โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

POP: ถอดรหัส California Dreamin' ใน ‘Chungking Express’ เสียงสะท้อนของความฝัน ความทรงจำ และการเมืองในโลกของหว่อง กาไว

BrandThink

เผยแพร่ 16 ส.ค. 2568 เวลา 05.00 น.

หากจะพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง ‘Chungking Express’ ผลงานมาสเตอร์พีซของ ‘หว่อง กาไว’ (Wong Kar-Wai) ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่พูดถึงเพลงประกอบอย่าง‘California Dreamin’’ เพราะมันเป็นหนึ่งในเพลงประกอบที่เสริมบรรยากาศและอารมณ์ของหนังได้ดีมากที่สุดเพลงหนึ่ง

แล้วอะไรถึงทำให้ California Dreamin’ ถึงกลายเป็นเพลงไอคอนิกอยู่ในวัฒนธรรมป๊อปจนถึงทุกวันนี้ แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นเพราะผู้คนยังคงพูดถึง Chungking Express กันเรื่อยๆ อยู่ แต่เบื้องหลังที่ทำให้หนังเรื่องนี้ยังคงทรงพลังเหนือกาลเวลา ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเพลงประกอบที่ชวนจดจำอย่าง ‘California Dreamin'’ เป็นส่วนประกอบสำคัญอยู่

California Dreamin’ ถูกเขียนขึ้นในปี 1963 ช่วงฤดูหนาวกลางนิวยอร์ก โดย John และ Michelle Phillips สมาชิกวดนตรีโฟล์กร็อกสัญชาติอเมริกัน‘The Mamas & The Papas’

เนื้อหาของเพลงบอกเล่าเรื่องราวเรียบง่ายของการเดินท่ามกลางลมหนาว แล้วแวะเข้าโบสถ์เพื่อแสร้งทำพิธี เพราะต้องการหลบหนาวชั่วคราว ถือเป็นเพลงที่แตกต่างจากเพลงป๊อปทั่วไปที่พูดถึงแคลิฟอร์เนีย คือไม่มีการเอ่ยถึงชายหาด สาวใส่บิกินี หรือรถเปิดประทุนเลย แต่มันเป็นเพลงที่เต็มไปด้วยด้วยความรู้สึกไม่มั่นคงและอารมณ์หม่นเศร้า

ใน Chungking Express เพลง California Dreamin’ ทำหน้าที่เป็นจุดเปลี่ยนระหว่างพาร์ตแรกและพาร์ตที่สองของเรื่อง หลังจากที่ตำรวจหมายเลข 223 เอ่ยประโยคสุดท้ายของเขาในเรื่องว่า “ตอนที่ผมใกล้ชิดเธอมากที่สุดเราห่างกันแค่ 0.01 เซนติเมตร ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเธอ แต่หกชั่วโมงต่อมา เธอก็ไปชอบผู้ชายอีกคน” แล้วหนังก็สับเปลี่ยนไปสู่เรื่องราวของครึ่งหลัง ซึ่งเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างเฟย์และนายตำรวจหมายเลข 663 แทน

California Dreamin’ ถูกเล่นซ้ำๆ ตลอดครึ่งหลังของภาพยนตร์ ถูกบรรเลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงแปดครั้ง และทำหน้าที่เสมือนหัวใจสำคัญของตัวละคร ‘เฟย์ หว่อง’ เพื่อตอกย้ำภาพของเฟย์ในฐานะคนที่เต็มไปด้วยอุดมคติ เพราะเธอมักคิดถึงสถานที่อื่นๆ ที่อยากไป และชีวิตอีกแบบที่เธออยากใช้

อีกนัยหนึ่งก็อาจกล่าวได้ว่า Chungking Express พยายามถ่ายทอดธีมของ ‘การทำซ้ำ’ อยู่ในตัวมันเอง ผ่านการพบเจอกันครั้งแล้วครั้งเล่าของตัวละคร จากคนแปลกหน้าสู่การรับรู้ตัวตน จนกระทั่งการได้เห็นใบหน้าเดิมซ้ำๆ ผลักดันระดับความสัมพันธ์ไปสู่ความรักในที่สุด การที่บทเพลงถูกเล่นซ้ำอย่างสม่ำเสมอจึงยิ่งขับเน้นให้ประเด็นนี้ของหนังคมชัดขึ้น

