โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จุดยืน “แก้รัฐธรรมนูญ” ของภูมิใจไทย 2562-2568 จากตัวขัดขวาง โดดมารับเงื่อนไข

iLaw

อัพเดต 02 ก.ย 2568 เวลา 13.19 น. • เผยแพร่ 02 ก.ย 2568 เวลา 12.28 น. • iLaw

ในภูมิทัศน์การเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง พรรคภูมิใจไทยได้สถาปนาตัวเองในฐานะพรรคขนาดกลาง “ผู้มีอำนาจต่อรองสูง” ที่มีบทบาทสำคัญต่อความอยู่รอดของทุกรัฐบาล นั่นทำให้ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยดูเหมือนเป็นพรรคที่ได้ประโยชน์อย่างสูงกับรัฐธรรมนูญ 2560 ดังจะเห็นได้ว่า จุดยืนและทางปฏิบัติของพรรคในประเด็น “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560” ดูจะผันแปรไปตามบริบทและสมการอำนาจ

นอกจากนี้เมื่อพรรคภูมิใจไทยกับสว. สีน้ำเงินมีความสัมพันธ์กัน และกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องง้อเสียงของสว. อย่างน้อย 1 ใน 3 ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือทางการเมืองชิ้นสำคัญที่อยู่ในมือของพรรคภูมิใจไทยมาเสมอ

ช่วงที่ 1: ร่วมรัฐบาลประยุทธ์ ‘แก้ไขพอเป็นพิธี’ และใช้ศาลเป็นเกราะกำบัง

หลังการเลือกตั้งปี 2562 พรรคภูมิใจไทยได้สส. 51 ที่นั่ง และเข้าร่วมกับรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐเพื่อเสนอพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ต่อมามีสส. เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากปรากฏการณ์ "ดูดสส." มาจากพรรคอนาคตใหม่หรือพรรคก้าวไกล จึงเติบโตขึ้นเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอันดับสอง ด้วยนโยบายเด่นคือการ "ปลดล็อกกัญชา" และถือภาพลักษณ์สนใจเรื่อง “พรรคปากท้อง” โดยไม่ได้ชูธงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากสังคม พรรคภูมิใจไทยก็วางตนให้มีภาพลักษณ์ที่ดี ยอมรับการแก้ไขเรื่องอำนาจของสว. ชุดที่มาจากการแต่งตั้งของคสช. และจุดยืนของพรรคเป็นเพียงการเคลื่อนไหวในเชิงที่มุ่ง “แก้ไขพอเป็นพิธี” โดยไม่แตะต้องโครงสร้างหลักที่สืบทอดอำนาจให้ คสช. และเอื้อประโยชน์ต่อสถานะของตัวเอง

เหตุการณ์สำคัญ

1. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ยื้อเวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดย สสร.

  • 18 พฤศจิกายน 2563: พรรคภูมิใจไทยลงมติ “ไม่รับหลักการ” ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (100,732 รายชื่อ) ซึ่งเสนอให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ทำให้ร่างฉบับนี้ตกไป

  • 17 มีนาคม 2564: ในการลงมติวาระ 3 ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้มี สสร. ซึ่งเสนอโดยพรรคร่วมรัฐบาลเอง (นำโดยพรรคพลังประชารัฐ) และผ่านวาระ 1 และ 2 มาแล้ว พรรคภูมิใจไทยกลับไม่ร่วมลงคะแนนเสียงทำให้ร่างดังกล่าวตกไปในที่สุด

  • มีนาคม 2564: เหตุที่พรรคภูมิใจไทยไม่เข้าร่วมลงมติวาระ 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พวกเขาอ้างว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 4/2564 ว่าการร่างใหม่ทั้งฉบับต้องทำ “ประชามติ” ถามประชาชนก่อน คำวินิจฉัยที่คลุมเครือนี้ได้กลายเป็นเกราะกำบัง ที่พรรคภูมิใจไทยใช้เป็นข้ออ้างเพื่อยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

2. คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน

  • 17 พฤศจิกายน 2564: รัฐสภามีมติไม่รับหลักการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “รื้อระบอบประยุทธ์” ที่เสนอโดยกลุ่ม Re-Solution และประชาชนเข้าชื่อกัน 135,247 รายชื่อ ซึ่งมีข้อเสนอที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิมอย่างยิ่ง เช่น ยกเลิกวุฒิสภา (ให้เหลือสภาเดี่ยว), ปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ, และลบล้างผลพวงรัฐประหาร โดย สส. ฝ่ายรัฐบาลซึ่งรวมถึงพรรคภูมิใจไทย ได้ลงมติไม่รับหลักการเป็นส่วนใหญ่

  • 7 ธันวาคม 2565: รัฐสภามีมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “ปลดล็อกท้องถิ่น” ที่เสนอโดยประชาชนเข้าชื่อกัน 76,591 รายชื่อ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกระจายอำนาจและงบประมาณสู่ท้องถิ่น โดย สส. ฝ่ายรัฐบาลซึ่งรวมถึงพรรคภูมิใจไทย ได้ลงมติไม่รับหลักการ ทำให้ร่างตกไป

3. เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขพอเป็นพิธี

  • 22-23 มิถุนายน 2564: ท่ามกลางการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถึง 13 ฉบับในรัฐสภา พรรคภูมิใจไทยยื่นร่างของตนเองสองฉบับ คือ แก้ไขยุทธศาสตร์ชาติให้ยืดหยุ่นขึ้น และเพิ่มหลักประกันรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า ซึ่งผลการลงมติไม่ผ่านวาระหนึ่งทั้งสองฉบับ แม้จะแสดงท่าทีสนับสนุนการ “ปิดสวิตช์ สว.” ที่ยกเลิกมาตรา 272 เรื่องอำนาจของสว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมเรียกร้องสูง แต่จุดยืนที่แท้จริงของพรรคกลับสะท้อนผ่านการกระทำในภาพรวมที่ไม่ได้ต้องการรื้อโครงสร้างอำนาจ

ช่วงที่ 2: ร่วมรัฐบาลเพื่อไทย ใช้คำสั่งศาลเป็น ‘อาวุธ’ ขวางแก้รัฐธรรมนูญ

เมื่อเปลี่ยนขั้วมาอยู่กับรัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งมีนโยบายสำคัญคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคภูมิใจไทยได้เข้าร่วมรัฐบาลซึ่งหมายความรับในนโยบายสำคัญนี้ แต่ในทางปฏิบัติเปลี่ยนจุดยืนมาเป็นผู้ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเปิดเผย โดยนำเอาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้กลายเป็น “อาวุธ” ที่ใช้ต่อสู้ในทุกสมรภูมิของกระบวนการนิติบัญญัติ

เหตุการณ์สำคัญ

1. พ.ร.บ.ประชามติฯ: ภูมิใจไทยยืนหนึ่งหนุนเกณฑ์ ‘เสียงข้างมากสองชั้น’: ด่านแรกคือการแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติฯ ซึ่งกฎหมายเดิมกำหนดเกณฑ์ที่ทำให้ประชามติผ่านยาก คือต้องใช้ “เสียงข้างมากสองชั้น” (Double Majority) ซึ่งหมายถึง 1) ผู้มาใช้สิทธิต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิทั้งประเทศ และ 2) ต้องได้เสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ และร่างฉบับของรัฐบาลพยายามแก้ไขเรื่องนี้ ซึ่งผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏรแล้ว แต่วุฒิสภากลับไม่เห็นด้วย และเห็นแย้งกับสส. ขอให้กลับไปใช้หลักการเสียงข้างมากสองชั้นในการทำประชามติตามเดิม

วันที่ 18 ธันวาคม 2567 ในขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่ รวมทั้งพรรคฝ่ายค้านต่างต้องการปลดล็อกกติกาการทำประชามติให้ง่ายขึ้น จึงลงมติไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของสว. พรรคภูมิใจไทยกลับเป็นพรรคเดียวในฟากรัฐบาลที่ลงมติ “เห็นชอบ” กับร่างของวุฒิสภาที่ยังคงเกณฑ์สุดหินนี้ไว้ เป็นการโหวตสวนมติวิปรัฐบาลอย่างชัดเจน

แกนนำพรรคได้อภิปรายสนับสนุนเกณฑ์สองชั้นอย่างแข็งขัน โดยให้เหตุผลว่า เป็นการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งการที่สว. มีความเห็นแตกต่างจากสส. ครั้งนี้ทำให้กระบวนการแก้ไขพ.ร.บ.ประชามติฯ ลากยาวเพิ่มอีกกว่า 8 เดือน และกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ได้เริ่มต้นขึ้น

2. Walk Out ไม่แก้รัฐธรรมนูญให้ตั้ง สสร. อ้างขัดศาลรัฐธรรรมนูญ: วันที่13 กุมภาพันธ์ 2568 รัฐสภามีการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อตั้ง สสร. เข้าสู่สภา ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ได้ลุกขึ้นประกาศจุดยืน ก่อนนำ สส. ทั้งหมด Walk Out เดินออกจากห้องประชุม

“ในฐานะตัวแทนในนามของตัวแทนสมาชิกรัฐสภา ในสังกัดพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด มีความคิดเห็นว่าวาระที่จะถูกพิจารณาหลังจากนี้นั้น เข้าขั้นที่จะผิดและขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงขออนุญาตไม่เข้าร่วมพิจารณา”

ทั้งนี้วันที่ 12 กุมภาพันธ์ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันมติของพรรค โดยหยิบยกเอาความสุ่มเสี่ยงทางกฎหมายจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2564 มาเป็นเหตุผลหลักในการไม่ร่วมแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ โดย สสร.

“พรรคภูมิใจไทย มีมติไม่ร่วมพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ … การที่บรรจุวาระเข้ามายังมีความขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปี 2564 ซึ่งระบุว่า ต้องมีการถามประชามติจากพี่น้องประชาชนก่อน เมื่อการพิจารณาวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้น ขั้นตอนการทำประชามติยังไม่ได้รับการปฎิบัติ พรรคภูมิใจไทยเห็นว่ามีความสุ่มเสี่ยง พรรคไม่สามารถที่จะไปรับความเสี่ยงนั้นได้… เราไม่ได้ขวางรัฐธรรมนูญ แต่เราต้องการแก้รัฐธรรมนูญ โดยที่ถูกต้องตามบทบัญญัติ เราไม่ต้องการทำผิดกฎหมาย”

3. ยื่นศาลสองครั้งเพื่อถ่วงเวลา: ทั้งนี้ความเห็นที่แตกต่างของพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคการเมืองหลักอย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย นำมาสู่ในวันที่ 17 มีนาคม 2568 พรรคร่วมรัฐบาลลงมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเกี่ยวกับจำนวนครั้งของการทำประชามติเป็นรอบที่สาม ซึ่งถูกมองว่าเป็นการถ่วงเวลาการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง เนื่องจากก่อนหน้านี้ ช่วงเดือนมกราคม 2567 พรรคร่วมรัฐบาลเคยลงมติส่งเรื่องถามศาลรัฐธรรมนูญว่า รัฐสภาจะบรรจุวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยที่ยังไม่ได้มีการทำประชามติได้หรือไม่ โดยศาลไม่รับคำร้องเนื่องจากเคยวินิจฉัยไว้โดยละเอียดและชัดเจนแล้ว

ช่วงที่ 3: เดิมพันเก้าอี้นายกฯ พลิกกลับ 180 องศา ยอมรับ ‘ทุกเงื่อนไข’

สถานการณ์พลิกผัน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคม 2568 ทำให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจ และราคาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เปลี่ยนไปทันที

เหตุการณ์สำคัญ

29 สิงหาคม 2568พรรคประชาชนในฐานะพรรคอันดับหนึ่ง ได้แถลงการณ์ “ผ่าทางตัน” โดยเสนอว่าจะสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ หากยอมรับเงื่อนไข 3 ข้อ คือ

  • ยุบสภาภายใน 4 เดือน

  • จัดทำประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดย สสร.

  • พรรคประชาชนจะไม่เข้าร่วมรัฐบาล

ในวันเดียวกัน อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ได้เข้าหารือกับแกนนำพรรคประชาชน และได้ประกาศยอมรับเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อในทันที ท่าทีของอนุทินเปลี่ยนไปจากเมื่อหกเดือนก่อนตอนที่ Walk Out อย่างสิ้นเชิง ความกังวลต่างๆ ที่เคยค้างคาใจได้หายไป ประเด็นเรื่องหมวด 1-2 ก็ไม่ถูกหยิบยกมาพูดถึง เขากล่าวกับสื่อมวลชนหลังการเจรจาอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“จากพูดคุยกับนายณัฐพงษ์ (เรืองปัญญาวุฒิ) ก็เห็นพ้องโดยไม่มีข้อสงสัยโดยเฉพาะการยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน รวมถึงยังเห็นพ้องกับทุกเงื่อนไขของพรรคประชาชนโดยจากนี้จะไปหารือกับสมาชิกพรรคก่อน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...