14 ตุลา-6 ตุลา สงครามปฏิวัติ เส้นทางประชาธิปไตย ไทย-เนปาล
หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
14 ตุลา-6 ตุลา
สงครามปฏิวัติ
เส้นทางประชาธิปไตย
ไทย-เนปาล
เดือนกันยายนที่ผ่านมา คน GEN Z เนปาล โค่นล้มรัฐบาลได้ภายใน 2 วัน
สำนักงานรัฐบาลทั่วประเทศกว่า 300 แห่งถูกทำลายเสียหาย ความเสียหายอาจสูงกว่า 666,000 ล้านบาท
การประท้วงอย่างรุนแรงเริ่มขึ้น เพราะรัฐบาลประกาศปิดโซเชียลมีเดียที่กำลังแสดงความไม่พอใจต่อการคอร์รัปชั่นและการแสดงออกของผู้มีอำนาจและครอบครัว นี่เป็นการจุดชนวนระเบิด เมื่อปิดมือถือ ก็ต้องเดินขบวน การประท้วงลุกลามไป เมื่อผู้ชุมนุมบาดเจ็บและเสียชีวิต กลายเป็นการจลาจลเผาทำลาย
พระราชวังสิงหดูร์บาร์ถูกเผา โรงแรมฮิลตันกาฐมาณฑุถูกเผาทำลาย ผู้ประท้วงยังได้บุกเผาทำลายบ้านพักนายกรัฐมนตรี เผาบ้านอดีตนายกรัฐมนตรี เผาบ้านอดีตประธานาธิบดีเนปาล ฯลฯ ผู้ประท้วงเผา ศาลฎีกา อาคารรัฐสภา สำนักนายกรัฐมนตรี มีผู้เสียชีวิตรวม 73 ราย
ประเทศมีไทยการเผาตึกราชการกลางกรุงเทพฯ เกิดขึ้น 50 ปีมาแล้ว เมื่อ 14 ตุลาคม 2516 จากนั้นมีการรัฐประหารสังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 ฝ่ายก้าวหน้าจึงเข้าป่าจับอาวุธร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทยสู้กับรัฐบาล นานประมาณ 5 ปี
ถ้าย้อนดูการเมืองช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ไทยและเนปาลมีกษัตริย์ มีคอมมิวนิสต์ มีสงครามปฏิวัติ มีมหาอำนาจแทรกแซงเหมือนกัน แต่ของไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่ พ.ศ. 2475
สถาบันกษัตริย์
และระบอบประชาธิปไตยของเนปาล
เนปาลได้มีการเริ่มปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีเลือกตั้งครั้งแรกใน พ.ศ. 2502 แต่กษัตริย์มเหนทระได้ยุบสภา ยึดอำนาจใน พ.ศ. 2503 (ตรงกับยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) และใช้ระบอบปัญจายัตแทน
ในระบอบปัญจายัต อำนาจรัฐบาล คณะรัฐมนตรี และรัฐสภา จะอยู่ภายใต้กษัตริย์เพียงผู้เดียว คล้ายสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นอกจากนี้ ยังประกาศให้พรรคการเมืองทั้งหมดผิดกฎหมาย อัตลักษณ์ความเป็นชาติ ประกอบด้วย ศาสนาฮินดู, ภาษาเนปาล และสถาบันกษัตริย์ เป็นรากฐานของวิถีชีวิตเนปาล
ระบบนี้ใช้มา 30 ปี ถูกต่อต้านจนต้องปฏิรูปการปกครองในปี 2533 เปลี่ยนมาเป็นระบอบรัฐสภาที่มีหลายพรรค
ในปี 2544 เกิดเหตุสังหารหมู่ในพระราชวัง โดยเจ้าชายทิเปนทระ มกุฎราชกุมาร สังหารญาติพี่น้องไปทั้งหมดเก้าคน ทั้งพ่อแม่ พี่น้อง ป้า และลุง และยิงตัวตาย กษัตริย์ชญาเนนทระได้ขึ้นครองราชสมบัติแทน
ในปี 2548 กษัตริย์ชญาเนนทระได้ยึดอำนาจจากรัฐบาล จึงเกิดการประท้วงจากประชาชนและพรรคการเมือง เพื่อตอบโต้การยึดอำนาจของกษัตริย์ พรรคการเมือง 7 พรรคได้จัดตั้งกลุ่ม พันธมิตร ขึ้นเสนอข้อเรียกร้อง ให้เลิกระบอบราชาธิปไตย เพราะเป็นอุปสรรคที่สำคัญของประชาธิปไตย สันติภาพ ความเจริญรุ่งเรืองของสังคม รวมทั้งเรียกร้องให้เลือกตั้งสภารัฐธรรมนูญ และยุติการใช้ความรุนแรงของกลุ่มกบฏพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (พคน.)