เราจะรับรู้ได้ชัดเจนว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่เปรียบเสมือนตัวแทนของเฟย์จากท่อนที่ร้องว่า “All the leaves are brown / And the sky is grey… I’d be safe and warm / If I was in L.A.” ที่สื่อถึงความรู้สึกผิดหวัง โดดเดี่ยว และหมดไฟต่อการใช้ชีวิตในฮ่องกงของเธอ ซึ่งนั่นอาจทำให้คนดูคิดว่า หากเฟย์ได้ไปแคลิฟอร์เนีย เธอก็คงจะอยู่ที่นั่นตลอดไป ทว่าความจริงกลับตรงกันข้าม เธอกลับจากแคลิฟอร์เนียเพื่อพบกับนายตำรวจ ซึ่งอาจตีความได้ว่าเธอรักเขามากกว่าที่รักแคลิฟอร์เนียเสียอีก เพลงนี้จึงอาจสื่อถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้เช่นกัน ที่แม้ทั้งคู่จะต้องเจอกับความโดดเดี่ยวท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองใหญ่ แต่พวกเขาจะรู้สึกปลอดภัย เสมอเพียงแค่มีกันและกัน

นอกจากนี้ California Dreamin’ ยังสะท้อนให้เห็นว่าเสียงเพลงที่ดังขึ้น สามารถแปรเปลี่ยนสถานะตัวเองจาก ‘เนื้อร้อง’ มาเป็น ‘ความรู้สึก’ มันคืออารมณ์ที่จับต้องได้ และความซ้ำซากของมันก็ช่วยปั้นแต่งบรรยากาศให้เข้มข้นขึ้น จนบทเพลงกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ภาพยนตร์ที่กำลังสื่อสารกับเราโดยตรง ไม่แพ้บทสนทนาของนักแสดง

มีครั้งหนึ่งที่ California Dreamin’ ถูกบรรเลงไปพร้อมกับกบทสนทนาสั้นๆ ระหว่างเฟย์กับนายตำรวจ 663 ที่เคาน์เตอร์ร้าน Midnight Express ซึ่งในฉากนั้นเฟย์เร่งเสียงเพลงให้ดังขึ้นเพื่อไม่ให้ตัวเองคิดมาก แล้วทั้งคู่ก็ต้องตะโกนคุยกันเพื่อแข่งกับเสียงเพลง จากนั้นเสียงเพลงก็เบาลงตอนที่ตำรวจ 663 ส่งสัญญาณให้เฟย์ฟังออร์เดอร์ที่เขาสั่ง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของระดับเสียงนี้ไม่ใช่เสียงในฉากเพราะไม่มีใครไปปรับเครื่องเล่นเสียงที่อยู่นอกจอให้เบาลง แต่เป็นการลดเสียงเพื่อสร้างพื้นที่ส่วนตัวทางการได้ยินให้ทั้งคู่ได้ใช้ร่วมกัน ซึ่งช่วงเวลานี้ถือเป็นหัวใจของการสื่อสารระหว่างพวกเขา และเป็นจุดสำคัญที่ขับเคลื่อนเรื่องราวและความสัมพันธ์ของทั้งคู่ต่อไป

ในฉากจบที่ทั้งคู่กลับมาพบกัน California Dreamin’ ก็ยิ่งมีพลังและลึกซึ้งมากขึ้น โดยในหลายฉากก่อนหน้านี้เพลงนี้ถูกใช้เป็นตัวแทนความรู้สึกของเฟย์มาโดยตลอด แต่เมื่อเธอกลับมาที่ร้าน Midnight Express อีกครั้งหลังจากทั้งคู่แยกทางกันไป และพบว่านายตำรวจ 663 กำลังเปิดเพลงนี้อยู่ บทบาทของเพลงก็ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มันไม่ได้ทำหน้าที่แทนความรู้สึกของเฟย์ฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นตัวแทนความรู้สึกของฝ่ายชาย เป็นความทรงจำในรูปแบบของเสียงที่เขามีต่อเธอนั่นเอง

นอกเหนือจากบทบาทในเชิงเนื้อหา เพลงนี้ยังทำงานในเชิงสัญญะอีกด้วย แม้จะไม่มีตัวละครใดกล่าวออกมาตรงๆ แต่วัฒนธรรมตะวันตกได้ปรากฏอยู่รายล้อมพวกเขาเสมอ ไม่ว่าจะเป็น Coca-Cola, Garfield, Snoopy หรือ Felix the Cat และแน่นอนว่า California Dreamin' ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระแสวัฒนธรรมตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามานี้

การที่วัฒนธรรมฮ่องกงถูกแทนที่ด้วยบทเพลงและสัญลักษณ์แบบอเมริกัน ได้เพิ่มมิติทางการเมืองให้กับหนังเรื่องนี้ ชี้ให้เห็นถึงการวิพากษ์จักรวรรดินิยมตะวันตกในมุมมองของผู้กำกับ เพราะในปี 1994 ที่หนังออกฉาย ฮ่องกงยังคงเป็นอาณานิคมของอังกฤษ หว่อง กาไว จึงเปรียบเทียบการยึดครองของอังกฤษเข้ากับการรุกคืบของวัฒนธรรมอเมริกัน และเชื่อมอังกฤษกับอเมริกา ในความคิดของผู้ชมด้วยการแสดงให้เห็นว่าทั้งสองมหาอำนาจมีศักยภาพในการแผ่อิทธิพลอย่างทั่วถึงต่อผู้คนในฮ่องกง

แม้ California Dreamin’ จะเป็นเพลงเก่าตั้งแต่ยุค 60s แต่มันยังคงบันทึกความรู้สึกที่จับต้องได้ และถูกส่งต่อผ่านยุคสมัย กลายเป็นเสียงสะท้อนความทรงจำและอนาคตที่ไม่แน่นอนของฮ่องกง ทั้งบริบทสังคม วัฒนธรรม และค่านิยมที่ถูกท้าทาย

California Dreamin’ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นเสียงสะท้อนความปรารถนาที่จะหนีจากความไม่มั่นคงของฮ่องกงไปสู่ดินแดนใหม่ที่ปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือให้ตัวละครสร้างโลกในจินตนาการเพื่อหลีกหนีจากความเปลี่ยวเหงาในใจ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วหนังก็สะท้อนให้เราเห็นว่า ความสุขที่แท้จริงไม่ได้ผูกติดอยู่กับ 'สถานที่' เสมอไป หากแต่ผูกพันอยู่กับ 'ผู้คน'

การตัดสินใจของเฟย์ที่หวนกลับมาหาคนที่เธอรัก และบทสรุปที่พวกเขาพร้อมจะเดินทางไป ‘ที่ไหนก็ได้’ ตราบใดที่มีกันและกัน คือเครื่องยืนยันว่า ‘แคลิฟอร์เนีย’ ในความฝันนั้น อาจไม่ใช่ดินแดนอันไกลโพ้นที่อยู่ปลายทาง แต่มันคือการได้อยู่เคียงข้างใครคนนั้นนั่นเอง

อ้างอิง:

  • Stuff that Dreams Are Made Of: Music and the Future in Wong Kar-wai’s Chungking Express (1994) https://shorturl.asia/0j7Uk
  • Liminality in a Microcosm: “California Dreaming” in Wong Kar-Wai’s Chungking Express(1994) https://shorturl.asia/a1Whc
  • THE USE OF MUSIC IN CHUNGKING EXPRESS https://shorturl.asia/xKNGn
  • “The Louder the Better”: How Chungking Express (1997) Captures the Way Pop Music Feels https://shorturl.asia/qd0JF
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...