“ชัตดาวน์สหรัฐ” เข้าสัปดาห์ที่ 2 พนักงาน 2.5 แสนคนไม่ได้รับเงินเดือน ทรัมป์ขู่ไม่จ่ายย้อนหลัง
"ชัตดาวน์สหรัฐ" เข้าสัปดาห์ที่ 2 พนักงาน 2.5 แสนคนไม่ได้รับเงินเดือน ทรัมป์ขู่ไม่จ่ายย้อนหลัง ขณะที่อีกกว่า 2 ล้านคนอาจได้รับผลกระทบหากวิกฤตยืดถึงสัปดาห์ที่ 3
วันที่ 8 ตุลาคม 2568 เวลา 16.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า พนักงานรัฐบาลกลางของสหรัฐกว่า 250,000 คน ไม่ได้รับเงินเดือนตามกำหนดในสัปดาห์นี้ เนื่องจากการปิดทำการของรัฐบาล (government shutdown) ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 และหากวิกฤตนี้ยืดออกไปถึงสัปดาห์ที่ 3 จะมีพนักงานอีกกว่า 2 ล้านคนที่ต้องขาดรายได้ชั่วคราว
การที่เงินเดือนของเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากถูกระงับ ถือเป็นผลกระทบที่จับต้องได้จากความขัดแย้งทางการเมืองในสภาคองเกรส และเพิ่มแรงกดดันให้ฝ่ายนิติบัญญัติเร่งผ่านร่างงบประมาณเพื่อเปิดหน่วยงานของรัฐอีกครั้ง
ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามเพิ่มแรงกดดันทางการเมือง โดยล่าสุดมีร่างบันทึกทางกฎหมาย (draft legal memo) จากสำนักงานบริหารและงบประมาณแห่งทำเนียบขาว (OMB) ระบุว่ารัฐบาลอาจไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเดือนย้อนหลัง ให้เจ้าหน้าที่หลังสิ้นสุดภาวะชัตดาวน์
แนวทางนี้ถือเป็นการหักล้างแนวปฏิบัติที่ดำเนินมาต่อเนื่องกว่า 40 ปี และอาจขัดต่อ กฎหมายปี 2019 (Government Employee Fair Treatment Act) ที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางได้รับเงินย้อนหลังโดยอัตโนมัติหลังการชัตดาวน์สิ้นสุด
ทรัมป์ให้สัมภาษณ์เมื่อวันอังคารว่า รัฐบาลอาจเลือกจ่ายเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น โดยกล่าวว่า “ขึ้นอยู่กับว่าคุณพูดถึงใคร แต่โดยส่วนใหญ่เราจะดูแลคนของเรา… แต่มีบางคนที่ไม่สมควรได้รับการดูแลแบบนั้น เราจะดูแลพวกเขาในวิธีอื่น”
การระงับการจ่ายย้อนหลังถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางการเมืองของทรัมป์ ที่ต้องการเพิ่มแรงกดดันต่อฐานเสียงของพรรคเดโมแครต ขณะเดียวกันก็ปกป้องหน่วยงานที่สำคัญทางความมั่นคง เช่น กองทัพและการบังคับใช้กฎหมายด้านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งยังคงได้รับงบประมาณ
ทรัมป์ยังขู่จะประกาศปลดเจ้าหน้าที่รัฐบาลหลายพันคน ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และมีรายงานว่าระงับงบประมาณของโครงการในพื้นที่ฐานเสียงเดโมแครตหลายแห่ง
ด้านผู้นำพรรคเดโมแครตกล่าวหารัฐบาลทรัมป์ว่าจับพนักงานรัฐบาลเป็นตัวประกันในการต่อรองทางการเมือง และยืนยันว่าจะไม่สนับสนุนร่างงบประมาณใด ๆ หากไม่รวมมาตรการขยายเงินอุดหนุนประกันสุขภาพ โดยปกติการชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐมักกินเวลาเพียงไม่กี่วัน หรือบางครั้งแค่ช่วงสุดสัปดาห์ แต่ครั้งนี้นับเป็นการปิดทำการที่ยาวนานเป็นอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
รัฐบาลทรัมป์ในครั้งนี้สั่งให้เจ้าหน้าที่กลับมาปฏิบัติงานมากกว่าช่วงชัตดาวน์ครั้งก่อน โดยมีการพักงาน (furlough) เจ้าหน้าที่ไม่ถึง 30% ของทั้งหมด หมายความว่าแม้พนักงานจำเป็น (essential employees) จะยังต้องทำงานต่อ แต่ก็ไม่ได้รับค่าจ้างจนกว่ารัฐบาลจะเปิดทำการ
เกรกอรี ดาโก นักเศรษฐศาสตร์จาก EY-Parthenon เตือนว่าการไม่จ่ายเงินย้อนหลังหรือการปลดเจ้าหน้าที่อาจสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรงกว่าการชัตดาวน์ครั้งก่อน ๆ โดยระบุว่ารายได้ครัวเรือนที่หายไปจะกระทบการบริโภค และฉุดจีดีพีสหรัฐราว 0.1% ต่อสัปดาห์ หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ
ในชัตดาวน์ครั้งก่อนหน้า ปี 2561–2562 ซึ่งกินเวลา 35 วัน เจ้าหน้าที่ TSA ขาดงานจำนวนมาก ทำให้สนามบินทั่วประเทศเกิดคิวตรวจสัมภาระยาวเหยียดและความล่าช้าในเที่ยวบิน
ดาโกกล่าวว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เจ้าหน้าที่สำคัญ เช่น FAA และ TSA จะได้รับผลกระทบด้านขวัญกำลังใจและอัตราการขาดงานเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อการหยุดชะงักของระบบขนส่งและโลจิสติกส์ในวงกว้าง
ทั้งนี้ปัจจุบันการจ่ายเงินเดือนพนักงานรัฐบาลสหรัฐฯ ถูกจัดการโดยศูนย์กลางเพียง 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมบัญชีและการเงินกลาโหม (Defense Finance and Accounting Service) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตร และสำนักงานบริหารทั่วไป (GSA) ดังนั้นพนักงานรัฐบาลจึงไม่ได้รับเงินเดือนในวันเดียวกันทั้งหมด ส่วนใหญ่รับเงินผ่านระบบโอนอิเล็กทรอนิกส์ก่อนวันจ่ายจริง 2–3 วัน ซึ่งทำให้ผู้ที่มีกำหนดรับเงินวันที่ 1 ตุลาคม (วันเริ่มปีงบประมาณใหม่) ได้รับเงินทันก่อนชัตดาวน์เริ่มต้น
Everett Kelley ประธานสหภาพพนักงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (AFGE) ซึ่งเป็นตัวแทนแรงงานกว่า 820,000 คน กล่าวตำหนิรัฐบาลว่า “ใครที่มองว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ ควรลองจินตนาการดูว่าถ้าอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ไม่มีเงินเดือนแต่ยังต้องจ่ายบิลต่าง ๆ จะรู้สึกอย่างไร”
อนึ่งกฎหมาย Government Employee Fair Treatment Act of 2019 กำหนดให้พนักงานรัฐบาลทุกคนต้องได้รับค่าจ้างย้อนหลังโดยอัตโนมัติ ในวันแรกที่เป็นไปได้หลังงบประมาณได้รับอนุมัติ
อ้างอิง : bloomberg.com