เปรียบเทียบ
สงครามปฏิวัติเนปาลและไทย
ขบวนการฝ่ายก้าวหน้าของไทยที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้ออกจากป่ายกเลิกการต่อสู้ด้วยอาวุธทั้งนักศึกษาประชาชนที่หนีเข้าป่าไปหลัง 6 ตุลาคม 2519 กลับเข้าเมืองตามที่รัฐบาลเปิดทางด้วยคำสั่ง 66/23 ประมาณปี 2525 ก็ยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธ
แต่ในประเทศเนปาล พฤศจิกายน 2533 เพิ่งจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (พคน.) พฤศจิกายน 2534 จึงมีแนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธเพื่อการปฏิวัติ แต่ปัญหาคือ กลุ่มหนึ่งต้องการให้มีการปฏิวัติโดยทันทีด้วยอาวุธ อีกกลุ่มเห็นว่าสถานการณ์ในเนปาลยังไม่สุกงอมสำหรับการต่อสู้ด้วยอาวุธ จนแตกเป็นสองพรรค
ขณะที่ พคท.แตกเสียงปืนปฏิวัติ ตั้งแต่สิงหาคม 2508 แต่ พคน.มาเริ่มแตกเสียงปืนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2539 และมีการหยุดยิงเจรจากันในปี 2544 แต่การเจรจาล้มเหลว รัฐบาลปฏิบัติการกวาดล้าง จำคุกสื่อมวลชนและปิดหนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้าย มีการหยุดยิงชั่วคราวหลายครั้งเพื่อเจรจา
รัฐบาลไม่ต้องการให้เลือกตั้งสภารัฐธรรมนูญ (น่าจะคล้ายส.ส.+ สสร.)เพราะกลัวจะล้มเลิกราชวงศ์ ในเวลาเดียวกัน กลุ่ม พคน.ปฏิเสธการจัดตั้งราชวงศ์ไว้ในรัฐธรรมนูญ
มีการเรียกร้องให้สหประชาชาติเป็นผู้ไกล่เกลี่ย
ตลอดสงคราม รัฐบาลควบคุมได้เฉพาะเมืองหลัก พคน.ควบคุมพื้นที่ในชนบท
กำลังของ พคน. แม้จะเดินตามแนวทางประธานเหมาเหมือนไทย แต่น่าจะเหนือกว่า พคท. เพราะสามารถกดดันจนเกิดการเจรจาได้
การสงบศึก และเปลี่ยนระบอบปกครอง
2 มิถุนายน 2549 กลุ่มพคน.จัดชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย มีประชาชนเข้าร่วมมากกว่า 200,000 คน ในวันที่ 9 สิงหาคม รัฐบาลและกลุ่มกบฏตกลงที่จะยอมให้สหประชาชาติเข้ามาตรวจสอบและสร้างกระบวนการสันติภาพ ปลดอาวุธทั้งสองฝ่าย
ในวันที่ 21 พฤศจิกายน รัฐบาลกลุ่มพันธมิตร 7 พรรค และกลุ่ม พคน. ลงนามในสัญญาสันติภาพ ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามกลางเมือง
มีการควบรวมกองทัพเพื่อเป็นทางออกให้กับทหารของกองทัพประชาชน ที่มีผู้ลงทะเบียนเกือบสองหมื่นคน ในพฤษภาคม 2550 โดยจัดระบบกองทัพและยศตามระบบของกองทัพเนปาล
28 พฤษภาคม 2551 รัฐบาลเนปาลประกาศยกเลิกระบอบกษัตริย์ สถาปนาสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยขึ้น โดยกำหนดให้อดีตพระบรมวงศานุวงศ์ต้องออกจากพระราชวังภายใน 15 วัน
แม้ปัจจุบันจะมีพรรค Rastriya Prajatantra Party (RPP) ที่หนุนระบอบกษัตริย์ แต่ไม่เคยได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ล่าสุดปี 2022 พรรค RPP เป็นฝ่ายค้านและมี ส.ส.ในสภา 14 เสียงจาก 275 เสียงในสภาผู้แทนราษฎร
ตลอด 10 ปีของการต่อสู้ ประชาชนเสียชีวิตมากกว่า 17,000 คน (ทั้งทหารและพลเรือน)
ยากเหมือนปีนขึ้นยอดเขาเอเวอเรสต์
รัฐบาลเนปาลในช่วง 17 ปีหลังเปลี่ยนแปลง ขาดเสถียรภาพ เพราะเกิดจากการรวมตัวของพรรคการเมืองต่างอุดมการณ์ ต่างเผ่าพันธุ์ หลายกลุ่ม มีการเปลี่ยนรัฐบาลไปแล้ว 13 ชุด
เมื่อการต่อสู้สิ้นสุด ประชาชนก็ยังไร้อำนาจเหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย คนหลายกลุ่มก็เวียนกันมาหาประโยชน์ผ่านอำนาจรัฐ
แต่สิ่งที่ผู้มีอำนาจในเนปาลต้องไม่ลืมคือ มีประชาชนที่เคยอยู่ในขบวนการปฏิวัตินับแสนคน เคยติดอาวุธความคิดและอาวุธจริง อย่าคิดว่าจะปกครองได้ง่ายๆ
หลังการจลาจลเดือนกันยายน 2568 สงบลง รัฐบาลชั่วคราวยุบสภา กำหนดการเลือกตั้งใหม่ ประมาณเดือนมีนาคม 2569 คงพร้อมๆ กับประเทศไทย แต่ที่ประเทศไทย รัฐธรรมนูญที่ร่างเมื่อ 20 ปีที่แล้วดีกว่าปัจจุบันซึ่งแก้ไขไม่ได้
ที่เนปาลคาดว่าการเลือกตั้งใหม่จะมีการเปลี่ยนแปลง ให้ระบอบการปกครองดีขึ้น แต่ที่ไทยจะเหมือนเดิม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 14 ตุลา-6 ตุลา สงครามปฏิวัติ เส้นทางประชาธิปไตย ไทย-เนปาล
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly