โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

เด็ก 14 คิดจบชีวิต หลังถูกยาม รร.ละเมิด-เพื่อนบูลลี่

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 08 ต.ค. 2568 เวลา 09.53 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2568 เวลา 09.53 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์

(8 ต.ค. 68) นางเอ(นามสมมติ) อายุ 43 ปี เข้าขอความช่วยเหลือจาก นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ในกรณีของน้องบี(นามสมมติ) ลูกสาววัย 14 ปีของตนเอง ถูกยามที่โรงเรียนล่วงละเมิดทางเพศ ในป้อมยามหน้าโรงเรียน และโดนเพื่อนบูลลี่ จนเครียดจัด และตัดสินใจดื่มน้ำยาล้างห้องน้ำ อาการสาหัส

โดยนางเอเล่าว่า ลูกสาวเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งที่ กทม. เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมแล้ว ลูกได้ให้ตนไปส่งที่โรงเรียน เพราะจะไปขอครูแก้เกรด แต่เมื่อไปถึงพบในวันดังกล่าวครูไม่ได้เข้าไปที่โรงเรียน ลูกจึงจะกลับบ้าน โดยเดินออกมารอรถที่เรียกผ่านแอปพลิเคชันที่หน้าโรงเรียน

ระหว่างนั้นนายซี(นามสมมติ) อายุประมาณ 40 ปี เป็นยามของโรงเรียนได้เรียกลูกสาวของตนให้เข้าไปนั่งหลบร้อนที่ป้อมยาม ลูกสาวเห็นว่าเป็นยามของโรงเรียน ก็เข้าไปนั่งรอและขอเข้าห้องน้ำภายในป้อม แต่พอออกมาจากห้องน้ำ กลับโดนยามคนดังกล่าวเข้ามากอดจากด้านหลัง ล็อกตัวไว้แล้วดันตัวให้นั่งลงบนเก้าอี้ จากนั้นก็พยายามจับหน้าอก จับอวัยวะเพศ และพยายามล้วงมือเข้าไปในกางเกงพละของลูกสาว

ลูกสาวดิ้นรนต่อสู้ขัดขืนจนหนีออกมานอกป้อมได้ ตอนแรกยามคนดังกล่าววิ่งตามออกมา แต่เห็นว่านอกป้อมมีกล้องวงจรปิดอยู่ จึงถอยยยกลับเข้าป้อมไป

เมื่อลูกสาวกลับมาถึงบ้านก็มีอาการเซื่องซึม ไม่พูดจา ไม่กินข้าว จนเช้าวันที่ 28 ก.ย. ลูกได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ยายฟัง จนพ่อกับแม่รู้เรื่องและได้โทรไปสอบถามครูประจำชั้นเพื่อให้ตรวจสอบ แต่เพราะเป็นวันอาทิตย์ พ่อแม่ได้นัดหมายจะเข้าไปติดตามเรื่องในวันจันทร์ที่ 29 ก.ย. แต่ลูกสาวก็เครียดมากที่ถูกล่วงละเมิด และที่ผ่านมาก็ถูกเพื่อนบูลลี่ เพื่อนเอารูปลูกไปโพสต์ในโซเชียล และเขียนข้อความให้เสียหาย บอกว่าลูกติดเชื้อ HIV และติดเชื้อหนองใน ทำให้ลูกสาวเครียดจัด

จนช่วงเช้าของวันที่ 29 ก.ย. ขณะที่พ่อแม่ไปที่โรงเรียนเพื่อติดตามเรื่อง ยายของลูกก็โทรมาบอกว่าน้องบีได้ฉวยจังหวะที่ยายเผลอ เข้าไปดื่มน้ำยาล้างห้องน้ำ หวังจบชีวิตตัวเอง เหตุดังกล่าวทำให้น้องบีได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องรักษาตัวในห้องไอซียูนานถึง 6 วัน จึงพ้นขีดอันตราย

เช้าจันทร์ที่ 29 ก.ย.68 ขณะที่อยู่ที่บ้านลูกเข้าไปในห้องน้ำแล้วกินน้ำยาล้างห้องน้ำเข้าไปพยายามจะฆ่าตัวตาย ซึ่งตอนนั้นพ่อกับแม่ออกไปข้างนอกเตรียมจะเดินทางไปโรงเรียนเพื่อติดตามเรื่องที่ลูกถูก รปภ.กระทำกับครูประจำชั้นและผอ.โรงเรียน จู่ๆ ยายโทรมาบอกแทบช็อก และยายกับเพื่อนบ้านก็เรียกรถพยาบาลมารับลูกสาวส่งโรงพยาบาล ต้องเข้ารักษาตัวในห้อง ICU ถึง 6 คืนกว่าจะพ้นขีดอันตราย

แม่ต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมให้ลูก และเอาเรื่อง รปภ.ที่ก่อเหตุให้ถึงที่สุด อีกทั้งอยากให้ทางโรงเรียนได้รับรู้แก้ปัญหา ทั้งในการคัดเลือกบุคลากรมาทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในโรงเรียน แต่กลับมาก่อเหตุกับเด็กนักเรียนเสียเอง และหามาตรการไม่ให้เกิดเหตุกับเด็กคนอื่นๆ อีก นอกจากนี้ขอให้ทางโรงเรียนตรวจสอบเรื่องการบูลลี่กันระหว่างเด็กนักเรียนซึ่งถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ทำร้ายจิตใจเด็กมาก ที่ผ่านมาลูกได้บอกครูแต่กลับไม่ได้รับการช่วยเหลือ แม่จึงขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือด้วย

หลังรับเรื่อง นางปวีณา กล่าวว่า ได้ประสาน พ.ต.อ.นิรุชพล โยธามาตย์ ผกก.สน.คันนายาว ให้แม่เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ รปภ.ที่ก่อเหตุแล้วเมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดทางโรงเรียนได้ไล่ รปภ.ออกแล้ว และตร.ได้นำตัว รปภ. มาสอบสวนให้การรับสารภาพ ส่งดำเนินคดีตามกฏหมาย

และวันนี้ทางมูลนิธิฯ ได้เชิญ ดร.ธีร์ ภวังคนันท์ อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน างภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และ พ.ต.อ.นิรุชพล โยธามาตย์ ผกก.สน.คันนายาว มาร่วมประชุมกันที่มูลนิธิปวีณาฯ เพื่อให้การช่วยเหลือ ซึ่งมีแม่ของเด็กหญิงผู้เสียหายร่วมประชุมด้วย

เบื้องต้นทางเด็กผู้เสียหายต้องการจะย้ายโรงเรียน ทั้งนี้จะมีการบูรณาการช่วยเหลือและหามาตรการในการป้องกันเหตุร้ายในโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามการช่วยเหลือเด็กหญิง ม.2 รายนี้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งเรื่องการฟื้นฟูสภาพจิตใจ การย้ายสถานศึกษา และติดตามคดีร่วมกับ พ.ต.อ.นิรุชพล โยธามาตย์ ผกก.สน.คันนายาว เพื่อให้ความเป็นธรรมต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...