หมอต่อ ยันยังเป็นทองแท้ เผยแชทมีการตัดแต่งหรือไม่ ยาย่า พ้อถูกแขวนเป็นเหยื่อ
หมอต่อ ยันยังเป็นทองแท้ เผยแชทมีการตัดแต่งหรือไม่ มั่นใจหลักฐาน ใช้กระบวนการทางกฎหมายพิสูจน์ความจริง ยาย่า พ้อถูกแขวนกลายเป็นเหยื่อ
หลังไปออกรายการโหนกระแส ยาย่า เขมณัฏฐ์, หมอต่อ พร้อมทนายความ ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกับสื่อมวลชน ชี้แจงปมธุรกิจ Dermatige Aesthetics ที่กำลังมีข้อพิพาทกับ เม พรีมายา ที่อ้างว่าถูกหุ้นส่วนฮุบกิจการไป ถูกบีบให้โอนหุ้นและถอดชื่อออกจากธุรกิจ ก่อนจะถูกกีดกันออกจากกิจการ
หมอต่อ : “ต้องขอโทษด้วยครับที่ไม่สามารถมาได้ตอนแรก พอดีติดเคส วันนี้ตั้งใจมาแถลงจริงๆ พอเรื่องมันเกิดขึ้น เราไม่เคยคิดจะทำร้ายใครเลย หลังจากนี้เราจะใช้กระบวนการยุติธรรมไม่ว่าสังคมหรือใครจะตัดสินยังไง สุดท้ายคนที่ตัดสินผิดหรือถูกมีแค่กระบวนการยุติธรรม”
ที่บอกว่า เม ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เขามีแชทที่ช่วยเลือกโลโก้แบรนด์?
หมอต่อ : “อันนี้ก็ต้องบอกว่าบางทีเราทำในฐานะเพื่อน อย่างผมเองก็จะมีเพื่อนสนิทของผมก็จะส่งให้ บางทีเราทำสกินแคร์ เราก็จะให้เพื่อนช่วยเลือก มันไม่สามารถนำมาเป็นข้อกล่าวอ้างได้”
ตอนที่เขาช่วยเลือก เขาทราบมั้ยว่าตอนนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดตั้งบริษัท?
หมอต่อ : “เขาต้องทราบอยู่แล้ว เพราะเขาเป็นคนขายหุ้นออกไปเอง”
อยากให้เรื่องราวจบแบบไหน?
หมอต่อ : “ผมว่าพอเรื่องมันดำเนินมาถึงขั้นนี้ ก็อยากให้มันจบลงที่ขั้นตอนกระบวนการกฎหมาย มันอาจจะยาวนาน แต่ว่าสุดท้ายแล้วทุกคนในประเทศนี้ก็อยู่ใต้กฎหมาย”
ถามถึงเรื่องที่มีแชท หมอต่อ ? หมอต่อ : “อันนี้ขอไม่ยืนยันครับ ถ้ามันจะเป็นแชทจริงไม่จริงก็ให้พิสูจน์กันในศาล ไม่ยืนยันว่าเป็นแอ๊กเคาท์ของเรา ไม่แน่ใจว่ามีการปลอมแปลงขึ้นมา แต่ถ้าเขามั่นใจก็สามารถไปพิสูจน์กันในศาลได้ คือเราไม่รู้ว่ามันจะมีการตัดแต่งบางช่วงบางตอนหรือว่าจะเป็นยังไง ถ้าเขามั่นใจ เราก็มั่นใจในหลักฐานของเราเหมือนกัน”
กลุ่มไลน์นี้ยังมีอยู่มั้ย? หมอต่อ : “ผมก็ไม่มั่นใจ จำไม่ได้ แต่ว่าเท่าที่มีการคุยงาน เราจะมีการคุยงานกันผ่านกลุ่ม Dermatige แต่กลุ่มที่มีเขา เราไม่ได้คุยนานแล้ว พอมันเปลี่ยนมือถือ แชทมันก็ไม่ได้มีแล้ว”
ฝากขายหุ้น เป็นการเข้าใจผิดกันมั้ย?
หมอต่อ : “ผมว่าพอวันหนึ่งบริษัทมีกำไร มันก็แน่นอนทุกคนเล็งเห็นผลประโยชน์ แต่ว่า ณ วันนั้นบริษัทขาดทุน เขามีการทำหนังสือขายหุ้นจริง การซื้อขายหุ้นเกิดขึ้นจริง แล้วพอวันนี้มันมีการบิดเบือนข้อเท็จจริง เราก็ต้องพิสูจน์กันในศาลว่าใครถูกใครผิด”
หมอต่อ : “เราสามคนเป็นคนทำแบรนด์ Dermatige มาตั้งแต่นับศูนย์นับหนึ่ง”
ทำไมไม่เอาเม เข้ามาเป็นหุ้นด้วย ทั้งที่เริ่มมาด้วยกัน ?
หมอต่อ : “ตอนนั้นเขาขายหุ้น ตอนที่เขามีข่าวแล้วเขาก็ขายหุ้นไปแล้ว ตอนหลังพอทำแบรนด์มาถึงจุดหนึ่ง เขาก็ติดต่อมาว่าอยากจะซื้อหุ้น ไม่ว่าจะเป็นเขาหรือน้องสาวเขา สุดท้ายเขาก็เอาน้องสาวเขามาซื้อ น้องสาวเขาซื้อในบริษัท DMT MEDICAL ซึ่งมันเป็นบริษัทที่มีอนาคต มียอดผลกำไรอยู่แล้ว ส่วนบริษัท Dermaway เขาเลือกที่จะไม่ซื้อ เพราะเขาอาจจะรู้สึกว่าต้องลงเงินเยอะ หรือว่าขาดทุนอะไรหรือเปล่าอันนี้ผมก็ไม่ทราบ”
หมอต่อ : “เราขายให้เขาเท่ากับราคาทุน เราเห็นแก่ความเป็นเพื่อนตอนนั้น”
ยาย่า : “คนเป็นเพื่อนกัน ณ โมเมนต์นั้นรักกัน ร่วมธุรกิจกัน น้องสาวเขาที่มาซื้อหุ้นก็มีธุรกิจกับหนูอยู่ ปัจจุบันนี้ก็ยังมี ตอนนั้นเราไม่รู้จริงๆ ว่าการที่เราขายหุ้นให้น้องเขาหรือวันนี้มันจะต้องเอามาเทียบกันตรงนี้ ตอนนั้นในอดีตน้องเมให้เรามาในราคานี้ วันนี้น้องเขากลับมาทำเผื่อจะร่วมกันให้บริษัทเติบโต เราไม่ได้อยากค้ากำไรตรงนี้ ซึ่งอันนี้มันเป็นข้อผิดพลาดของพวกเรา ใครจะคิดเห็นยังไงเราห้ามความคิดเขาไม่ได้ แต่วันนี้ตัวเราเองยังไม่ได้มีความผิดอะไรเลย เรากลายเป็นคนที่รังแกคนอื่น เรารู้สึกเป็นเหยื่อถูกเอามาแขวนตรงนี้ เราเครียดกับสถานการณ์นี้มาก เราอยากจะมีคนกลางให้เรื่องมันไปสู่กระบวนการทั้งหมด จะได้ไม่ต้องพิพาทในโลกโซเชียล
หมอต่อ : “มันเป็นเรื่องของการจัดผังบริษัทที่เรามีที่ปรึกษาที่เขาทำบริษัทมหาชนมาก่อน แต่ถามว่ามันอาจจะดูเข้าใจยาก ซึ่งผมก็ต้องการทำความเข้าใจประมาณนึงก่อนที่จะทำผังอันนี้ แต่ถามว่ารถทัวร์จะมาจอดมั้ย จริงๆ ก็เตรียมใจ จอดเรียบร้อยแล้ว”
ยาย่า : “จอดแล้วเพราะว่ารถทัวร์เขาอาจจะไม่ได้เข้าใจในมุมมองของเรา วันนี้เราเลือกที่จะออกมาพูด ขอให้เปิดใจฟังเราหน่อย ในวันนี้ถ้าย้อนกลับไปดู หมอกลาง หมอต่อ ตัวย่าเองเราตั้งใจทำธุรกิจอยากให้ประสบความสำเร็จให้ธุรกิจมันเติบโต มันกำลังไปได้ดี วันนี้อยากจะฝากให้มองย้อนกลับไป ฝากถึงเขาก็ได้ว่าในวันที่เรามาร่วมหุ้นกันในอดีต ต่างคนต่างทำงาน แล้ววันหนึ่งคุณออกไปในคดีของคุณที่มันเกิดขึ้น วันนี้เราแยกทางกันออกมา”
หมอต่อ : “อยากจะให้ธุรกิจไปต่อ”
ยาย่า : “อยากจะให้ธุรกิจไปต่อ โดยวันนี้เราไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ งั้นเราคงไม่ได้ให้น้องสาวเขากลับมาซื้อหุ้น ณ โมเมนต์นั้นเราตั้งใจที่จะเติบโตต่อ ทำธุรกิจต่อเนื่อง และขยายกิจการต่อไป แต่พอเกิดการทะเลาะกัน ทุกครั้งที่มีการประชุม จริตมันไม่ตรงกันเลย เขาพูดจาหยาบคายใส่เรา ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมต่างๆ ที่เราไม่เคยนำตรงนี้มาพูดเลย จนวันนี้รถทัวร์มันมาจอดแล้ว เราก็ต้องพูดในมุมมองของเราบ้างว่าสิ่งที่เราเจอมามันเป็นยังไงบ้าง ถ้าย้อนกลับไปก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นพฤติกรรมที่เขาทำอยู่แล้วหรือเปล่า สิ่งที่เราโดนมาวันนี้เราอยากจะแยกทางกับเขาแล้ว ตอนดีมันก็ดี แต่ตอนมันแย่มันก็แย่จริงๆ แล้ววันนี้เราก็ยืนหยัดว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด เราทำทุกอย่างถูกต้องตามกระบวนการกฎหมาย”
ที่ไม่อยากไปต่อกับเขาเพราะว่าเป็นพฤติกรรมที่เรารับไม่ได้?
ยาย่า : “อันนี้เราไม่อยากไปกล่าว”
ทนาย : “ถ้าเอาง่ายๆ ที่น้องบอกคือขายหุ้นไปแล้ว มันจบอ่ะ ตัวบริษัทก็ปิดกิจการ ก็เคลียร์ จริงๆ ในมุมมองผมถ้าอยากรู้มูลค่าบริษัทจริงๆ ก็ถามได้เลย จริงๆ ตอนนี้มันอยู่ที่ผู้ชำระบัญชี คุณก็ส่งไปถามเลยขอเอกสาร ส่งไปได้เลย เพื่อจะได้รู้มันเป็นยังไง จะได้รู้มูลค่าด้วย ถ้าคุณพูดถึงเรื่องตัวเงิน มูลค่า มันก็จะสามารถเห็นได้ในตอนที่ปิดกิจการอยู่แล้ว ที่มีการชำระบัญชีก็จะเห็นมูลค่าแท้จริง”
มีการพูดคุยกับผู้ถือหุ้นไหมว่าทำไมคุณเมถึงออกมาต่อสู้แทนตัวเขาทั้งๆ ที่เขาเป็นคนถือหุ้น?
ยาย่า : “จริงๆ เรามีเชิญเขามาประชุม เขาก็ไม่มา วันนี้ถามว่าเขาก็เป็นญาติกัน เขาจะคุยกับเราไหมก็คงคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้แล้วค่ะ เราก็ต้องทำทุกอย่างอยู่บนกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการประชุม เราก็ต้องทำถูกต้อง แต่ถ้าวันนี้จะให้โทรไปหาเขามันก็เลยจุดนั้นมาแล้ว”
ณ วันนี้เราโดนมองเป็นจำเลยของสังคมมันมีผลกระทบอะไรต่อตัวเราไหม?
