โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หุ้นกู้ต้องเลือกให้ดี! ยักษ์ใหญ่ออกหุ้นกู้ดอกเบี้ยต่ำรับดอกเบี้ยขาลง-ไฮยีลด์ยังอาจเสี่ยงผิดนัดชำระ

Thairath Money

อัพเดต 07 ต.ค. 2568 เวลา 07.14 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2568 เวลา 07.14 น.
ภาพไฮไลต์

ทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง เปรียบเสมือนสวรรค์ของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือสูง (Investment Grade) ซึ่งต่างใช้จังหวะทองนี้ในการเร่งระดมทุนเพื่อล็อกต้นทุนทางการเงิน “ดอกเบี้ยต่ำ” ไปได้อีกนานหลายปี

แต่ในอีกมุมหนึ่ง กลุ่มหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสูงแต่มีความเสี่ยงสูง (High Yield) กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สะท้อนผ่านตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้และขอเลื่อนกำหนดชำระที่สูงขึ้น

ภาวะดังกล่าวจึงบีบให้นักลงทุนต้อง "เลือกให้ดี" ยิ่งกว่าที่เคย ระหว่างการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยที่ให้ผลตอบแทนน้อยลง กับการไล่ล่าผลตอบแทนสูงที่มาพร้อมความเสี่ยงต่อเงินต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ThaiBMA เผยผลสำรวจชี้ ลดดอกเบี้ย

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยผลสำรวจการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่คาดว่าในช่วงที่เหลือของปี 2568 กนง.จะปรับอัตราดอกเบี่ยนโยบาย ราว 1-2 ครั้ง รวม 0.25-0.50% เหลือ 1.00-1.25% จากปัจจุบันท่ี 1.50%

ทั้งนี้ ในวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ซึ่งจะมีการประชุม กนง. นั้น จากผลสำรวจมีผู้ตอบ 45% มองว่าอัตราดอกเบี้ยจะลดลง 0.25% เหลือ 1.25% ขณะที่ผู้ตอบอีก 55% มองว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.50% อย่างไรก็ดี ในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ผู้ตอบส่วนใหญ่มองว่าดอกเบี้ยจะปรับตัวลดลงเหลือ 1.00-1.25% ได้

สำหรับการคาดการณ์ Bond yield ไทย ผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่า ปลายปี 2568 Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี จะขยับตัวลดลงเฉลี่ยราว 10-15 bps. จากสิ้นไตรมาส 3 โดยมีปัจจัยหลักจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย และแผนการระดมทุนของภาครัฐ

ตลาดหุ้นกู้แบ่งขั้วชัด บริษัทใหญ่ดอกเบี้ยต่ำ - แต่กลุ่มไฮยีลด์อาจเสี่ยงผิดนัดชำระ

สำหรับฝั่งของตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชน กลับพบสัญญาณที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง (Investment Grade) และกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงแต่ก็มีความเสี่ยงสูง (High Yield)

ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเป็นแนวโน้มขาลง ส่งผลให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีสถานะการเงินแข็งแกร่งต่างเร่งระดมทุนเพื่อล็อกต้นทุนทางการเงินในระดับต่ำ บางรายอาจไถ่ถอนหุ้นกู้ชุดเดิมก่อนกำหนดเพื่อรอจังหวะออกหุ้นกู้ชุดใหม่ที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่า

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในกลุ่มหุ้นกู้ High Yield ยังคงน่าเป็นห่วง โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ พบการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ผิดนัดชำระ (Default) - มีผู้ออกหุ้นกู้ผิดนัดชำระ 6 ราย มูลค่ารวมประมาณ 3.5 พันล้านบาท
  • เลื่อนกำหนดชำระ - มีผู้ออกหุ้นกู้ขอเลื่อนกำหนดชำระ 16 ราย (เป็นรายใหม่ 12 ราย) มูลค่ารวมสูงถึง 4.26 หมื่นล้านบาท

โดยกลุ่ม High Yield ยังคงมีปัญหาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว หากรัฐบาลสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้ และผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ดีขึ้น ปัญหาการผิดนัดหรือยืดหนี้ก็น่าจะค่อยๆ ลดลง

ดร.สมจินต์ ชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์ในปัจจุบันถือเป็นผลที่สอดคล้องกับสภาวะการลงทุนทางเลือกที่มีอยู่ในตลาด โดยเฉพาะในยามที่สภาพเศรษฐกิจยังไม่ได้เติบโตดีมากนัก

การที่อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ปรับตัวลดลงนั้น เป็นผลพวงจากที่ผู้ลงทุนได้เข้าสู่กลุ่มตราสารหนี้ที่มีคุณภาพเครดิตสูงในปริมาณที่มากขึ้น เนื่องจากในสภาวะที่อุปทานของหุ้นกู้โดยรวมมีไม่มากพอ ทำให้เม็ดเงินมาเบียดกันในกลุ่ม High Quality ในทางกลับกัน ตราสารหนี้ที่มีเครดิตเรตติ้งต่ำลงมา หรือต่ำกว่าระดับที่ไม่มีการจัดอันดับ จะเริ่มขายได้ยากขึ้น

อย่างไรก็ดี แนวโน้มของผู้ลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่เพิ่มความระมัดระวัง และเลือกที่จะตัดสินใจลงทุนมากขึ้น ถือเป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่เหมาะสมกับช่วงเวลานี้ และถือเป็นผลของสภาพของตลาดโดยรวม

ทั้งนี้ การที่ผู้ลงทุนในตลาดพันธบัตรมีความระมัดระวังมากขึ้นในการลงทุนนั้น เป็นพัฒนาการที่เหมาะสม โดยในยุคที่เศรษฐกิจยังไม่เติบโตเต็มที่เช่นนี้ หลักการพื้นฐานของการลงทุนที่สำคัญที่สุดคือ การดูแลรักษาเงินต้นไว้ ควบคู่ไปกับการได้รับผลตอบแทนที่อาจจะ "ไม่มากนัก" แต่ต้องอยู่ในระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนสามารถรับได้ และการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสมก็ยังคงเป็นหลักพื้นฐานสำคัญของการลงทุน

หั่น Outlook ยังไม่สะเทือนตลาดตราสารหนี้ไทย

นอกจากนี้ ยืนยันว่าการปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือ (Negative Outlook) ของประเทศไทยโดยสถาบันจัดอันดับเครดิต ยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดตราสารหนี้

โดย ดร.สมจินต์ กล่าวว่า แม้จะมีการปรับแนวโน้มเป็นลบ แต่มองว่ายังไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ในทันที อย่างไรก็ตาม การปรับ Outlook ครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายตระหนักและเพิ่มความระมัดระวังในการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับวินัยทางการคลังมากขึ้น

ทั้งนี้ จุดแข็งที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยคือ การพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศในระดับที่ต่ำมาก โดยข้อมูลระบุว่าหนี้สาธารณะที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศมีสัดส่วนเพียง 0.68% ของหนี้ภาครัฐทั้งหมด

อย่างไรก็ดี ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2568 นักลงทุนต่างชาติมีการถือครองตราสารหนี้ไทยอยู่ที่ประมาณ 8.8 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย ซึ่งไม่ได้เป็นสัดส่วนที่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับขนาดของตลาดทั้งหมด

นอกจากนี้ ลักษณะการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติกลุ่มนี้ไม่ใช่ Short-Term Money ที่ไหลเข้าออกอย่างรวดเร็ว แต่เป็นการลงทุนระยะยาว โดยส่วนใหญ่มีอายุตราสารหนี้เฉลี่ยที่ถือครองยาวนานกว่า 10 ปี จึงยังไม่พบสัญญาณการเคลื่อนไหวของเงินทุนที่ผิดปกติหรือน่ากังวล

ตลาดตราสารหนี้ไตรมาส 3/68 ยังโตได้

สำหรับมูลค่าตลาดตราสารหนี้ไทยไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 17.7 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 95% ของ GDP) เพิ่มขึ้น 3.5% จากปีที่แล้ว เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก ในขณะที่มูลค่าคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยจากสิ้นปีที่ผ่านมา จากหุ้นกู้การบินไทยที่ปีก่อนยังมีสถานะคงค้าง แต่วันนี้ออกจากแผนฟื้นฟูแล้ว

ขณะที่การออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาวลดลง 9.1% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้ระยะยาว) เท่ากับ 640,002 ล้านบาท ลดลง 9.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นอัตราการปรับลดลงที่ต่ำกว่าเมื่อตอนไตรมาส 2 ที่ผ่านมา จากการที่ผู้ออกในกลุ่ม Investment grade เพิ่มการออกขึ้นมากในไตรมาส 3

นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 29,038 ล้านบาท ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 โดยเป็นการซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยในไตรมาส 1 และ 2 จำนวน 32,329 ล้านบาท รวมกับการขายสุทธิ 3,291 ล้านบาทในไตรมาส 3

อย่างไรก็ดี ยังคงเป้าหมายการออกหุ้นกู้ทั้งปีตั้งไว้ที่ 8 แสนล้านบาท ซึ่งผ่านมา 3 ไตรมาส (9 เดือน) ทำไปได้แล้ว 6.4 แสนล้านบาท สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี คาดว่าตลาดจะยังคงคึกคัก เพราะจะมีหุ้นกู้ชุดเดิมที่ครบกำหนดมูลค่าอีก 2.18 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการออกหุ้นกู้ใหม่มาทดแทน (Rollover) และคาดว่าจะมีการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ใหม่อีกด้วย

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หุ้นกู้ต้องเลือกให้ดี! ยักษ์ใหญ่ออกหุ้นกู้ดอกเบี้ยต่ำรับดอกเบี้ยขาลง-ไฮยีลด์ยังอาจเสี่ยงผิดนัดชำระ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...