดนำไปขังรวมกันทั้ง 4 คนที่ชั้นบน
เวลานั้นเอง นางเจียมจิตรก็กลับบ้านเป็นคนสุดท้าย นายเรืองศักดิ์ได้ยกมือไหว้ทักทาย แล้วชักปืนออกมาจี้ นางเจียมจิตรจึงวิ่งหนีขึ้นไปบนบ้านเข้าไปในห้องนอนชั้นสอง นายเรืองศักดิ์ตามไปจับมัดมือมัดเท้าด้วยเชือกผูกรองเท้า และนายเรืองศักดิ์พยายามจะข่มขืน แต่นางเจียมจิตรไม่ยินยอม
นายเรืองศักดิ์จึงใช้เนกไทรัดคอ แล้วจับศีรษะกระแทกเหล็กปลายเตียง จนเลือดนองพื้น นายเรืองศักดิ์ใช้เนกไทรัดจนนางเจียมจิตรแน่นิ่งไป
ทั้งสองคนได้ค้นหาทรัพย์สิน แล้วนายเรืองศักดิ์ไปนำมีดในครัวมาตัดสายไฟพัดลม โทรทัศน์ นำมาปอกเปลือก ใช้ลวดทองแดงต่อเข้ากับทั้ง 4 คนที่จับมัดรวมกันไว้ แล้วเสียบปลั๊กไฟเพื่อต้องการชอร์ตไฟฟ้าให้ตายทั้งหมด แต่เพราะมีคัตเอาต์ไฟจึงตัด การฆ่าด้วยวิธีชอร์ตไฟจึงไม่สำเร็จ
จึงเปลี่ยนเป็นวิธีใหม่ นำเหยื่อทั้ง 4 คนมานั่งอยู่หน้าห้อง แล้วเอาผ้าผูกคอนายประภาสเป็นคนแรก และผูกปลายผ้าอีกด้านไว้กับราวบันได นายเรืองศักดิ์จึงถีบนายประภาสร่วงลงมา แต่น้ำหนักตัวนายประภาสถ่วงไว้ จึงทำให้ผ้าขาด นายประภาสพยายามวิ่งหนีออกจากบ้าน แต่ไม่ทัน นายเรืองศักดิ์วิ่งตามไปจับตัวนำกลับมาที่เดิม จับนายประภาสผูกคอใหม่อีกครั้ง
มาถึงการทำแผนขั้นตอนนี้ ผมเห็นนายเรืองศักดิ์มีความคล่องแคล่ว และแข็งแรงมาก การนำผ้ามาทำเป็นเกลียวเชือกแล้วมาผูกมัด มีความรวดเร็ว และชำนาญ เหมือนได้รับการฝึกมาอย่างดี มีพละกำลังมากจริงๆ ก่อนหน้านี้แทบไม่อยากจะเชื่อว่านายเรืองศักดิ์จะทำได้
เมื่อนายเรืองศักดิ์มาแสดงให้ดูต่อหน้าทั้งการผูกเงื่อนพิรอดหักคอ เชี่ยวชาญและว่องไว รวมทั้งการถืออาวุธปืน จึงปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น
คำรับสารภาพของนายเรืองศักดิ์ขั้นตอนนี้ ตะโกนบอกให้เด็กๆ มองหน้าเข้าข้างฝา จะให้พ่อไปก่อน
นายประภาสได้ร้องขอให้ไว้ชีวิตตนเองกับลูกๆ นายเรืองศักดิ์ไม่สนใจ จนนายสงกรานต์บอกให้ปล่อยเด็กๆ ไป นายเรืองศักดิ์บอกว่า ปล่อยไปกูก็ตายซิ แล้วถีบร่างนายประภาสร่วงลงมาเป็นครั้งที่ 2 นายประภาสดิ้นอย่างทุรนทุราย
แล้วนายเรืองศักดิ์จับเด็กทั้ง 3 คนผูกคอแบบเดียวกันแล้วโยนลงมา นายเรืองศักดิ์กับนายสงกรานต์จึงเดินลงมาดูเหยื่อทั้ง 4 คนดิ้นอย่างทุรนทุราย
แต่ ด.ช.ชัฎชวาลย์พยายามใช้มือดึงผ้า เพื่อพยุงตัวไว้ นายเรืองศักดิ์เห็นดังนั้น จึงใช้เชือกมัดมือติดไว้ข้างตัว จนกระทั่งขาดใจตายเป็นศพสุดท้าย
