ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ พบ “ทรัมป์” ครั้งแรกที่ทำเนียบขาว จับตา 5 ประเด็นร้อนจากการเจรจา
ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ พบ "ทรัมป์" ครั้งแรกที่ทำเนียบขาว จับตา 5 ประเด็นร้อนจากการเจรจา ตั้งแต่กองทุนลงทุน 350,000 ล้านดอลลาร์ การเปิดตลาดเกษตร ภาษีนำเข้ารถยนต์–ชิป
วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 10.19 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ มีกำหนดเข้าพบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาว ถือเป็นการทดสอบครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งเมื่อไม่ถึงสามเดือนที่ผ่านมา
ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เดินทางไปยังห้องทำงาน Oval Office หลังเพิ่งบรรลุข้อตกลงทางการค้า ซึ่งนำไปสู่การที่รัฐบาลทรัมป์เรียกเก็บภาษีนำเข้า 15% ต่อสินค้าเกาหลีใต้ที่เป็นซัพพลายเออร์หลัก ทั้งรถยนต์ สมาร์ทโฟน และเครื่องจักร โดยการเจรจาระหว่างสองผู้นำยังมีหลายประเด็นร้อน ตั้งแต่รายละเอียดของข้อตกลงการค้า ไปจนถึงการบริหารจัดการภัยคุกคามด้านความมั่นคงในเอเชีย
บนเครื่องบินมุ่งหน้าสู่สหรัฐ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขามุ่งมั่นจะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน แม้จะมีมุมมองจากฝั่งสหรัฐว่าการเจรจานี้เอื้อประโยชน์ต่อเกาหลีใต้ แต่เราไม่คิดว่าควรจะเปลี่ยนแปลงหรือพลิกข้อตกลงที่ได้ตกลงกันแล้วอย่างง่ายดาย
5 ประเด็นที่ต้องจับตา
1. กองทุนลงทุน 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หนึ่งในประเด็นที่อาจสร้างความตึงเครียดคือรายละเอียดเกี่ยวกับกองทุน 350,000 ล้านดอลลาร์ที่เกาหลีใต้ประกาศสำหรับโครงการในสหรัฐ ทรัมป์ระบุเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมว่า เงินลงทุนจากกองทุนนี้จะถูกจัดสรรโดยประธานาธิบดีเอง และ 90% ของกำไรจะไหลกลับสหรัฐ
ฝั่งเกาหลีใต้เปิดเผยเพียงเล็กน้อย โดยระบุว่าโครงสร้างหลักจะอยู่ในรูปการค้ำประกันเงินกู้ มากกว่าการลงทุนโดยตรงที่ใช้เงินทุนเกิน 5% ของกองทุนทั้งหมด จากจำนวนเงินดังกล่าว 150,000 ล้านดอลลาร์ จะถูกจัดสรรให้กับอู่ต่อเรือในสหรัฐฯ เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมต่อเรือที่ซบเซา อีจะเดินทางเยี่ยมชมอู่ต่อเรือในฟิลาเดลเฟียระหว่างทริปครั้งนี้
2. การลงทุนจากภาคเอกชน
ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ จะเดินทางพร้อมผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ อาทิ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์, เอสเค ฮายนิกซ์, แอลจี เอเนอร์จี โซลูชัน และฮุนได มอเตอร์
หนังสือพิมพ์ Hankyoreh รายงานว่า บริษัทเกาหลีใต้เหล่านี้อาจประกาศแผนการลงทุนในสหรัฐ เพิ่มเติมสูงถึง 150,000 ล้านดอลลาร์ ในการประชุมสุดยอด หลายบริษัทมีแผนลงทุนอยู่แล้ว เช่น โรงงานเซมิคอนดักเตอร์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ของซัมซุงในเท็กซัส และแผนการลงทุนมูลค่า 21,000 ล้านดอลลาร์ ของฮุนไดสำหรับยานยนต์และเหล็ก
นักเศรษฐศาสตร์จาก Bloomberg ระบุว่า หากทรัมป์มองว่าเกาหลีใต้ลงทุนไม่ถึงความคาดหวัง อาจเกิดแรงเสียดทานต่อกรอบความร่วมมือที่กว้างขึ้น ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่เกาหลีอาจต้องเร่งประกาศการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสร้างความมั่นใจ
3. ตลาดเกษตร–ภาษีนำเข้ารถยนต์และชิป
ประเด็นการเปิดตลาดเกษตร เช่น ข้าวและเนื้อวัว ถือเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมืองในเกาหลีใต้ และก่อนหน้านี้รัฐบาลยืนยันว่าไม่ได้ยอมเปิดตลาดเหล่านี้ในการเจรจา แต่ทรัมป์กล่าวว่าเกาหลีใต้จะเปิดเต็มที่ สำหรับสินค้าเกษตรสหรัฐ ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงของการตีความข้อตกลงต่างกัน
หากอีต้องยอมอ่อนข้อในตลาดเกษตร เพื่อแลกกับการลดภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าสำคัญอย่างรถยนต์และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งรวมกันคิดเป็นกว่า 30% ของการส่งออกทั้งหมด ก็อาจกระทบฐานเสียงสำคัญของพรรคเสรีนิยมที่เขาสังกัด
4. งบประมาณด้านกลาโหม
ทรัมป์เน้นย้ำหลายครั้งให้พันธมิตรสหรัฐเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม โดยเรียกเกาหลีใต้ว่าเป็นเครื่องจักรทำเงิน ปัจจุบันเกาหลีใต้มีทหารสหรัฐราว 28,500 นาย ประจำการเพื่อยับยั้งภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ
แม้ประเด็นนี้ไม่ถูกเจรจาในการหารือทางการค้า แต่เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ยืนยันว่ากำลังเจรจาขยายงบประมาณกลาโหมให้สอดคล้องกับแนวโน้มโลก โดยปีนี้โซลจะใช้งบประมาณ 2.32% ของ GDP ในด้านการป้องกันประเทศ
5. เกาหลีเหนือ
นี่คือประเด็นที่อีและทรัมป์อาจหาจุดร่วมได้ ทั้งสองต่างต้องการปรับเปลี่ยนนโยบายจากที่บรรพบุรุษเคยทำ แม้ทรัมป์เคยพบคิมจองอึนสามครั้ง แต่ไม่สามารถทำให้เกาหลีเหนือลดละโครงการนิวเคลียร์ได้ ปัจจุบันเกาหลีเหนือกลับไปผูกสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัสเซีย และเพิ่งประกาศให้เร่งขยายโครงการนิวเคลียร์ ขณะที่สหรัฐและเกาหลีใต้เพิ่งเริ่มการซ้อมรบร่วมซึ่งเปียงยางมองว่าเป็นการเตรียมทำสงคราม
นักวิเคราะห์จาก Stimson Center ชี้ว่าการประชุมสุดยอดครั้งนี้ไม่น่าจะเปิดทางการทูตกับเปียงยาง เว้นแต่สองผู้นำจะตกลงยุติการซ้อมรบร่วมสหรัฐ–เกาหลีใต้ และเลิกยึดนโยบายการปลดนิวเคลียร์เกาหลีเหนือเป็นเป้าหมายหลัก
อ้างอิง : bloomberg.com