หมอต่อ : “ถามว่ากระทบไหมก็กระทบ แต่ผมก็ยังเชื่ออยู่อย่างนึงก็คือกระบวนการยุติธรรมครับ ก็สุดท้ายผมอยากให้เรื่องนี้มันไปจบที่กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง อย่างไรก็ตามกระบวนการยุติธรรมจะให้ความยุติธรรมกับทุกคนอยู่ดี”
ที่คนสงสัยเรื่องใบอนุญาตคลินิกที่เป็นประเด็นอยู่ตอนนี้? ยาย่า : “อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เรามีแจ้งไปในรายการว่าตรงนี้เราก็เป็นผู้เสียหาย อันนี้ขอให้ทางคุณทนายเป็นคนอธิบาย”
ทนาย : “คลินิกทุกคลินิกของแบรนด์นี้มีการขออนุญาตถูกต้อง แต่ในสาขาที่มีปัญหานั้น มันมีการว่าจ้างบุคคลบุคคลหนึ่งในทีมทำงาน ว่าจ้างเขาไปดำเนินการ ทีนี้เอกสารที่เขาดำเนินการไม่ถูกต้องเขาแจ้งมา จริงๆ เราเป็นผู้เสียหาย ซึ่งมีการไปชี้แจงกับทางพนักงานสอบสวนไปแล้ว แล้วก็กำลังดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวด้วยเหมือนกัน จริงๆ เราเป็นผู้เสียหายนะครับ ถ้าบอกว่าเราเปิดแบบที่บอก ตั้งใจไปเปิด ผมถามว่ามันมีตั้งหลายสาขา แต่มันมีแค่สาขานั้นสาขาเดียว”
ในมุมของทนายคิดว่าผิดกฎหมายไหม? ทนาย : “ผมก็ตอบตามตรงเลย ถ้ารู้เห็นอยู่มันผิดอยู่แล้ว 100% ตรงนี้พอทางเขาทราบเรื่องเขาก็มีการไปดำเนินการกับบุคคลดังกล่าว ก็อยากให้ความเป็นธรรมกับทางนี้เหมือนกัน”
ตอนที่เราไปติดค่อนข้างนานไหม? หมอต่อ : “จริงๆ ก็ไม่นานนะครับ แต่ตอนนั้นเรายุ่งกันมาก ก็เลยมีการว่าจ้างให้คนไปทำเรื่องนี้ แต่พอเรารู้เรื่องเราก็มีการเข้าไปชี้แจง ซึ่งขั้นตอนเอกสารอะไรทุกอย่างก็อยู่ในชั้นของกระบวนการยุติธรรม”
บางคนเขามองว่าถ้าอยู่ในช่วงขออนุญาตมันยังไม่ได้ เรามองยังไงบ้าง?
ทนาย : “อันนี้คือพูดตามความเป็นจริง ถ้าถามมันก็เหมือนที่พี่ถามในคำถามเดิมว่ามันดำเนินการได้ไหม แน่น่อนว่ามันดำเนินการไม่ได้ แต่ผมถามพี่ว่าถ้าพี่จ้างพี่ข้างๆ ไปดำเนินการ แล้วเขาทำเรียบร้อยเอาเอกสารมาให้ตัวพี่ก็ต้องเชื่อใช่ไหม แต่พอต่อมาพี่รู้ว่าเอกสารที่ดำเนินการมามันไม่ถูกต้อง พี่ก็ต้องดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าว ซึ่งจริงๆ ก็เป็นผู้เสียหาย คือหลักการมันง่ายๆ แล้วสาขาอื่นมีแบบนี้ไหมก็ไม่มี พฤติกรรมก่อนหน้านี้มีไหมก็ไม่มีถูกไหมครับ เพราะอย่างนี้ผมก็อยากให้มองว่าคนที่ทำคลินิกมาขนาดนี้ มันคงไม่ต้องมีเหตุมานั่งทำอะไรแบบนี้ ชื่อเสียงก็มี คงไม่มีใครเอาชื่อเสียงตัวเองมาแขวนกับอะไรแบบนี้”
คุณยาย่ารู้เมื่อไหร่ว่ามันเป็นคนละใบกัน?
ยาย่า : “เดี๋ยวเรามีเอกสารว่าช่วงไหนเราได้ไปแจ้งพนักงานสอบสวน”
อะไรที่ทำให้เรารู้ว่ามันไม่ใช่ใบจดแจ้งของคลินิกนี้?
หมอต่อ : “ก็จริงๆ เรารู้จากตัวพนักงานเขามาบอกว่ามันน่าจะผิด พนักงานที่เป็นผู้จัดการของเรา เราก็รีบดำเนินการให้ถูกต้อง”
ยาย่า : “ตอนแรกเรายังไม่รู้ค่ะ ซึ่งพอเขาดำเนินการไปเราก็เพิ่งมารู้ตอนหลัง พอมารู้ตอนหลังก็มีลูกค้าที่เขาบอก ซึ่งเขาก็ไปแจ้งพนักงานสอบสวน ซึ่งตอนนั้นเราก็ตกใจมากว่าแบบมันถูกต้อง เราก็เลยรีบไปสืบสวนตรงนี้ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็มีไปชี้แจงเรียบร้อย แล้วก็มีการตามบุคคลดังกล่าวที่ว่าจ้าง”
ตอนนี้ถึงกระบวนการไหนกับบุคคลดังกล่าว? ทนาย : “เรียนตามตรงว่ายังตามตัวอยู่”
คือตอนนั้นที่มันผิด มีคนใช้บริการแล้วใช่ไหม?
หมอต่อ : “ใช่ครับ”
ทนาย : “ผมบอกแบบนี้ครับ ถ้าหมอคือบุคคลที่ไม่สุจริต ในมุมนั้นผิดแน่นอน แต่มุมตรงนี้ผมก็ย้ำเหมือนเดิมว่า ถ้าเขาไม่รู้แล้วเขาเอามาใช้มันก็เป็นผู้เสียหายคนนึง ตอนนี้ก็กำลังดำเนินการอยู่”
คิดว่าคนที่เขาเอาเรื่องนี้มาเขาหวังอะไรหรือเปล่า?
ยาย่า : “อยากให้พี่ๆ ช่วยคิดเหมือนกันว่าจริงๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องของบุคคลที่สามที่เราว่าจ้างและผิดพลาด แต่คือก็ไม่ได้ผิดพลาดทุกอัน มันก็เพิ่งมาผิดพลาดอันนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวเขาก็พยายามที่จะแจ้งว่าคลินิกไม่ถูกต้อง ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องขอดีเฟ้นจริงๆ ว่ามันไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่เราอยากจะให้เกิดขึ้น และตัวเราเองเราก็เป็นผู้เสียหายจากตรงนี้เหมือนกัน”
อีกเรื่องนึงของหมอกวาง? หมอต่อ : “ก็จริงๆ เป็นเรื่องสมัยทำงานหลายปีก่อนแล้ว ซึ่งเขาก็ได้มีการดำเนินคดีกับเรา ซึ่งสุดท้ายศาลก็ตัดสินใจยกฟ้องคืนความบริสุทธิ์ให้กับพวกผม อย่างเมื่อกี้ก็มีการโทรไปในรายการโหนกระแสว่าแบบนี้เดินไปบอกเขาดีกว่าไหม แต่สำหรับผมตอนนั้นก็ยอมรับ ณ ตอนนั้นในความเป็นเด็ก เราก็ทำผิดจริงแต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่ต้องเจอ เราก็อาจจะดีกว่าหรือเปล่าที่จะออกมาวันนั้น”
เราจะดำเนินการกฎหมายยังไงบ้างที่เขาชี้เป้ามาเป็นเรา? หมอต่อ : “อันไหนที่ทำให้เกิดความเสียหายผมก็อาจจะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ตอนนี้กำลังเก็บรวบรวมหลักฐานพิจารณาอยู่”
ถ้าไกล่เกลี่ยกันไม่ได้ก็คือดำเนินการฟ้อง? หมอต่อ : “ตอนนี้ดำเนินการฟ้องไปแล้วเรียบร้อย เราอยากจบด้วยดี ด้วยสันติกับทางญาติคุณเม เราถอนฟ้องกันได้ เราไม่ติด เราเคยเป็นเพื่อนเป็นคนรู้จักกันในระยะเวลาหนึ่ง”
สรุปทองแท้ยังเป็นทองแท้อยู่ไหม? หมอต่อ : “ยังเป็นอยู่อย่างแน่นอน ถ้าในสายตาชาวเน็ตค่อนข้างโจมตีเรื่องนี้แต่ว่าจริงๆ แล้วอยากจะให้พิสูจน์ตามขบวนการขั้นตอนตามกฎหมาย หลายคดีประชาชนตัดสินไปอย่างหนึ่งแต่ข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานก็อาจจะออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่งก็ได้ ผมอยากใช้กระบวนการยุติธรรมจริงๆ ไม่ว่าผลจะเป็นยังไงเราก็ต้องยอมรับตามนั้น”
อะไรที่ทำให้เราอยากจะใช้สำนวนนี้? หมอต่อ : “เห็นผ่านตาเลยเอามาลองใช้ดู แถลงออกมาแล้วมันดูเครียดจังเลย ก็เลยเอามาลงนิดหน่อยให้มันเป็นสไตล์เรา ก็อาจจะโดนถล่มอยู่ตอนนี้”.
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หมอต่อ ยันยังเป็นทองแท้ เผยแชทมีการตัดแต่งหรือไม่ ยาย่า พ้อถูกแขวนเป็นเหยื่อ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th