นายเรืองศักดิ์กับนายสงกรานต์ได้ตรวจดูว่าตายหมดทุกคนแล้ว แล้วออกจากบ้านที่เกิดเหตุ นำทรัพย์สินที่ได้ไปแบ่งกัน
นายเรืองศักดิ์มีพฤติกรรมที่ไม่สะทกสะท้านใดๆ ทั้งสิ้น จนนักจิตวิทยาในขณะนั้นออกมาให้สัมภาษณ์ว่า มีความก้าวร้าวรุนแรงในจิตใจ ชอบความสะใจเป็นพื้นฐาน เรียกว่าระเบิดอารมณ์ได้ตลอดเวลา
สื่อมวลชนทุกแขนง ต่างพร้อมใจกันรุมประณามไอ้ศักดิ์ ปากรอ มีการตั้งฉายามากมาย ที่ผมจำได้คือ “นักฆ่าซาดิสต์ในยุค 2540”
ชาวไทยทั้งประเทศก็วิพากษ์วิจารณ์ถึงความโหดร้ายผิดมนุษย์ นับได้ว่าในรอบทศวรรษที่ผ่านมานี้จะมีคดีใดที่แฝงไปด้วยความเหี้ยมชนิดสุดมหาโหดเทียบเท่าคดีนี้ได้
พระอาจารย์พยอม หรือพระพิศาลธรรมวาที วัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี ท่านยังออกมาให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า “เราทั้งหลายต้องตระหนักว่า เป็นเรื่องที่ผิดวิสัยมนุษย์มนา บ้านเมืองก็ต้องสอบสวนไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แม้แต่คนที่ให้ที่พักพิง อาตมาคิดว่า ถ้าทราบว่าเขาไปก่อเหตุอย่างนี้มาแล้ว ถึงเราจะเป็นญาติก็ต้องตัดออกจากวงศ์วานแล้ว เพราะมันผิดวิสัยมนุษย์เหลือเกิน ทำได้แม้แต่กับเด็ก แม้จะอ้างว่า เกรงเด็กจะจำหน้าได้ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลเลย หลบหนีมาพึ่งพิงคนที่เป็นญาติก็ต้องแจ้งตำรวจ จึงต้องสอบคนที่ให้บ้านหลบอาศัยด้วยว่า รู้เห็นเป็นใจหรือไม่ รู้หรือไม่ว่า เขาไปก่อกรรมอย่างนี้มา”
เสียงก่นด่าสาปแช่งฆาตกรใจโหด ดังกึกก้องทั่วฟ้าเมืองไทย เป็นเสมือนมติมหาชน ที่ได้สั่งประหารชีวิตฆาตกร ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาเสียอีก
งานด้านการสืบสวนเพื่อสืบหาตัวและจับคนร้าย เสร็จสิ้นยุติลงไปแล้ว นักสืบจำนวนมากเดินทางกลับ แต่งานสอบสวนที่เริ่มมาพร้อมๆ กับงานสืบสวนตั้งแต่แรกยังไม่จบ และจะต้องเดินหน้าต่อไป ต้องทำให้ดีที่สุด ให้สมบูรณ์ที่สุด
ความสำคัญมีเพียงข้อเดียว คือ ห้ามพลาดเด็ดขาด ไม่ว่าผู้ต้องหาจะให้การรับสารภาพในชั้นศาล หรือพลิกคำเป็นปฏิเสธ พนักงานสอบสวนในคดีนี้จะต้องหาทางป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาด
ไม่ว่าสถานการณ์จะพลิกไปทางด้านไหน พยานหลักฐานต้องแน่นหนามั่นคง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (146)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly