โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม 2568

efinanceThai

เผยแพร่ 11 ส.ค. 2568 เวลา 01.30 น.

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม 2568

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -11 ส.ค. 68 8:30: น.

*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ไม่เปลี่ยนแปลงที่ 63.88 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาสัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส ลดลง 5.1%

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 66.59 ดอลลาร์สหรัฐบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.16 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.2% โดยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ลดลง 4.4%

ตลาดรอดูการพบปะในอีกไม่กี่วันข้างหน้าระหว่างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ โดยทั้ง 2 ประเทศ กำลังมุ่งสู่ข้อตกลงยุติสงครามยูเครน โดยอาจรับรองการครอบครองดินแดนที่รัสเซียยึดไว้ตั้งแต่เริ่มใช้กำลังทหารเข้ารุกราน

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนพบปะกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย ที่รัฐอลาสกา ในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค. 2025 โดยตั้งเป้าบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในยูเครน โดยทรัมป์ระบุว่า การพบปะซึ่งเป็นที่เฝ้ารออย่างสูง ระหว่างผมในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค. 2025 ที่รัฐอลาสกา รายละเอียดเพิ่มเติมจะตามมา

การประชุมสุดยอดครั้งนี้ ถือเป็นความเสี่ยงทางการเมืองของทรัมป์ หลังจากที่เคยให้คำมั่นในช่วงหาเสียงว่าจะยุติสงครามอย่างรวดเร็ว แต่ความพยายามกลับถูกขัดขวางหลายครั้ง ทั้งนี้ การเชิญผู้นำรัสเซียเหยียบแผ่นดินสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี จะเพิ่มคาดการณ์ยุติสงครามให้สูงขึ้น โดยทรัมป์ระบุว่าข้อตกลงที่คาดหวังอาจมีการแลกเปลี่ยนบางส่วนของดินแดนระหว่างทั้งสองประเทศ

*** ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ระบุว่า ยูเครนจะไม่ยอมสละดินแดนเพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย ขณะที่บรรดาผู้นำยุโรปยืนยันจะสนับสนุนอธิปไตยของยูเครนอย่างต่อเนื่อง โดยแถลงการณ์ร่วมของผู้นำยุโรประบุว่า เรายังคงยึดมั่นในหลักการที่ว่าพรมแดนระหว่างประเทศ ต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง เส้นแบ่งการสู้รบในปัจจุบันควรเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจา โดยแถลงการณ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เคียร์ สตาร์เมอร์, ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน รวมถึงผู้นำฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี โปแลนด์ และฟินแลนด์

*** มิเชล โบว์แมน (Michelle Bowman) รองประธานฝ่ายกำกับดูแลของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กล่าวว่า ข้อมูลตลาดแรงงานล่าสุดที่อ่อนแอ สะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดแรงงาน และยิ่งเพิ่มความมั่นใจต่อการคาดการณ์ของเธอว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งน่าจะเหมาะสมในปีนี้ โดยโบว์แมนเป็นหนึ่งในกรรมการเฟด 2 คน ที่คัดค้านการตัดสินใจของเฟดเมื่อเดือนที่แล้ว ที่คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ในกรอบ 4.25%-4.50% ซึ่งใช้มาตั้งแต่เดือนธ.ค.ที่ผ่านมา

แม้เจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่ยังคงระมัดระวังต่อการลดดอกเบี้ย เนื่องจากกังวลว่ามาตรการขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจกระทบต่อความคืบหน้าในการดึงเงินเฟ้อลงสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีสัญญาณว่าเจ้าหน้าที่เฟดหลายคนเริ่มโน้มเอียงไปในทิศทางสนับสนุนการปรับลดดอกเบี้ยมากขึ้น

*** ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และอินเดียเพิ่มสูงขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเตรียมขึ้นภาษีนำเข้า 50% ต่อสินค้าส่งออกจากอินเดียไปสหรัฐฯ โดยครึ่งหนึ่งของอัตราภาษีนี้เป็นการลงโทษจากการที่อินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งทรัมป์ชี้เป้าว่าอินเดียเป็นผู้กระทำผิด ขณะที่จีนซึ่งซื้อน้ำมันจากรัสเซียมากกว่ากลับถูกมองข้าม

ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทำให้ตลาดหุ้นอินเดียเสี่ยงตามหลังจีนมากขึ้น โดยมูลค่าตลาดหุ้นอินเดียตามหลังตลาดหุ้นจีนในประเทศ (Onshore China) อยู่ถึง 6.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นช่องว่างกว้างที่สุดตั้งแต่เดือนมี.ค. ดัชนี MSCI India ยังตามหลัง MSCI China ถึง 10 จุดเปอร์เซ็นต์ในไตรมาสนี้ และกำลังมุ่งหน้าสู่การทำผลงานแย่กว่าจีนมากที่สุดในรอบปีนับตั้งแต่ปี 2017

ขณะเดียวกัน จีนกำลังรอการขยายเวลาข้อตกลงสงบศึกทางการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้จีนได้เปรียบอินเดียในสมรภูมิเศรษฐกิจโลกต่อไป

*** สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ก.ค. ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ที่ Bloomberg สำรวจคาดว่าจะลดลง 0.1% ทั้งนี้ เงินเฟ้อของจีนยุติการปรับตัวลดต่อเนื่อง 4 เดือนใน มิ.ย. และกลับมาเป็นบวก

ด้านดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ยังคงติดลบเป็นเดือนที่ 34 ติดต่อกัน โดยลดลง 3.6% เท่ากับเดือน มิ.ย. โดยเศรษฐกิจจีน ยังเผชิญแรงกดดันเงินฝืดจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ซึ่งกดดันกำไรและค่าจ้าง ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศยังเปราะบาง ทำให้รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการควบคุมการแข่งขันที่รุนแรงเกินไปในภาคธุรกิจ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก

*** ความพยายามของรัฐบาลจีน ในการยุติสงครามราคารถยนต์ เริ่มให้ผลเชิงบวก หลังจำนวนรุ่นรถที่มีการลดราคา เริ่มลดลงในเดือน ก.ค. แต่แรงกดดันดังกล่าวยังส่งผลลบต่อยอดขายรวม โดยสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจีน (Passenger Car Association: PCA) รายงานว่า เดือน ก.ค. มีรถยนต์ 17 รุ่นที่ปรับลดราคา ลดลงจาก 23 รุ่นในช่วงเดียวกันปีก่อน และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเดือน ก.ค. 2023

ยอดขายรถยนต์นั่งปลีกในเดือน ก.ค. อยู่ที่ 1.8 ล้านคัน ลดลง 12% จาก มิ.ย. แม้เมื่อเทียบกับปีก่อนจะยังขยายตัว 6.3% แต่ก็ชะลอลงจากอัตราเติบโตเฉลี่ยราว 15% ต่อเดือนในช่วง มี.ค.มิ.ย. ทั้งนี้ ฤดูร้อนมักเป็นช่วงที่ยอดซื้อรถชะลอตามฤดูกาล

*** บริษัท Contemporary Amperex Technology Co. Ltd. (CATL) ผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดในโลก ได้ระงับการดำเนินงานเหมืองลิเธียม Jianxiawo ในมณฑลเจียงซี ประเทศจีน เป็นการชั่วคราวอย่างน้อย 3 เดือน โดย CATL ได้แจ้งภายในองค์กรถึงการหยุดดำเนินงานดังกล่าว พร้อมทั้งมีการแจ้งไปยังโรงงานถลุงแร่ที่เกี่ยวข้องในเมืองอี้ชุนที่อยู่ใกล้เคียง โดยไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ

ก่อนหน้านี้ นักลงทุนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากใบอนุญาตทำเหมืองของ Jianxiawo มีกำหนดหมดอายุในวันที่ 9 ส.ค.

*** บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ Yuyuan Tantian ซึ่งสังกัดสถานีโทรทัศน์กลางของจีน (CCTV) รายงานว่า ชิป H20 ของ Nvidia อาจก่อให้เกิดความกังวลด้านความมั่นคง หลังทางการจีนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการมี ช่องทางลับ (backdoor access) ในชิปดังกล่าว โดยบทความยังระบุว่า ชิป H20 ไม่ได้มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสรุปว่า เมื่อชิปชนิดหนึ่งไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ล้ำสมัย และไม่ปลอดภัย ในฐานะผู้บริโภค เราก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะไม่ซื้อ

*** บริษัท Nvidia และ Advanced Micro Devices Inc. (AMD) ตกลงที่จะจ่าย 15% ของรายได้จากการขายชิปในจีนให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงกับรัฐบาลทรัมป์ เพื่อแลกกับการได้รับใบอนุญาตส่งออก โดย Nvidia จะมอบ 15% ของรายได้จากการขายชิป H20 ในจีน ขณะที่ AMD จะมอบรายได้จากการขายชิป MI308 ในสัดส่วนเดียวกัน

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้เริ่มออกใบอนุญาตส่งออกชิป H20 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพียง 2 วันหลังจากที่เจนเซ่น หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia เข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

*** กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เริ่มออกใบอนุญาตให้ Nvidia ส่งออกชิป H20 ไปยังจีน ซึ่งช่วยปลดล็อกอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงตลาดหลักของผู้ผลิตชิปชั้นนำด้าน AI รายนี้ โดยเมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยกเลิกคำสั่งห้ามขายชิป H20 ให้กับจีนซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา โดยชิปดังกล่าวได้รับการออกแบบพิเศษสำหรับตลาดจีนเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการควบคุมการส่งออกชิป AI ในยุคอดีตประธานาธิบดีไบเดน

Nvidia เตือนก่อนหน้านี้ว่า มาตรการจำกัดดังกล่าวอาจทำให้ยอดขายในไตรมาสเดือนก.ค. ลดลงราว 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

*** จีนต้องการให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งออกชิปที่มีความสำคัญต่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางการค้า ก่อนการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยเจ้าหน้าที่จีนได้แจ้งต่อผู้เชี่ยวชาญว่า จีนต้องการให้รัฐบาลสหรัฐฯ ผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกชิปหน่วยความจำแบนด์วิธสูง (High-Bandwidth Memory HBM) ซึ่งเป็นชิปที่มีบทบาทสำคัญในการประมวลผลงานด้าน AI ที่ใช้ข้อมูลจำนวนมากอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อนำมาใช้ร่วมกับหน่วยประมวลผลกราฟิก AI ของ Nvidia

*** บริษัท SK Hynix ของเกาหลีใต้ คาดว่าตลาดชิปหน่วยความจำความเร็วสูงแบบพิเศษ (High-Bandwidth Memory: HBM) ที่ออกแบบมาเพื่อการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 30% จนถึงปี 2030 โดยการคาดการณ์เชิงบวกนี้ สะท้อนถึงการมองข้ามความกังวลเรื่องแรงกดดันด้านราคาที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมซึ่งตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาเคยถูกมองว่าเป็นสินค้าโภคภัณฑ์เช่นน้ำมันหรือถ่านหิน

ชเว จุน-ยง หัวหน้าฝ่ายวางแผนธุรกิจ HBM ของ SK Hynix กล่าวว่า ความต้องการ AI จากผู้ใช้งานปลายทางยังคงมีความมั่นคงและแข็งแกร่งอย่างมาก

*** การพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงของหุ้น Palantir Technologies Inc. กำลังผลักดันมูลค่าบริษัทให้ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนที่มีมุมมองเชิงบวกต่อการคาดหวังการเติบโตในอนาคตที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเพื่อรองรับระดับมูลค่าปัจจุบัน

ราคาหุ้นผู้ผลิตเทคโนโลยีด้านกลาโหมรายนี้ ปิดตลาดวันศุกร์ที่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง ส่งผลให้ผลตอบแทนตั้งแต่การเข้าจดทะเบียนในปี 2021 เพิ่มขึ้นเกือบ 2,500% และเฉพาะปีนี้เพิ่มขึ้นแล้วเกือบ 150% การปรับตัวขึ้นดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับรัฐบาลสหรัฐฯ และล่าสุดคือรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งเกินคาด

*** เศรษฐกิจดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน มีแนวโน้มเติบโตช้าที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ จากการประเมินของกลุ่มนักวิจัย สะท้อนถึงความอ่อนแอของอุปสงค์ผู้บริโภค และการที่ธุรกิจมุ่งเน้นทำกำไรแทนการเร่งขยายรายได้

งานวิจัยจาก Google, Temasek Holdings Pte และ Bain & Co. ระบุว่า การใช้จ่ายออนไลน์ในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นราว 15% ในปีนี้ สู่ระดับ 263,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ชะลอลงจาก 17% ในปีก่อนหน้า และเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 นอกจากนี้ รายงานยังชี้ว่า เศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคจะมียอดระดมทุนจากเอกชนต่ำที่สุดในปีนี้เช่นกัน

รายงาน โดย สิริพงศ์ สิริชุมศรี เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...